ถึงแม้จะมีแค่ตำแหน่งเอ็มดี ลิซ อิท แต่ สมพล เอกธีรจิตต์ พร้อมตะลุยทำงานดันพอร์ตสินเชื่อแตะ พันล้านบาท ภายในปี 2559
ถึงแม้ราคา หุ้น ลิซ อิท หรือ LIT บริษัทลูก บมจ.เอสวีโอเอ หรือ SVOA จะทำสถิติดีที่สุดเพียง 2.30 บาท ในวันแรกของการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ หรือ mai (25 มี.ค.57) โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.66 บาท จากราคาจอง 1.80 บาท
แต่วันนี้แรงยังดีไม่มีหลุดไอพีโอให้เสียชื่อ “มินทร์ อิงค์ธเนศ” ในฐานะเจ้าของ SVOA และ LIT ปัจจุบัน SVOA ถือหุ้น LIT จำนวน 93.99 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 47 เปอร์เซ็นต์ ส่วน "มินทร์ อิงค์ธเนศ” ถือหุ้น LIT จำนวน 6.42 ล้านห้น คิดเป็นสัดส่วน 3.21 เปอร์เซ็นต์
บมจ.ลิซ อิท ผู้ดำเนินธรกิจให้บริการสินเชื่อกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อมที่มีข้อจำกัดในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน แบ่งบริการออกเป็น 4 ประเภท คือ สินเชื่อสัญญาเช่าทางการเงิน (ลีสซิ่ง),สินเชื่อสัญญาเช่าซื้อ,สินเชื่อการรับโอนสิทธิเรียกร้อง (แฟคตอริ่ง) และสินเชื่อเพื่อการจัดหาหนังสือค้ำประกันซอง, สินเชื่อโครงการ และบริการจัดหาสินค้า
“ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า (2557-2559) พอร์ตสินเชื่อของบริษัทต้องเติบโตเฉลี่ยปีละ 30 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่า ภายในปี 2559 เราจะมีอร์ตสินเชื่อระดับ 1,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่พอร์ตสินเชื่ออยู่ในระดับ 700 ล้านบาท (สิ้นปี 2556 พอร์ตอยู่ที่ 600-700 ล้านบาท)” “พล-สมพล เอกธีรจิตต์” กรรมการผู้จัดการ บมจ.ลิซ อิท ยืนยันโจทย์สำคัญของผู้ถือหุ้นใหญ่กับ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week”
ก่อนจะลงลึกในรายละเอียด “ชายวัย 53 ปี” ดีกรีปริญญาตรี คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี สาขาบัญชีต้นทุน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท สาขาการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ย้อนประวัติฉบับย่อให้ฟังว่า สมัยก่อนเด็กบัญชีจบใหม่ทุกคนจะมุ่งหน้าไปทำงานในบมจ.ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC แต่เราไม่คิดเช่นนั้น ตอนนั้นมีความเชื่อว่า หากเริ่มงานในองค์กรใหญ่คงต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ก้าวขึ้นมาเป็นพนักงานเบอร์ต้นๆขององค์กร
เมื่อความคิดสะเด็ดน้ำ ตัดสินใจเดินทางลัด ด้วยการไปสมัครสอบเป็นผู้ตรวจสอบบัญชี ทำงานนานจนเมืองไทยเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 จึงตัดสินใจลาออก เพื่อมาทำงานในตำแหน่งสายงานบัญชีและการเงินให้กับ “มินทร์ อิงค์ธเนศ” สมัยนั้นยังเป็น บริษัท สหวิทยาคอมพิวเตอร์ จำกัด ตอนนั้นได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ปรับโครงสร้างหนี้ที่มีอยู่เกือบ 6,000 ล้านบาท ใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี ในการเจรจากับเจ้าหนี้
ปี 2545 ธุรกิจเริ่มกลับมาเดินได้เหมือนเดิม ตอนนั้น “มินทร์” ตั้งใจจะให้น้องชายทำแทน หลังถูกเชิญไปเป็นที่ปรึกษาทางการเมือง แต่ท่านกลัวคนอื่นมองว่า เป็นสมบัติผลัดกันชมของตระกูล เราจึงถูกเลือกให้เข้ามาทำงานแทนสัญญาจ้าง 3 ปี เมื่อครบวาระ SVOA ต้องการแยกธุรกิจเทรดดิ้งกับธุรกิจไฟแนนซ์ออกจากกัน ท่านจึงก่อตั้ง “ลิซ อิท”ในปี 2549 และส่งเราไปนั่งเก้าอี้เอ็มดี
“ตลอด 8 ปี ผมเป็นคนสร้างบริษัทแห่งนี้ขึ้นมากับมือ บริษัทมีกำไรทุกปีไม่เคยขาดทุน ครั้งหนึ่ง “มินทร์” เคยพูดว่า “คุณทำอะไรก็ได้ตามต้องการ เรามีเวทีให้เล่น ขออย่างเดียว “ห้ามขาดทุน” เพราะหากงบติดลบจะส่งผลถึงบริษัทแม่ทันที”
แม้จะมีกำไรตลอด แต่ตอนนั้นธุรกิจของเราไม่ขยายตัว เปรียบเหมือนเด็กที่ต้องเติบโตแต่ไม่โต จะตายก็ไม่ตาย เราจึงตัดสินใจปรับ “กลยุทธ์ใหม่” โดยให้อิสระในการทำธุรกิจกับ “ลิซ อิท” โดยไม่ต้องพึ่งพาแต่ลูกค้าของ SVOA
เมื่อต้องการให้บริษัทมีกำไรเยอะๆ เราจึงสร้างโมเดลธุรกิจสินเชื่อให้ครอบคลุม “ปลายน้ำ-กลางน้ำ-ต้นน้ำ” อธิบายง่ายๆ เดิมบริษัทจะทำเพียงสินเชื่อสัญญาเช่าทางการเงิน และสินเชื่อสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งเป็นการให้บริการสินเชื่อปลายน้ำ แต่เมื่อต้องการเห็นกำไรเติบโตแตกต่างจากชาวบ้านจึงต้องทำสินเชื่อกลางน้ำ ด้วยการออกผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า “เทรดไฟแนนซ์” จากนั้นจึงหันมาให้บริหารสินเชื่อต้นน้ำ นั่นคือ การเข้าไปประมูลงาน
พนักงานทำงานแบบมืออาชีพ ทุกคนคือเจ้าของ และอยากเห็นบริษัทของตัวเองขยายตัวแบบก้าวกระโดด วันหนึ่งหากเราโดดเด่นในสายตานักลงทุนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการเงินแล้วเขามาขอเป็นผู้ถือหุ้นหรือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ เราก็จะมีความแข็งแกร่งมากขึ้น
“เอ็มดี” เล่าต่อว่า บริษัทจะปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มงานราชการ 80 เปอร์เซ็นต์ และกลุ่มเอกชนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 20 เปอร์เซ็นต์ เน้นกลุ่มธุรกิจที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญ เป็นพิเศษอย่างกลุ่มธุรกิจไอที 50 เปอร์เซ็นต์
ที่ผ่านมาบริษัทมีการบริหารความเสี่ยง ด้วยการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าระยะยาว 3 ปี ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็นกลุ่มลีสซิ่ง40 เปอร์เซ็นต์ และแฟคตอริ่ง 30 เปอร์เซ็นต์ การปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มลูกค้าเหล่านี้จะทำให้บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นประมาณ 4-5 เปอร์เซ็นต์
ถามถึงทิศทางธุรกิจในปี 2557 “สมพล” ประเมินว่า ทุกอย่างน่าจะออกมาดี หลังสถาบันการเงินเริ่มเข้มงวดในการปล่อยเงินกู้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมากขึ้น ฉะนั้นกลุ่มลูกค้าเหล่านี้อาจหันมาใช้บริการของเรามากขึ้น ที่ผ่านมาเริ่มเห็นสัญญาณมากขึ้น หลังลูกค้าที่มีรายได้ 100 ล้านบาทขึ้นไปสนใจขอทำสินเชื่อกับเรามากขึ้น ปกติบริษัทจะปล่อยสินเชื่อกับผู้ประกอบการที่มีรายได้ต่ำกว่า 100 ล้านบาท
ปีนี้ตั้งเป้าสินเชื่อเติบโตไม่ต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนที่อยู่ระดับ 2,800 ล้านบาท โดยพอร์ตสินเชื่อของ LIT ส่วนใหญ่เป็นพอร์ตระยะสั้น เน้นภาครัฐบาล และรัฐวิสาหกิจกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ทุกวันนี้ยังคงมีการเติบโตที่ดี แม้จะมีสูญญากาศทางการเมือง แต่เป็นงานของงบประมาณที่ได้รับอนุมัติแล้วก่อนหน้านี้
“เงินต่อเงิน” วิถีลงทุน “สมพล”
“สมพล เอกธีรจิตต์” เล่าประสบการณ์การลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆให้ฟังว่า เริ่มลงทุนมาตั้งแต่วัยหนุ่ม ซึ่งจะใช้วิธีหาเงินแบบ “เงินต้องต่อเงิน” หลังเก็บเงินซื้อทาวน์เฮ้าส์ได้หนึ่งหลัง เรานำบ้านไปเข้าธนาคาร นำเงินกู้ออกมา 700,000-800,000 บาท เพื่อนำไปซื้อที่ดินย่านพุทธมณฑล บังเอิญที่ดินแถวนั้นมีถนนบรมราชชนนีตัดผ่านพอดี ทำให้ราคาที่ดินพุ่งขึ้นเป็น 2 เท่า ตัดสินใจขายแล้วนำเงินไปซื้อที่ดินแถวอื่นต่อไป
ช่วงนั้นทำงานอยู่ในอาคารสินธร เราได้ยินเสียงปากกาเคาะกระดาน ทำให้เกิดความอยากรู้เขาทำอะไรกัน ตอนนั้นตัดสินใจเปิดพอร์ตวงเงินหลักแสนบาท ทั้งๆที่ไม่มีความรู้เรื่องหุ้นเลย แต่เราโชคดีช่วงปี 2530 ตลาดหุ้นบูมมาก เลือกจิ้มตัวไหนได้ทุกตัว แต่ด้วยความที่ไม่มีเวลาต้องทำงานประจำ ทำให้เริ่มหันมาลงทุนหุ้นพื้นฐานที่มีการจ่ายเงินปันผลตลอด
แต่เมื่อเมืองไทยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ทำให้พอร์ตหุ้นขาดทุนประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ถึงกับ “เจ๊ง” เพราะส่วนใหญ่เป็นหุ้นพื้นฐานไม่ใช่หุ้นเก็งกำไร แต่เมื่อผ่านมาถึงปี 2545 เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวหุ้นทุกตัวก็กลับมามีกำไร
เมื่ออายุมากขึ้น เริ่มเปลี่ยนแนวการลงทุนมาเป็นแบบยั่งยืนและมั่นคง ด้วยการหันมาศึกษาวิธีการลงทุน ด้วยการดูพื้นฐานของบริษัท ที่สำคัญจะไม่ถือหุ้นหลายตัว ปัจจุบันมีหุ้นประมาณ 5-6 ตัว
ยกตัวอย่าง เช่น หุ้น บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ BTS เลือกลงทุนตัวนี้ เพราะเขาจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ แถมเป็นหุ้นพื้นฐานที่มีการเติบโตทุกปี และดำเนินธุรกิจแบบไม่มีคู่แข่ง นอกจากนั้นยังมี หุ้น เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป หรือ NMG เขาจะได้ประโยชน์จากทีวีดิจิตอล ชอบที่ผู้บริหารมีความคิดแตกต่างและหลากหลาย
ปัจจุบันพอร์ตลงทุนอยู่ใน “หลักสินล้านบาท” หุ้นที่ทำให้พอร์ตขยายตัว คือ หุ้น อะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) หรือ ATC (ควบรวมกิจการเปลี่ยนชื่อเป็น “พีทีที โกลบอล เคมิคอล”) ซื้อมาตอนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้ราคาหุ้นลดลงมาก แต่เมื่อเศรษฐกิจกลับมาราคาหุ้นดีดกลับด้วย ตอนนั้นได้กำไรจากหุ้น ATC หลายเท่าตัว
“การลงทุนในตลาดหุ้น บางครั้งไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ “ความเก่ง” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องลงทุนให้ถูกจังหวะด้วย”





