กำไร1Q57 ทรงตัว YoY แต่เพิ่มขึ้น 12%QoQ
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
-1Q57 มีกำไรสุทธิ 13,130 ล้านบาททรงตัว YoY แต่เพิ่มขึ้น 12%QoQ : ในช่วง 1Q57 มีกำไรสุทธิ 13,129 ล้านบาทใกล้เคียงกับ 1Q56 แม้ว่าจะมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 12%YoY ตามการเติบโตของสินเชื่อ 8.8%YoYขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ(NIM) อยู่ที่ 3.21% ดีขึ้นจาก 3.11% ใน 1Q56 แต่มีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 6.5%YoY หลังจากไม่มีเงินปันผลจากกองทุนรวมวายุภักษ์ที่ปิดไปเมื่อปลายปี 56 ประกอบกับมีค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น 27% ทั้งนี้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ที่ลดลงมากเหลือ 35.7% เมื่อเทียบกับ 36.6% ใน 1Q56 และ 40% ใน 4Q56 ประกอบกับการตั้งสำรองหนี้สูญสูงมากใน 4Q56 ทำให้กำไรสุทธิ 1Q57 เพิ่มขึ้น 12%QoQ
-คงประมาณกำไรสุทธิปี57 ตามเดิมซึ่งเติบโต 7%จากปี 56 : กำไร 1Q57 คิดเป็น 24% ของประมาณการทั้งปีที่ 5.4 หมื่นล้านบาทซึ่งเติบโต 7% จากปี 56 เบื้องต้นฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการตามเดิม โดยมีความเสี่ยงที่จะไม่เป็นไปตามประมาณการดังกล่าวจากการตั้งสำรองหนี้สูญสูงกว่าสมมติฐาน ทั้งนี้ อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อ NPL (Coverage Ratio) ณ ปลายปี 56 อยู่ที่ 150.8% จาก 144.8% เมื่อปลายปี 55 อยู่ในระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม
-สินเชื่อปลายไตรมาสแรกปี 57 ใกล้เคียงกับสิ้นปี 56 แต่เติบโต 8.8%YoY คุณภาพสินทรัพย์ยังดี : ปลายเดือนมี.ค. 57 มียอดสินเชื่อ 1.7 ล้านล้านบาทใกล้เคียงกับปลายปี 57 แต่เติบโต 8.8% จากสิ้นเดือนมี.ค.56 จากการเติบโตของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ขณะที่สินเชื่อSME และสินเชื่อบุคคลชะลอตัว ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังดีแม้มีสินเชื่อด้อยคุณภาพ(NPL)เพิ่มขึ้น 9.3%YoY ส่งผลให้อัตราส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.11% เพิ่มขึ้นจาก 2.06% ใน 1Q56 แต่ลดลงจาก 2.14% เมื่อปลายปี 56 โดยมีอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อNPL(Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 148% จาก 145% เมื่อ 1Q56 แต่ลดลงจาก 151% จากปลายปี 56
-คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 191 บาท : ปัจจัยพื้นฐานของ SCB ยังแข็งแกร่งจากการเป็นแบงก์ขนาดใหญ่และกลยุทธ์การเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มสินเชื่อผู้ประกอบการSME ที่สนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อและเพิ่มความสามารถในการทำกำไร ฐานะเงินกองทุนยังแข็งแกร่งโดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 15.6% เงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 12.2% ในการประเมินราคาเหมาะสมซึ่งอิง Prospect P/BV ที่ระดับ 2.2 เท่าและ Ke 11% ได้เท่ากับ 191 บาทยังสูงกว่าราคาปิดล่าสุด ทำให้ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”






