ธปท.ชี้2เดือนแรก แบงก์รัฐดันทั้งระบบโต0.3% ธ.พาณิชย์แห่ตั้งสำรองรับเอ็นพีแอลพุ่ง-เศรษฐกิจชะลอ เพิ่มความระวังคุณภาพสินทรัพย์และปล่อยกู้
แบงก์พาณิชย์ไตรมาสแรกกำไร 4.2 หมื่นล้านบาท ลดลง 0.83% เหตุสินเชื่อโตแค่ 0.01% หลังเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลลูกค้าทั้งรายใหญ่และเล็กกู้เงินลดลง แบงก์กรุงเทพสินเชื่อติดลบ 0.39% พร้อมตั้งสำรองอีก 2.1 พันล้านบาท ด้านกสิกรไทยกำไรพุุ่ง 18.14% สวนตลาด ขณะที่ ธปท.ยัน 2 เดือนแรกปีนี้ทั้งระบบสินเชื่อยังโต 4 หมื่นล้านบาท หรือ 0.3% แรงหนุนจากแบงก์เฉพาะกิจ
ธนาคารพาณิชย์รวม 10 แห่ง ไม่รวมธนาคารกรุงไทยได้ประกาศผลประกอบการไตรมาส1/2557 พบว่ามีกำไรสุทธิรวม 42,526 ล้านบาท ลดลง 0.83% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 42,884 ล้านบาท ส่วนสินเชื่อทั้งระบบมีประมาณ 7,924,522 ล้านบาท หรือโต 0.01% จากสิ้นปีที่ผ่านมา
ธนาคารกรุงเทพไตรมาส 1 / 2557 มีกำไรสุทธิ 8,965 ล้านบาท ลดลง 0.54% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงส่งผลกระทบต่อความต้องการสินเชื่อโดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจเพื่อการลงทุนหรือขยายกิจการ ในขณะที่คุณภาพสินเชื่อยังคงอยู่ในสัดส่วนเท่ากับสิ้นปีก่อน โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2557 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 1,745,919 ล้านบาท ลดลง 0.39% จากสิ้นปี 2556เนื่องจากความต้องการสินเชื่อสำหรับลูกค้าธุรกิจรายใหญ่เติบโตลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่สินเชื่อเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมและสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น
ขณะที่สินเชื่อด้อยคุณภาพหรือเอ็นพีแอลไตรมาสแรกอยู่ที่ 45,003 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.11% จากสิ้นปีก่อน ทำให้สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมทรงตัวอยู่ที่2.2% ขณะเดียวกันธนาคารยังคงแนวทางการบริหารกิจการอย่างระมัดระวังและมีการตั้งสำรองค่าใช้จ่ายหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญอย่างต่อเนื่อง ในไตรมาสนี้ ธนาคารมีการตั้งสำรองฯ จำนวน 2,103 ล้านบาท ส่งผลให้ธนาคารมีอัตราส่วนสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพคิดเป็น 210.1%
กสิกรไทยกำไรโต 18.14%
ด้านนายธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 11,939 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 18.14% จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย จำนวน 1,998 ล้านบาท หรือ 17.11% โดยสินเชื่อของธนาคารยังเติบโตได้ในระดับ 0.79% หรือมีพอร์ตสินเชื่อรวมอยู่ที่ 1,450,381 ล้านบาท สำหรับเอ็นพีแอลอยู่ที่ระดับ 2.14% จากสิ้นปี 2556 ที่อยู่ที่ระดับ 2.11% อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio)เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 137.76% จากสิ้นปี 2556 อยู่ที่ระดับ 134.52%
กรุงศรีสินเชื่อหด 0.4%
นายโนริอากิ โกโตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ไตรมาสแรกธนาคารมีกำไรสุทธิ 3.3 พันล้านบาท ลดลง 18.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เงินให้สินเชื่อ หดตัว 0.4% คิดเป็นสินเชื่อที่ลดลงจำนวน 3.7 พันล้านบาท จากสิ้นปีที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 9.4 แสนล้านบาท เป็นผลจากความต้องการสินเชื่อที่ลดลงตามปัจจัยด้านฤดูกาลซึ่งความต้องการสินเชื่อเพื่อรายย่อยจะลดลงในช่วงไตรมาสแรกของปี ขณะที่มีการชำระคืนของเงินทุนหมุนเวียนของสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากความต้องการสินเชื่อ ที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ
ทางด้านเงินฝากเพิ่มขึ้น 2.2% คิดเป็นจำนวน 16.5 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นเดือนธันวาคม 2556 มาอยู่ที่ 7.8 แสนล้านบาท และมี ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ ลดลงจากไตรมาสที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 4.22% สะท้อนการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนโครงสร้างสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนต่ำ
รายย่อย-เอสเอ็มอีดันเอ็นพีแอลขยับ
ธนาคารมีสัดส่วนเอ็นพีแอลอยู่ที่ 2.97% เทียบกับ 2.67% ในเดือนธ.ค. 2556 ผลจากสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสินเชื่อเพื่อรายย่อย ในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้: แข็งแกร่งอยู่ที่ระดับ 134.5%
นายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ในไตรมาสแรกของปีธนาคารมีกำไรสุทธิจำนวน 440.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 127.7 ล้านบาท หรือ 40.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 106.0% รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 27.1% และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 23.1% ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 21.4% และสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น 120.2%
ส่วนเงินให้สินเชื่อสุทธิอยู่ที่ 1.72 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% จากสิ้นปีก่อน และมีเอ็นพีแอลอยู่ที่ 5.5 พันล้านบาท คิดเป็น 3.1% ของสินเชื่อรวม จากสิ้นปีก่อนที่มี 2.5% มีสาเหตุจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวกระทบลูกค้าภาคธุรกิจบางรายและต่อเนื่องสู่รายย่อย โดยที่ผลกระทบนี้อยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้และไม่น่าจะกระทบในวงกว้าง
ธปท.ชี้ 2 เดือนสินเชื่อทั้งระบบยังโต 0.3%
นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ระบุว่า จากข้อมูลการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบซึ่งนับรวมการปล่อยสินเชื่อของธนาคารเฉพาะกิจ(เอสเอฟไอ) ของภาครัฐ พบว่า ในช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.) ของปีนี้ ยังมีอัตราการเติบโตประมาณ 4 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2556 ที่ขณะนั้นมียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 14.7 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการขยายตัวของสินเชื่อธนาคารเฉพาะกิจ ขณะที่สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากสิ้นปีที่ผ่านมามากนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
รับสินเชื่อแบงก์เอกชนทรงตัว
"แม้ข้อมูลสินเชื่อของธปท.ที่เทียบสิ้นเดือนก.พ.2557 กับสิ้นเดือนก.พ.2556 จะขยายตัวเกือบ 10% แต่หากดูเฉพาะช่วง 2 เดือนแรกของปี กล่าวคือ ดูการเปลี่ยนแปลงของยอดสินเชื่อจากสิ้นเดือนธ.ค.2556 ถึงสิ้นเดือนก.พ.2557 จะเห็นว่าสินเชื่อขยายตัวประมาณ 4 หมื่นล้านบาท จากยอดคงค้างที่ 14.7 ล้านล้านบาท ก็ถือเป็นการขยายตัวที่ไม่ได้มากนัก คือแค่เพียง 0.3% โดยสินเชื่อเอสเอฟไอมีการขยายตัวบ้าง ส่วนสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างทรงตัว" นางรุ่งกล่าว
โดยปกติแล้วช่วงไตรมาสแรกของทุกปี จะเป็นช่วงที่ธนาคารพาณิชย์มีการปล่อยสินเชื่อค่อนข้างน้อย จึงมีปัจจัยเรื่องฤดูกาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นการเทียบตัวเลขการเติบโตของ ธปท. จึงมักอาศัยการเทียบแบบปีต่อปี คือ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนกรณีที่ธนาคารพาณิชย์บางแห่ง ออกมาระบุว่า สินเชื่อในไตรมาสแรกของธนาคารพาณิชย์รายนั้นมีการหดตัวนั้น นางรุ่งกล่าวว่า ข้อมูลของธนาคารพาณิชย์จะสะท้อนการปล่อยสินเชื่อของแต่ละแห่งจนถึงสิ้นเดือนมี.ค. แต่ข้อมูลที่ ธปท. มีจะมีข้อมูลถึงสิ้นเดือนก.พ.เท่านั้น และเป็นข้อมูลแบบเฉลี่ยทั้งระบบ ดังนั้นจึงต้องรอสถาบันการเงินทุกแหล่งรายงานข้อมูลมาให้ครบถ้วนเพื่อนำมาประมวลตัวเลขไตรมาสแรกอีกครั้งเพราะถือว่าทั้งหมดมีส่วนช่วยในการหล่อลื่นกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ
2 เดือนแรกเทียบงวดเดียวกันปีก่อนโตร่วม 10%
ถ้าดูการเติบโตของสินเชื่อตั้งแต่ต้นปีจนถึง ณ สิ้นเดือนก.พ.2557 ซึ่งขยายตัวใกล้ๆ 10% ถือว่ายังเป็นการเติบโตที่สูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ (Nominal GDP) โดยทางสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ได้ประมาณการ Nominal GDP ไตรมาสแรกปี 2557 ไว้ที่ 5.9%
การขยายตัวของสินเชื่อที่สูงกว่า Nominal GDP นั้น เพิ่งจะเริ่มเห็นในช่วงหลังปี 2550 เป็นต้นมา เพราะก่อนหน้านี้ การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังต่ำกว่า Nominal GDP สาเหตุอาจเป็นเพราะในช่วงแรกหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 สถาบันการเงินส่วนใหญ่ยังไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอมากนัก
"ช่วง 10 ปีแรก นับจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เป็นต้นมา แบงก์อาจยังไม่มีบทบาทในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากนัก เพราะช่วงนั้นแบงก์เองก็ได้รับผลกระทบไปไม่น้อย แต่พอเขาเริ่มเข้มแข็งขึ้น การทำหน้าที่ของแบงก์ก็เริ่มกลับมามีบทบาทมากขึ้น" นางรุ่งกล่าว
จากข้อมูลของ ธปท. พบว่า ในช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 หรือประมาณปี 2535-2539 สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์มีการเติบโตเฉลี่ยที่ 23.6% ขณะที่ Nominal GDP เติบโต 12.9% และระหว่างปี 2540-2544 สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบหดตัวประมาณ 4.8% เทียบกับ Nominal GDP ที่เติบโต 2.2%
นอกจากนี้ระหว่างปี 2545-2549 สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบโตเฉลี่ย 7% ขณะที่ Nominal GDP โต 8.9% ส่วนในระหว่างปี 2550-2554 สินเชื่อธนาคารพาณิชย์เริ่มกลับมาขยายตัวมากกว่า Nominal GDP โดยสินเชื่อโต 9.3% ขณะที่ Nominal GDP โต 6.2%
ส่วนในปี 2555 สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบโต 15.3% เทียบ Nominal GDP ที่เติบโต 7.9% และในปี 2556 ที่ผ่านมา สินเชื่อธนาคารพาณิชย์เติบโต 10% เทียบ Nominal GDP ที่เติบโต 4.6%






