แบงก์ชาติ ยืนยันยังติดตามดูแลการคิดค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ใกล้ชิด โดยเน้นความเป็นธรรมกับทั้งผู้บริโภค-ผู้ให้บริการ
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ธปท.ยังคงติดตามดูแลการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นตัวธนาคารพาณิชย์ หรือทางลูกค้าที่มาใช้บริการ ซึ่งที่ผ่านมาก็เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว เช่น การปรับเพดานการโอนเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์
สำหรับการโอนเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น ก่อนหน้านี้เคยมีเพดานสูงสุดไว้ที่ 30,000 บาทต่อครั้ง หากเกินกว่านี้ก็จะคิดค่าบริการเพิ่ม แต่ล่าสุด ธปท. ได้ขอให้ขยายเพดานสูงสุดเพิ่มเป็นไม่เกิน 50,000 บาทต่อครั้ง และในอนาคตก็มีความเป็นไปได้ที่จะขยายเพดานวงเงินในส่วนนี้เพิ่ม จนถึงไม่มีเพดานเลยก็ได้
“สิ่งที่แบงก์ชาติสามารถทำได้ ในฐานะเป็นผู้กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ คือ เข้าไปดูจุดที่คิดว่ากลไกตลาดยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ยังมีจุดอ่อนอยู่ และแบงก์ชาติก็เริ่มเห็นว่า การตั้งราคาค่าธรรมเนียมบางอย่างใช้กลไกตลาดอาจไม่ได้ผล ที่ได้พยายามแกะไปบ้างแล้ว จนไม่กระทบต่อการดำเนินงาน หรือการลงทุนของแบงก์ เช่น การโอนเงิน โดยวงเงินที่ให้โอนทางอิเล็กทรอนิกส์มีเพดานอยู่ที่ 30,000 บาทต่อครั้ง ถ้าเกินก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม เราก็ขยับเป็น 50,000 บาทต่อครั้งวันหนึ่งข้างหน้า เพดานตรงนี้อาจขยายได้อีก หรือไม่มีเลยก็ได้” นายประสารกล่าว
นอกจากนี้ ธปท. ยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่า จะสามารถยกเลิกค่าธรรมเนียม หรือลดอัตราค่าธรรมเนียม สำหรับบริการในระบบการหักบัญชีเช็คด้วยภาพเช็ค หรือ ไอแคส ลงมาได้หรือไม่ เนื่องจากระบบไอแคส เป็นระบบที่ไม่มีค่าโสหุ้ยข้ามเขต ในขณะที่ค่าธรรมเนียมดังกล่าว เรียกเก็บอยู่ฉบับละ 15 บาท
“อีกเรื่อง คือ เช็ค เวลาประชาชนเสียค่าธรรมเนียม ส่วนใหญ่จะเป็นเช็คข้ามเขต สิ่งที่แบงก์ชาติทำในระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา คือ เช็คจำเป็นต้องเดินทางหรือไม่ เพราะเช็คข้ามเขตก็ต้องเดินทางมาเคลียริ่งที่ศูนย์ เราจึงนำเทคโนโลยีไอแคส ที่ทำให้เช็คไม่จำเป็นต้องเคลื่อนที่เข้ามาช่วย โดยเป็นการใช้ภาพเช็ค ส่งภาพเช็คเข้ามายังศูนย์จัดเก็บข้อมูล ก็ทำให้เช็คเหล่านี้ไม่มีค่าโสหุ้ยข้ามเขต จึงดูอยู่ว่าจะทำให้ค่าธรรมเนียมมีโอกาสหายไปได้หรือไม่”นายประสารกล่าว
อย่างไรก็ตามการลดค่าธรรมเนียมส่วนนี้ จำเป็นต้องคำนึงผลกระทบอื่นที่อาจตามมาได้ เช่น ถ้าเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเช็คในราคาต่ำมาก ประชาชนก็อาจหันมาใช้บริการเช็คในการชำระหรือโอนเงินข้ามเขตแทน ในขณะที่ ธปท. เองต้องการสนับสนุนให้มีการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์กันมากขึ้น
นอกจากนี้ ปรับลดค่าธรรมเนียมในส่วนต่างๆ จำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบอื่นที่ตามมาด้วย เพราะหากมีการควบคุมที่มากเกินไป ก็อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาธุรกิจได้ด้วย เพราะทำให้ไม่เกิดการลงทุน หรือการคิดริเริ่ม พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ดังนั้นการปรับวิธีคิดค่าธรรมเนียมจึงต้องดูความสมดุลในภาพรวมด้วย
“ต้องบอกก่อนว่า จุดเริ่มต้นแรกสุดเลย แบงก์ชาติไม่มีแนวคิดที่จะไปควบคุม เพราะหลายเรื่องในการทำธุรกิจหายเข้าไปเน้นการควบคุม ก็จะกลายเป็นการไปสร้างอุปสรรคในเรื่องของความคิด การริเริ่มนวัตกรรมใหม่ๆ ดังนั้นเราจึงเน้นในเรื่องการแข่งขัน โดยอานิสงส์หนึ่งที่ได้จากการแข่งขัน คือ ลูกค้าได้ความสะดวกสบายในการรับบริการ”นายประสารกล่าว
เขากล่าวด้วยว่า สมัยที่เคยทำงานอยู่กับธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ทราบดีว่าการเปิดสาขาธนาคารพาณิชย์มากๆ ไม่ได้สร้างกำไรเสมอไป เพราะทุกอย่างล้วนเป็นต้นทุน แต่ที่ต้องเปิดเพราะเป็นการรองรับบริการให้กับลูกค้า มาระยะหลังดีหน่อยตรงที่เริ่มมีสินค้าอื่นๆ นำมาขายได้มากขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์กองทุนรวม หรือประกันต่างๆ ก็ช่วยแบ่งเบาภาระลงได้บ้าง
“พวกสาขาที่เปิดในห้างสรรพสินค้าส่วนใหญ่ขาดทุน และไม่ค่อยมีกำไร เพราะเมื่อห้างปิดพ่อค้า แม่ค้า ต่างๆ ก็จะนำเหรียญหรือเงินมาฝากไว้ เราก็ต้องทำหน้าที่นับเงินเก็บเงินให้เขา พอตอนเช้าเขาก็มาถอนออกไป กลายเป็นว่าบริการตรงนี้เราไม่ได้มีกำไรเลย แต่ที่จำเป็นต้องเปิดเพราะทุกแบรนด์ไปเปิด เพียงแต่ช่วงหลังเริ่มดีขึ้นตรงนี้มีสินค้า เช่น กองทุนรวมประกันชีวิต มาเป็นตัวเอื้อในการขายของ ก็ช่วยแบ่งเบาภาระต่างๆ ลงไปได้บ้าง”นายประสารกล่าว
อย่างไรก็ตามในส่วนของ ธปท. ยืนยันว่า จุดไหนที่กลไกตลาดยังไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ธปท.ก็ยินดีเข้าไปดูแล โดยขณะนี้ ธปท. เห็นว่ามีบางจุดที่ยังสามารถผ่อนปรนเพิ่มได้ และขณะนี้ ธปท. ก็ได้ตั้งจุดรับคำร้องเรียนผ่านคอลล์เซ็นเตอร์ 1213 ดังนั้นประชาชนที่ใช้บริการทางการเงินสามารถโทรเข้ามาร้องเรียนได้หากเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่ง ธปท. มีหน้าที่ทำให้เกิดความพอดีกับทั้ง 2 ฝ่าย






