บริษัทจดทะเบียนไทยพร้อมใจเตรียมลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าที่ญี่ปุ่น หลังการเมืองวุ่นวาย โครงการรัฐบาลสะดุด ส่งผลให้เร่งหาแหล่งสร้างรายได้ใหม่
บริษัทจดทะเบียนไทยพร้อมใจเตรียมลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าที่ญี่ปุ่น หลังการเมืองวุ่นวาย โครงการรัฐบาลสะดุด ส่งผลให้เร่งหาแหล่งสร้างรายได้ใหม่ โดยเฉพาะกันกุล-เวฟ-ราชบุรี-อมตะ-เอปโก้ เดินหน้ายื่นขอใบอนุญาต เชื่อสร้างรายได้เพิ่ม กำไรคงที่ ความเสี่ยงน้อย ความต้องการเติบโตดี ด้านเอปโก้ตั้งเป้าอีก 2 ปีมีรายได้โรงไฟฟ้าญี่ปุ่น 1 พันล้านบาท
นายยุทธ ชินสุภัคกุล ประธานกรรมการ บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก (EPCO) กล่าวว่าขณะนี้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยจำนวนมาก มีแผนจะไปลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าที่ญี่ปุ่น เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจำหน่ายให้รัฐบาล เนื่องจากการทำธุรกิจไฟฟ้าที่ญี่ปุ่น มีระบบการดำเนินการและขั้นตอนไม่มาก
ขณะที่รายได้การขายไฟฟ้าต่อหน่วย สูงกว่าเกือบเท่าตัวถ้าเทียบกับไทย โดยราคาต่อหน่วยของไทยอยู่ที่ 8 บาท ขณะที่ญี่ปุ่นประมาณ 12-13 บาทต่อหน่วย และเป็นอัตราคงที่ มีสัญญาระยะเวลายาวถึง 20 ปี ขณะที่ไทยปัญหาการเมืองยังวุ่นวาย โครงการประมูลต่างๆ ของภาครัฐหยุดชะงัก ดังนั้นการเข้าไปลงทุนในญี่ปุ่น จึงเป็นทางเลือกน่าสนใจในการสร้างแหล่งรายได้
นายยุทธบอกว่าตอนนี้เท่าที่เห็นบริษัทที่มีการเตรียมแผนจะไปลงทุน หรือบางรายก็ได้รับใบอนุญาตแล้ว ได้แก่ บริษัทอมตะ (AMATA) ของกลุ่มตระกูลกรมดิษฐ์ บริษัท เวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ กลุ่มตระกูลมาลีนนท์ กลุ่มบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี (RATCH) บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง ซึ่งการเข้าไปลงทุนญี่ปุ่นไม่ยาก และเป็นประเทศที่ต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตต่อเนื่อง
ซึ่งจะทำให้มีรายได้คงที่ และแน่นอนความเสี่ยงน้อย หากต้องการหารายได้เพิ่มก็สามารถขอใบอนุญาตเพิ่มได้อีก
เขากล่าวว่าภาพรวมโรงไฟฟ้าของบริษัทโรงพิมพ์ตะวันออกนั้น บริษัทมีเป้าหมายที่จะขยายธุรกิจ โดยใน 2 ปีคาดว่ามีรายได้ในธุรกิจไฟฟ้าแตะระดับ 1 พันล้านบาท จากปัจจุบันประมาณ 100-200 ล้านบาท จะมีกำลังผลิต 100 เมกะวัตต์ จากปัจจุบัน 23 เมกะวัตต์ จะใช้เงินลงทุนประมาณ 600 ล้านเยน ซึ่งขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทพันธมิตรเพิ่มเติมเพื่อร่วมลงทุน
โดยคาดว่าไตรมาส 2/2557 จะได้ข้อสรุปอีก 3 โครงการ ประมาณ 18 เมกะวัตต์ และไตรมาส 3/2557 ได้ข้อสรุปอีก 1 โครงการ ประมาณ 67 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยผลักดันรายได้ของบริษัทเติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป และเพิ่มขึ้นมากในปี 2559-2560
สำหรับภาพรวมผลประกอบการของบริษัทในปีนี้ คาดว่าจะมีรายได้ 600 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะยังมาจากธุรกิจสิ่งพิมพ์ ขณะที่ธุรกิจไฟฟ้าจะทยอยรับรู้ อย่างไรก็ตามผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2557 ได้เห็นรายได้เข้ามาต่อเนื่องจากปีก่อน จากการพัฒนาโครงการต่างๆ โดยเฉพาะรายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นอกเหนือธุรกิจสิ่งพิมพ์ ภายหลังจากที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ได้เริ่มผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์และจำหน่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ Commercial Operation Date: COD รวมถึงรายได้จากโรงไฟฟ้าบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี กำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา หรือโซลาร์รูฟ ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด กำลังผลิต 1.5 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทได้รับคัดเลือก 8 โครงการ จะช่วยสร้างรายได้ให้บริษัทมากขึ้นเกือบ 20%
ล่าสุด บริษัทได้เข้าซื้อหุ้น บริษัทบ่อพลอย โซล่าร์ คิดเป็นสัดส่วน 24% จากบริษัท เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง (GEN) โดยเสนอซื้อราคาหุ้นละ 23.30 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 137 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทกลายเป็นผู้ถือหุ้นครบ 100% ซึ่งการเข้าซื้อหุ้นบ่อพลอย โซล่าร์ เพิ่มในครั้งนี้ ถือเป็นการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจ ผ่านการถือหุ้น บริษัทย่อยในสัดส่วน 100%
ซึ่งจะช่วยให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนโยบายบริษัทแม่ เตรียมพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ทั้งนี้ บริษัท บ่อพลอย โซล่าร์ ดำเนินธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์ ภายใต้การดำเนินงานผ่าน JKR (ขนาดกำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์) และ RPV (ขนาดกำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์) ที่อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมากกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และได้รับการให้เงินส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) จากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) จำนวน 8 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี









