วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

"กรุงชิง"สวนไม้เทืยมของอดีตนักบินและดีไซเนอร์

"กรุงชิง"สวนไม้เทืยมของอดีตนักบินและดีไซเนอร์

พันธุ์ไม้เขียวขจี สีสันและรูปลักษณ์ไม่ผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติหากใครจะคิดว่าความสวยงามที่เห็น จะเป็นเพียง ของ“เทียม”นี่คือผลงานของ“กรุงชิง"

ตัวอักษรภาษาอังกฤษ “KRUNGCHING” ที่แวดล้อมด้วยพันธุ์ไม้ จำพวกเฟิร์น มอสส์ พืชเขียวขจี ให้อารมณ์เหมือนอยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร สอดรับกับชื่อในภาษาไทยว่า “กรุงชิง” ซึ่งมาจากชื่อน้ำตกดังของจังหวัดนครศรีธรรมราช

ความสะดุดตาปรากฏอยู่ในทุกงานแสดงสินค้าที่พวกเขาไปอวดโฉม ที่ดูจะสร้างความ “ทึ่ง” เอามากๆ คือ ธรรมชาติสวยสดที่เห็นจะเป็นเพียง “ของเทียม” เลียนแบบธรรมชาติ

“เราเป็นผู้บุกเบิกการทำสวนแนวตั้งเทียมเป็นเจ้าแรกๆ ซึ่งสวนแนวตั้งเริ่มเป็นนิยมเมื่อหลายปีก่อน แต่ติดปัญหาตรงการดูแลที่ค่อนข้างยาก ต้องเปลี่ยนต้นไม้ ต้องคอยดูเรื่องแสง ต้องน้ำถึง อากาศถึง ซึ่งส่วนมากมัก..ไม่รอด”

“ยศยง จันทรวงศา” หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ “กรุงชิง” ธุรกิจแต่งสวนด้วยพันธุ์ไม้เทียม ซึ่งเปิดตัวสู่ตลาดมาประมาณ 5 ปี บอกกับเรา

เมื่อธรรมชาติมีจุดอ่อน ของเทียมเลยเข้ามาปิดจุดอ่อนธรรมชาติ ด้วยการดูแลที่ง่าย เรียกว่าแทบไม่ต้องดูแล เพียงเป่าเช็ดทำความสะอาดบ้าง จะเลี้ยงทิ้งๆ ขว้างๆ อย่างไร ก็ไม่มีวันตาย ให้ต้องชีช้ำ

พวกเขาไม่ได้สร้างในสิ่งใหม่ แต่เป็นการหยิบจับพันธ์ไม้เทียมซึ่งมีอยู่เต็มท้องตลาด และนับวันก็จะยิ่งเหมือนจริงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยคัดเลือกจากหลายๆ แหล่งผลิต ทั้งโรงงานในไทยและจีน แล้วใช้ประสบการณ์จากงานแต่งสวนดอกไม้สดของหนึ่งในหุ้นส่วน “สันติพงษ์ คงรักษ์” มาทำให้ได้ผลงานที่ทั้งสวยและเหมือนธรรมชาติไม่ผิดเพี้ยน

“ต้นไม้เทียมใช้พลาสติก ยาง ผ้า มาทำ ซึ่งปัจจุบันมันใกล้ของจริงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เราต้องมีความรู้เกี่ยวกับต้นไม้จริงด้วย ว่าธรรมชาติเขาอยู่อย่างไร ต้องจัดวางอย่างไรให้ได้ความเหมือนจริงที่สุด”

เขาบอกทักษะสำคัญของการนำไม้เทียมมาแต่งสวน ที่เหมือนจริง ไม่หลอกตา จนได้ผลงานที่น่าทึ่ง

จากนั้นก็เริ่มเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งาน เรียกว่า ไม่แค่สวนแนวตั้งติดผนัง แต่ขยายมาเป็นสวนตั้งพื้น โคมไฟตั้งพื้น ตั้งโต๊ะ กระทั่งแชนเดอเลียร์สวนเทียม ขยายความเป็นไปได้ของการให้มีต้นไม้ใบเขียวไปแซมแต้มส่วนต่างๆ ของบ้าน

แต่โจทย์หลักไม่ได้แค่การเอาชนะธรรมชาติ หรือทำให้เหมือนธรรมชาติให้มากที่สุด แต่คือการเอาชนะทัศนคติของผู้คนที่มีต่อของปลอม ทั้งไม่ชอบ ไม่สน และแม้แต่รับไม่ได้ที่จะต้องจ่ายในราคาแพงกว่าของจริงถึง 5 เท่า!

“คนไทยยังมีอคติกับของปลอม พออคติเลยไม่ค่อยได้ยุ่ง ก็จะตัดขาดข้อมูล อย่างพอรู้ราคา เขาจะรู้สึกทันทีว่า เป็นไปได้อย่างไร ของแค่นี้จะราคาเป็นหมื่น..ยิ่งมีอคติ เขาก็ยิ่งรับไม่ได้”

จนเมื่อความเข้าใจของผู้คนเริ่มมีมากขึ้น มาบวกกับการยิ่ง "เหมือนจริง" ของสวนไม้เทียม ทำให้ค่อยๆ ได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่ก็ยังมาติดปัญหาใหญ่ “คนไทยไม่แต่งบ้านเอง” ฉะนั้นจะขายตรงกับลูกค้าบ้าน บอกได้คำเดียวว่า...ยาก

“คนไทยส่วนมากไม่ค่อยแต่งบ้านเอง แต่จะใช้อินทีเรียเป็นคนแต่งให้ จะซื้อของสักชิ้นหนึ่ง ก็ไม่กล้าตัดสินใจ แต่ต้องถามอินทีเรียก่อน ตอนหลังเราเลยหันมาเจาะกลุ่มลูกค้าอินทีเรียมากขึ้น”

นั่นคือการปรับกลยุทธ์ของพวกเขา จากการค่อยๆ เรียนรู้ตลาด และหากลุ่มเป้าหมายตัวจริงจนเจอ เพื่อให้ส่งผลต่อยอดขายที่กระเตื้องขึ้นของสินค้า และเลือกออกงานแสดงสินค้าเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามัณฑนากร เหล่านักออกแบบและบายเออร์ทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันส่งออกไปประมาณ 20-30%

กิจการเล็กๆ ค่อยๆ เติบโตขึ้น สามารถฟันฝ่าทัศนคติลบๆ ของผู้คนที่มีต่อ “ไม้ปลอม” มายอมรับและสวามิภักดิ์เป็นลูกค้า ด้วยราคาสวนสวยๆ ตั้งแต่หลักพัน หลักหมื่น ไปจนถึงโพรเจคละเป็นล้าน!

“ราคาขายของเรามีตั้งแต่เป็นชิ้น ชิ้นละกว่า 2 พันบาท ไปจนถึงหลายหมื่นบาท อย่างสวนเทียมเราคิดตารางเมตรละ 1.6 หมื่นบาท ไซต์งานสูงสุดที่เคยทำคือกว่า 100 ตารางเมตร ได้เงินจากโครงการนั้นกว่า 2 ล้านบาท”

เขาบอกความน่าสนใจของราคาชิ้นงาน แต่ดับฝันคนอยากทำกำไร “ล้นหลาม” ด้วยการบอกว่า ต้นทุนของงานแบบนี้ “สูงมาก” เรียกว่าเฉพาะค่าวัตถุดิบก็ปาไปประมาณ 40% แล้ว ซึ่งราคาไม้เทียมแพงถูกอยู่ที่เกรด และข้อเสียของพวกเขา คือเลือกแต่เกรดพรีเมี่ยมมาทำทั้งนั้น เพราะมัน “สวย” ขณะที่อีกประมาณ 30% ก็คือ ค่าแรง เพราะเป็นงานฝีมือ ต้องใช้ “คนมือดี” มาทำให้ ถึงจะได้งานที่เหมือน และนั่นคือที่มาของต้นทุนสุดโหด

ท่ามกลางมาร์จิ้นที่ไม่สูงนัก แต่นี่ก็เป็นธุรกิจที่ยังมีโอกาสในสายตาของพวกเขา เพราะสามารถประยุกต์เป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย ตลาดมีการเติบโตค่อนข้างดี สินค้าเริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ขณะที่กระแสรักษ์โลกยิ่งเติบโตขึ้น ก็จะยิ่งเป็นโอกาสให้สินค้าทดแทนธรรมชาติอย่างกรุงชิง ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

“จุดแข็ง คือ ผมยังไม่เห็นใครทำได้สวยเหมือนเรานะ เรารู้จักธรรมชาติ และเข้าใจธรรมชาติ งานที่ออกมาเลยไม่หลอกตาและเหมือนจริงมาก”

เขาบอกจุดแข็งที่นำมาสู่ความเชื่อมั่นในธุรกิจที่ลงทุนแค่หลักแสนบาท จนปัจจุบันมีรายได้หลักล้านบาทต่อปี แต่ที่ดูสะท้อนความมั่นใจสุดๆ ก็คือ การที่อดีตนักบินสายการบินไทยอย่าง “ยศยง” ตัดสินใจหันหลังให้กับอาชีพนักบิน แล้วออกมาเป็นนักธุรกิจเต็มตัว ด้วยประโยคที่บอกกับเราแค่ ‘ถ้ามันไม่ดี ผมคงไม่ออกมาหรอก..จริงไหม?’

“ผมเป็นนักบินสายการบินไทย งานนักบินรายได้ดี และทำให้เห็นโลกกว้าง ได้เปลี่ยนจากเด็กที่ไม่รู้อะไรเลยมาได้รับการยอมรับจากสังคมประมาณหนึ่ง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยปัญหาด้านสุขภาพ ความเครียด ผมเลยคิดว่าจะไม่อยู่กับอาชีพนักบินจนถึงวัยเกษียณ ก็เลยเริ่มหาอะไรทำ ทำธุรกิจไปด้วยและบินไปด้วย”

คนหนุ่มวัย 33 ปี บอกกับเราว่า ได้ทำธุรกิจมาหลายตัว และล้มไปบ้างตามประสา จนมาเจอกับธุรกิจแต่งสวนเทียม ที่ร่วมหุ้นกับกลุ่มเพื่อนสนิท “สันติพงษ์ คงรักษ์” ซึ่งเป็นดีไซเนอร์ “อาภัสสร ญาณคุโณ” กราฟฟิกดีไซน์ ขณะที่เขาก็มีความรู้ในมุมของนักบริหาร ซึ่งนับเป็นการร่วมหุ้นที่ “ลงตัว” กิจการจึงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันที่ต้องเลือก

“ตอนนั้นอาชีพนักบิน ผมก็ต้องเตรียมตัวไปเป็นกัปตัน ขณะที่ธุรกิจก็กำลังโตไปได้ดี เรียกว่าดีด้วยกันทั้งคู่ แต่เหมือนต้องเหยียบเรือสองแคม ทำให้ผมต้องตัดสินใจเลือก สุดท้ายก็เลือกมาดูธุรกิจของตัวเอง”

เป็นนักบินแสนเท่ รายได้ก็ดี แล้วทำไมเขาถึงดิ้นรนอกมาเป็นผู้ประกอบการให้เหนื่อยหนัก ยศยงทิ้งคำตอบน่าคิดว่า

“สำหรับผม ‘เงิน’ ไม่ได้สำคัญที่สุด ผมเลือก 'ความสุข' ในชีวิตมากกว่า”

เขาบอกเราว่า ถ้าได้ทำในสิ่งที่ชอบและท้าทาย แม้เงินน้อยลงก็ยังคงสนุกและมีความสุข

“คนส่วนมากบอกว่าดีจัง ได้มาทำในสิ่งที่ชอบ ได้จัดดอกไม้ ผมบอกว่า ไม่ใช่ ผมไม่ได้ชอบจัดดอกไม้ แต่ผมชอบดำเนินธุรกิจ ชอบงานบริหารจัดการ การได้แก้ปัญหาด้วยตัวเอง และนั่นคือ ความสุขของผม”

ก่อนจะย้ำว่า คนเราต้องรู้ว่าชีวิตต้องการอะไร ซึ่งหากสามารถตัดเรื่องเงินออกไปได้ การตัดสินใจอะไรจะง่ายขึ้นมาก เพียงแต่ที่ผ่านมา “เงิน” มักมีผลต่อการตัดสินใจ คนเลยไม่ค่อยกล้าเปลี่ยนแปลง เพราะกลัวชีวิตบนความเสี่ยง

ซึ่งเขาก็มีข้อคิดในเรื่องนี้

“ผมไม่ได้ตัดสินใจบุ่มบ่ามนะ แต่ใช้เวลาอยู่กับมันประมาณหนึ่ง ผมทำธุรกิจมา 5 ปี เป็นนักบินมา 8 ปี แต่เพิ่งตัดสินใจออกจากอาชีพนักบินเมื่อปีที่ผ่านมานี้เอง เพราะผมรอให้มั่นใจก่อน ไม่ใช่หน้ามืดตามัวอยากทำอะไรก็ทำ เพียงแต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องรู้จักตัวเอง และชัดเจนในตัวเองว่า ชอบหรือไม่ชอบอะไรกันแน่”

เขาสะท้อนความคิด ของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่เลือกความท้าทายและความชอบ เป็นแรงผลักดันสู่เส้นทางธุรกิจ

“”””””””””””””””””””””””””””””””

Key to success

สูตรแจ้งเกิดแบรนด์ “กรุงชิง”

๐ รู้และเข้าใจธรรมชาติ

๐ มีความสามารถด้านการดีไซน์

๐ เสาะแสวงหาวัตถุดิบที่ดี ได้งานเหมือนจริงที่สุด

๐ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายตัวจริง

๐ พัฒนาสินค้าให้เหมาะกับการใช้

๐ รู้ความต้องการของชีวิต ความสุขสำคัญกว่าเงิน