วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟันธงกนง.คงดอกเบี้ย2% 'การเมืองยื้อ'ต้นตอปัญหา

นักเศรษฐศาสตร์ มั่นใจ กนง. จะตัดสินใจ “คง” ดอกเบี้ยที่ 2% ในการประชุม 23 เม.ย.นี้ มองปัญหาเศรษฐกิจมาจากปัจจัยการเมือง

นักเศรษฐศาสตร์ประเมินการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ในวันพุธที่ 23 เม.ย.นี้ จะคงดอกเบี้ยที่ระดับ 2.00% แม้ตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกยังไม่ฟื้นตัวจากช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยคาดว่ากนง.ยังรอประเมินทิศทางเศรษฐกิจจากการลดดอกเบี้ยในครั้งก่อนและแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) วันที่ 23 เม.ย.นี้ เชื่อว่า กนง. เสียงส่วนใหญ่น่าจะตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% ก่อน เพื่อรอประเมินทิศทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป หลังจากที่การประชุมครั้งก่อนหน้า (12 มี.ค.) ได้ตัดสินใจลดดอกเบี้ยลง 0.25% ไปแล้วหนึ่งครั้ง

“การประชุมรอบก่อนหน้ามี 3 เสียงที่โหวตให้คงดอกเบี้ยเอาไว้ เชื่อว่าครั้งนี้ทั้ง 3 เสียงก็น่าจะยืนความเห็นเดิม คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า กรรมการอีก 4 เสียงที่โหวตให้ลดดอกเบี้ยในครั้งที่แล้ว มีมุมมองอย่างไร ดอกเบี้ยที่ลดไปพอแล้วหรือไม่ ซึ่งจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาล่าสุด ผมคิดว่า กรรมการเสียงส่วนใหญ่น่าจะโหวตให้คงดอกเบี้ยเพื่อเป็นการเก็บกระสุนรอดูสถานการณ์ในระยะต่อไปก่อน”นายกอบศักดิ์กล่าว

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดที่ออกมา เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.พ. 2557 แม้จะชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า แต่ถ้าดูยอดการจับจ่ายใช้สอยผ่านงานมอร์เตอร์โชว์ หรืองานคอมมาร์ท ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ รวมทั้งยอดการใช้จ่ายผ่านห้างสรรพสินค้าต่างๆ ก็เริ่มดูดีขึ้น เป็นการสะท้อนว่าการบริโภคเองไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คาดคิดกัน ประกอบกับหลังเลิกใช้ พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน(พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ก็ทำให้การท่องเที่ยวเริ่มกลับมาดีขึ้น

“กรรมการหลายท่านพูดถูกว่า ปัญหาไม่ได้มากจากคนไม่มีกำลังซื้อ แต่มาจากคนไม่มีกำลังใจ ไม่มีความเชื่อมั่น การลดดอกเบี้ยจึงช่วยตอบโจทย์ได้บางส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด และการลดดอกเบี้ยก็อาจไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะถ้าดูการลดดอกเบี้ยในครั้งที่ผ่านมา ก็ทำได้แค่ช่วยผ่อนภาระได้บางส่วนเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ช่วยทั้งหมด”นายกอบศักดิ์กล่าว

ซีไอเอ็มบีคาดคงดบ.รอดูผลลดครั้งก่อน

นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัย เศรษฐกิจและตลาดเงิน สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ในการประชุม กนง. วันที่ 23 เม.ย.นี้ เชื่อว่าจะไม่มีเซอร์ไพร์ส โดย กนง. น่าจะตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% เพื่อรอดูผลการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในครั้งก่อนหน้านี้ว่า จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน

“คิดว่าแบงก์ชาติคงอยากรอดูผลการลดดอกเบี้ยครั้งที่แล้วก่อนว่า ได้ผลมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจริงๆ เราก็เข้าใจกันดีว่า นโยบายการเงินคงไม่สามารถเป็นกองหน้าในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ที่ทำได้ก็เพียงบรรเทาภาระหนี้เท่านั้น ซึ่งก็เห็นแล้วว่าใช้ได้กับหนี้ครัวเรือนที่กำลังมีปัญหาอยู่ในตอนนี้ และตอนนี้ก็ยังไม่มีแรงจูงใจอะไรใหม่ๆ ที่จะทำให้ต้องลดดอกเบี้ยลง”นายอมรเทพกล่าว

นอกจากนี้อีกประเด็นที่ต้องติดตามในระยะต่อไป คือ ปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และความผันผวนในตลาดการเงินหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ยุติการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ(คิวอี) ซึ่งประเด็นนี้อาจทำให้ตลาดเงินทั่วโลกเกิดความผันผวนกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจได้ จึงเชื่อว่า กนง. อาจจะอยากเก็บกระสุนไว้ก่อน

ชี้การเมืองวุ่นนโยบายการเงินช่วยได้น้อย

สำหรับปัจจัยที่บอกว่าการชะลอตัวทางเศรษฐกิจเกิดจากปัญหาทางการเมือง จึงไม่ควรใช้นโยบายการเงินเข้าดูแล ซึ่งเรื่องนี้โดยส่วนตัวเห็นด้วย เพียงแต่มองว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจเวลานี้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยการเมืองเพียงตัวเดียว แต่อีกส่วนเป็นเพราะพื้นฐานเศรษฐกิจทีเริ่มอ่อนแอลงด้วย สะท้อนผ่านหนี้ครัวเรือนที่เริ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อนหน้านี้แล้ว ประกอบการการส่งออกเองก็ไม่ได้เป็นไปตามคาด

“ต้องเข้าใจว่า จริงๆ ประเทศไทยไม่ได้มีแค่การเมืองเพียงตัวเดียวที่กดดันเศรษฐกิจ แต่มันเป็นปัจจัยพื้นฐานที่เกิดมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นมาก และการส่งออกที่ไม่ได้เป็นไปตามคาด ดังนั้นการลดดอกเบี้ยอาจไม่ได้ช่วยในด้านเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ ถ้าจะดูแลเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ก็ควรต้องใช้กองหน้าตัวจริง ส่วนกองหลังก็ควรเน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจไป ยกเว้นแต่ว่าจะเกิดวิกฤติขึ้น ซึ่งดูแล้วเศรษฐกิจไทยคงยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ”นายอมรเทพกล่าว

ปัจจัยต่างประเทศทำนโยบายการเงินมีข้อจำกัด

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมวิจัยลูกค้าบุคคล ฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา ธปท. ส่งสัญญาณค่อนข้างชัดเจนว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ส่วนใหญ่มาจากปัญหาทางการเมือง ดังนั้นการลดดอกเบี้ยจึงอาจไม่ได้ช่วยอะไรมาก จึงเชื่อว่า กนง. น่าจะตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ก่อน เพื่อเก็บเครื่องมือไว้ใช้ยามจำเป็น

“แบงก์ชาติส่งสัญญาณชัดเจนพอควรว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการเมือง ดังนั้นหากลดดอกเบี้ยก็อาจกลายเป็นว่า กระสุนด้านอีก คือ ลดไปก็คงไม่ได้ช่วยอะไรมาก จึงเชื่อว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ กนง. จะคงดอกเบี้ยเอาไว้ก่อนในการประชุมรอบนี้”นายพิพัฒน์กล่าว

นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกประเทศก็ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้ามีข้อจำกัดค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในกรณีที่นโยบายการเงินของสหรัฐอเมริกา เริ่มปรับทิศไปสู่ยุคขาขึ้นในปีหน้า ดังนั้นหาก กนง. ตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลงในรอบนี้ อาจทำให้ระยะต่อไปต้องรีบปรับดอกเบี้ยกลับขึ้นมาเร็วขึ้น

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงคงไม่ได้ช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจได้มากนัก เพราะปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากความไม่เชื่อมั่นของคนที่มีการภาคการเมือง ดังนั้นถึงแม้จะลดดอกเบี้ยลง ก็คงไม่กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย ที่ทำได้ก็แค่เพียงบรรเทาผลกระทบจากภาระดอกเบี้ยเท่านั้น

“ถึงแม้จะมีการลดดอกเบี้ยลงอีก ก็คงช่วยเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่งเท่านั้น คือ แค่บรรเทาภาระของนักลงทุน หรือผู้ประกอบการ รวมไปถึงประชาชนที่มีหนี้ครัวเรือนระดับสูง แต่คงไม่ทำให้เกิดการลงทุนหรือการบริโภคใหม่ๆ เพราะประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ดอกเบี้ย แต่อยู่ที่ความไม่มั่นใจของคน ดังนั้นถ้าจะลดดอกเบี้ยในเวลานี้ คิดว่าประสิทธิภาพคงไม่ได้มีเต็มที่ และปัจจุบันดอกเบี้ยเราอยู่ที่ 2% ส่วนระดับต่ำสุดเคยอยู่ที่ 1.25% จึงอาจบอกได้ว่าเราเหลือกระสุนที่ใช้ยิงอีก 3 นัด ดังนั้นการจะทำอะไรในเวลานี้คงต้องคิดกันอย่างละเอียด”

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดจากทั้งในและต่างประเทศ ยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ จึงเชื่อว่าการประชุมกนง. ในครั้งนี้ กนง. น่าจะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% ก่อน เพื่อให้เวลากับการส่งผ่านดอกเบี้ยนโยบายจากการปรับลดในรอบที่ผ่านมา

“คงไม่ใช่การประชุมที่มีอะไรใหม่ เพราะตัวเลขเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จึงมองว่า กนง. จะตัดสินใจคงดอกเบี้ยไว้ก่อน และครั้งที่ผ่านมาก็เพิ่งมีการปรับลดดอกเบี้ยลงไป คิดว่า กนง. คงอยากให้มีเวลาในการส่งผ่านดอกเบี้ยอย่างเต็มที่ก่อน เพราะการส่งผ่านอย่างน้อยต้องใช้เวลาถึง 2 ไตรมาส”นายเบญจรงค์กล่าว

นอกจากนี้ในส่วนของเงินเฟ้อแม้จะเร่งตัวขึ้น แต่ยังไม่ถึงกับสร้างความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจไทย การที่เงินเฟ้อจะเร่งขึ้นมาจนเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจคิดว่าอย่างน้อยคงต้องรอดูไปจนถึงสิ้นปีนี้