ปรับลดเที่ยวบิน-คาดไตรมาสแรกขาดทุนเพิ่ม นักวิเคราะห์ชี้ขอชะลอรับมอบเครื่อง อุตฯการบินแข่งเดือด หวั่นเผชิญปัญหาสภาพคล่อง
การบินไทย เผยยอดผู้โดยสารลด 20.5% จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ คาดไตรมาสแรกขาดทุนเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม ขณะที่โบรกเกอร์ ประเมินขาดทุน 2-3 พันล้านบาท จากท่องเที่ยวลด ธุรกิจการบินแข่งขันดุเดือด และแนวโน้มราคาน้ำมันขยับสูงขึ้นจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว
การประชุมคณะกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI วานนี้ (21 เม.ย.) โดยมีพลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ประธานกรรมการบริษัทเป็นประธาน ได้รับทราบผลการดำเนินงานในเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะขาดทุนเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม เนื่องจากผู้โดยสารลดลงจากสถานการณ์การเมืองในประเทศ
นายโชคชัย ปัญญายงค์ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากสถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อ ทำให้จำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการในเดือนมี.ค.ลดลง 20.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน อยู่ที่ 1.59 ล้านคน บริษัทต้องปรับลดเที่ยวบินให้สอดคล้องกับความต้องการเดินทางของผู้โดยสาร
ในเดือนมี.ค. บริษัทมีปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (Available Seat - Kilometer : ASK) รวมทั้งระบบรวมการบินไทยสมายล์ ลดลงจากปีก่อน 4.7% ส่วนปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (Revenue Passenger - Kilometer : RPK) ต่ำกว่าปีก่อน 18.4%
ส่งผลให้อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) ลดลงในเส้นทางภูมิภาคจาก 81.9% ในปีก่อนเป็น 68.3% เส้นทางระหว่างประเทศลดลงจาก 79.1% เป็น 69.0% และเส้นทางบินในประเทศลดลงจาก 79.9% เป็น 68.9% ส่วนเดือนมี.ค.อยู่ที่ 68.7% ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 80.3% ทำให้เคบิน แฟคเตอร์ ในไตรมาสแรกปีนี้อยู่ที่ 71.1% จาก 79.8% ในงวดเดียวกันปีก่อน
นายโชคชัย กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้น จะทำให้ผลประกอบการในไตรมาสแรกปีนี้จะขาดทุนเพิ่มอีกราว 30 ล้านบาท จากเดิมคาดว่าจะขาดทุนอยู่แล้ว
"สำหรับ การบินไทยสมายล์ มีอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร เฉลี่ย 69.0% แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ 64.9% และเที่ยวบินภายในประเทศ 71.5% จำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งในเดือนนี้รวมทั้งสิ้น 1.59 ล้านคน ลดลงจากปีก่อน 20.5%"
ด้านการขนส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ มีปริมาณการผลิตด้านสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (Available Dead Load Ton-Kilometers : ADTK) ลดลงจากปีก่อน 7.5% ในขณะที่ปริมาณการขนส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (Revenue Freight Ton-Kilometers : RFTK) ลดลง 1.7% ทำให้บริษัทมีอัตราส่วนการบรรทุกสินค้า (Freight Load Factor) โดยรวมทั้งใต้ท้องเครื่องบิน (Belly) และเครื่องบินขนส่งสินค้า (Freighter) เฉลี่ย 58.0% สูงกว่าปีก่อนที่เฉลี่ย 54.7%
คาดไทยสมายล์ต้องเผชิญแข่งขันสูง
บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ ประเมินว่า ปัจจุบันธุรกิจขนส่งทางอากาศมีระดับการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยเฉพาะการบินแบบ Low Cost ดังจะเห็นได้ว่ามี Thai Lion Air ที่เพิ่มเข้ามาในตลาดไทยเมื่อเดือนธ.ค.2556 และภายในปีนี้จะมี Thai Air Asia X กับ Viet Jet Air เพิ่มเข้ามาอีก ทำให้ Thai Smile ภายใต้การบริหารของ THAI ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นในอนาคต
สำหรับแผนการซื้อเครื่องบินใหม่ในปีนี้ ปัจจุบันบริษัทมีเครื่องบิน 100 ลำ มีแผนจะซื้อใหม่ 14 ลำภายในปีนี้ และจะขายออก 13 ลำ รวมสิ้นปีเป็น 101 ลำ โดยสาเหตุหลักมาจากการที่เครื่องบินที่มีอยู่นั้นมีอายุใช้งานค่อนข้างมาก จึงทำการเปลี่ยนใหม่เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น
ปัจจุบันบริษัทมีเงินสด 30,000 ล้านบาท คิดเป็น 13% ของรายได้รวม ซึ่งผู้บริหารเชื่อมั่นว่านโยบายการถือเงินสด 12-15% จะสามารถใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำรองในกรณีที่ธุรกิจเข้าสู่สภาวะชะลอตัวได้ถึง 1 ปี หรือสามารถดำเนินงานต่อได้ในช่วงที่ไม่มีรายได้เลยถึง 3 เดือน ยังคงถือหุ้นใหญ่โดยกระทรวงการคลัง และมีความเป็นไปได้น้อยที่กระทรวงการคลัง จะปรับลดสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ของบริษัท
ส่วนผลดำเนินงานปี 2556 บริษัทบันทึกผลขาดทุน 12,047 ล้านบาท สิ้นปี 2556 เทียบกับผลกำไร 6,229 ล้านบาทในปี 2555 เพราะปี 2556 บริษัทได้เปลี่ยนแปลงมาตรฐานการบัญชี โดยสตง.ได้สั่งปรับลดมูลค่าทางบัญชี (Book Value) ของเครื่องบินภายในบริษัทลงทำให้เกิดเป็นผลขาดทุนกว่า 5,092 ล้านบาท และยังมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนกว่า 3,895 ล้านบาทเทียบกับ 2555 ที่บันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 3,213 ล้านบาท
นอกจากนั้นยังพบว่ากำไรจากการดำเนินงานปี 2556 ขาดทุนกว่า 2,726 ล้านบาท เทียบกับผลกำไรจากการดำเนินงาน 2,245 ล้านบาทใน 2555 สาเหตุหลักมาจากการแข่งขันที่สูงขึ้น และปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ส่งผลให้รายได้หดตัวในเดือนพ.ย. และเดือนธ.ค.
ชี้การบินไทยเสี่ยงสภาพคล่องตึงตัว
ด้านบริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มองว่า การบินไทยในปีนี้ มีสถานการณ์ที่ยากลำบาก หลังจากผลประกอบการ 2556 รายงานขาดทุนสุทธิ 1.2 หมื่นล้านบาท อ่อนแอตามคาด โดยพลิกจากกำไรสุทธิ 6.2 พันล้านบาทในปี 2555 แม้บริษัทจะเริ่มต้นปีอย่างยอดเยี่ยม โดยมีกำไรสุทธิ 8.3 พันล้านบาทในไตรมาสแรกปี 2556 แต่ความไม่สมดุลของกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 8.1% YOY
"แนวโน้มไตรมาสแรกปีนี้ คาดว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และการบิน จะเห็นผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองชัดเจนขึ้น ภายหลังการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในเดือนม.ค. 2557 ซึ่งสอดคล้องกับการเปิดเผยข้อมูลของผู้บริหารถึง Cabin Factor เดือนม.ค. ที่ต่ำเพียง 71.9% และยอดจองล่วงหน้าในเดือนก.พ.-มี.ค. ที่ 65% และ 49% จึงทำให้เราคาดว่า การบินไทย จะขาดทุนต่อเนื่องอีกไตรมาสราว 2-3 พันล้านบาท"
แม้ว่า การบินไทย จะมีส่วนของผู้ถือหุ้นถึง 5.6 หมื่นล้านบาท แต่เราเริ่มกังวลมากขึ้น ภายหลังอัตราส่วนทางการเงินสำคัญดูอ่อนแอลง เช่น NET D/E เพิ่มขึ้นเป็น 2.9 เท่า (VS 2.0 เท่าในปี 2555) และ Net Debt / Ebitda ที่สูงถึง 6.1 เท่า (VS 3.9 เท่า) ขณะที่อัตรากำไรเริ่มอ่อนตัวลง Ebitda Margin หดเหลือ 13.1% (VS 16.9%)
ขณะที่อุตสาหกรรมการบินของไทยปีนี้ จะเป็นปีที่มีการแข่งขันสูงมาก และเข้าข่ายการเกิดอุปทานส่วนเกิน ผนวกด้วยแนวโน้มราคาน้ำมันที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งการที่การบินไทย กำลังปรับลดงบลงทุนลง ด้วยการขอชะลอรับมอบเครื่องบิน ทำให้ภาพของความกังวลต่อสภาพคล่องของการบินไทย ยิ่งชัดเจนขึ้น
ขณะที่กระบวนการสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่ยังไม่เริ่มต้นขึ้น จึงมองการบินไทย จึงยังไม่น่าสนใจเข้าลงทุนในระยะนี้ เนื่องจากยังมีความเสี่ยง เรื่องสภาพคล่องเริ่มตึงตัว จากอุปสงค์ที่เริ่มเบาบางลง สวนทางกับงบลงทุนขนาดใหญ่
ราคาหุ้น การบินไทย (THAI) ปิดตลาดวานนี้ (21 เม.ย.) ไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อน อยู่ที่ 13.70 บาท มูลค่าการซื้อขาย 29.65 ล้านบาท






