วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

KBANK - ซื้อ

กำไร 1Q57 เพิ่มขึ้น 18%YoY และ 25%QoQ

ประเด็นสำคัญในการลงทุน :

-กำไร 1Q57 เพิ่มขึ้น 18%YoY และ 25%QoQ : ในช่วง 1Q57 มีกำไรสุทธิ 11,939 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 18%YoY จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิตามการขยายตัวของสินเชื่อ 8.53% และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM)ที่ 3.61% มากกว่าระดับ 3.49% ใน 1Q56 แต่ใกล้เคียงกับ 3.6% ใน 4Q56 เนื่องจากต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายลดลงหลังจากเงินฝากพิเศษหมดอายุและการไถ่ถอนหุ้นกู้ด้อยสิทธิ กำไรเติบโต 25%QoQ มาจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเป็นหลักจากรายได้เบี้ยประกันภัยรับสุทธิ และการลดลงของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานซึ่งเป็นปกติตามฤดูกาลโดยมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) เท่ากับ 40% จากระดับ 48.5% ในช่วง 4Q56 ที่เป็นช่วงของฤดูกาลที่มักมีค่าใช้จ่ายสูงจากกิจกรรมส่งเสริมการขาย และการตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น 21%QoQ

-สินเชื่อปลายไตรมาสแรกปี 57 เติบโตเพียง 0.79%จากปลายปี 56 คุณภาพสินทรัพย์ยังไม่น่าห่วง : สิ้นเดือนมี.ค. 57 มียอดสินเชื่อ 1.45 ล้านล้านบาทเติบโต 0.79% จากปลายปี 56 การเติบโตชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ การเติบโตส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์ สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน และสินเชื่อเพื่อการค้าระหว่างประเทศ คุณภาพสินทรัพย์ยังดีแม้ว่าอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ(NPL)ต่อสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.14% จากระดับ 2.11% จากการชะลอตัวของสินเชื่อ แต่การตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้นส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อ NPL (Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 138% จากระดับ 134.5% เมื่อปลายปี 56

-คงประมาณการกำไรสุทธิปี 57 ตามเดิมแต่มีแนวโน้มปรับเพิ่มในอนาคต : กำไรสุทธิในช่วง 1Q57 ที่ดีกว่าคาด 16% คิดเป็น 27% ของประมาณการทั้งปีที่ 4.4 หมื่นล้านบาท เบื้องต้นฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการตามเดิมบนสมมติฐานอัตราการเติบโตของสินเชื่อทั้งปีที่ 7.5% จากที่ผู้บริหารคาดว่าจะเติบโตไม่ถึง 8% ขณะที่ไตรมาสแรกสินเชื่อเติบโตเพียง 0.79%YTD และอัตราส่วน Cost to Income Ratio ราว 44.2% ทั้งนี้ในอนาคตฝ่ายวิจัยมีแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการและราคาเป้าหมายหากงบครึ่งปียังคงดีกว่าคาดอีก

-คงคำแนะนำ“ซื้อ” ราคาเหมาะสม 216 บาท: ฝ่ายวิจัยมองปัจจัยพื้นฐานของ KBANK ยังแข็งแกร่งและความมีประสิทธิภาพในการควบคุมหนี้เสียและความเข้มงวดมากขึ้นในการอนุมัติสินเชื่อ ส่งผลให้ผลประกอบการยังมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง ด้านฐานะเงินกองทุนยังแข็งแกร่งจากที่มีอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามเกณฑ์ Basel III ที่ 15.6% โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 12.39% ราคาเหมาะสมซึ่งประเมินด้วยวิธี Prospect P/BV ที่ระดับ 2 เท่าและKe 11.2% ได้เท่ากับ 216 บาทซึ่งยังสูงกว่าราคาปิดล่าสุด ทำให้ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”