การเดินทางตลอด90ปีของไดกิ้นอินดัสทรีส์ผู้นำตลาดเครื่องปรับอากาศโลกมีพันธสัญญาที่ให้ไว้กับโลกและสิ่งแวดล้อมเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนในธุรกกิจ
ซากุระบานสะพรั่ง รอบรั้ว "โรงงานคานาโอกะ" ฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศสำหรับอาคารพาณิชย์ ของ “ไดกิ้นอินดัสทรีส์” ที่ประเทศญี่ปุ่น เสมือนคำกล่าวต้อนรับแขกต่างบ้านจากประเทศไทย ให้มาเยี่ยมเยือนโรงงานของพวกเขา
ผลิตภัณฑ์คุณภาพทยอยออกจากโรงงานแห่งนี้ เช่นเดียวกับฐานการผลิตทั่วโลกของไดกิ้น เพื่อไปบริการชาวโลก ด้วยนโยบายชัดเจนด้านนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม
ต้องคิดและทำแบบไหน ถึงจะได้สินค้าที่แตกต่าง เป็นที่ต้องการของผู้คน ทั้งยังเป็นมิตรกับโลก
การมาเยือนโรงงานคานาโอกะ ทำให้เราเห็นถึง “วิถีแห่งไดกิ้น” ที่ให้ความสำคัญกันตั้งแต่ การออกแบบที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม มีระบบการประเมินผลิตภัณฑ์ (Product assessment) ตั้งแต่กระบวนการวางแผนและการออกแบบ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์พร้อมคุณสมบัติประหยัดพลังงาน นำมารีไซเคิลได้ มีวิธีประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life cycle assessment :LCA) เพื่อให้ทราบถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในแต่ละขั้นของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ และความท้าทายสำคัญ คือ ของใหม่จะวางจำหน่ายได้ ก็ต่อเมื่อผ่านการประเมินแล้วว่า ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลงกว่าของเก่าเท่านั้น!
การคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม ไม่ได้เกิดจากกระแสนิยมในตลาด แต่พวกเขาเลือกสร้างสิ่งใหม่พร้อมให้ความรู้แก่สังคม เช่น การริเริ่มใช้สารทำความเย็นรักษ์โลก “R32” เจเนอเรชั่นใหม่ของสารทำความเย็น เป็นเจ้าแรก ซึ่งนอกจากจะไม่ทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศ ยังสามารถช่วยลดโลกร้อนได้มากกว่าเดิมถึง 3 เท่า! ขณะที่การประหยัดพลังงานและประสิทธิภาพการทำความเย็นก็ยังสูงตอบโจทย์ผู้ใช้
รวมถึงการมุ่งมั่นพัฒนาเครื่องปรับอากาศอินเวอร์เตอร์ ที่มีประสิทธิภาพสูงในการประหยัดพลังงาน คืนกำไรให้ลูกค้าด้วยความประหยัด ส่วนกำไรที่คืนให้กับโลก ก็คือ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศได้อีกทางด้วย
ปลายทางของความคิด คือ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อโลก ขณะที่ต้นทางการผลิตอย่าง “โรงงาน” ก็เป็นมิตรต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ต้นแบบโรงงานสีเขียวของไดกิ้น อย่าง “คานาโอกะ” สะท้อนภาพนี้ชัดเจน โดยดูได้จากการมีนโยบายด้านการประหยัดพลังงานที่เด่นชัด มี “ห้องปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อม” เพื่อให้พนักงานได้แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สร้างจิตสำนึกที่ดี ทั้งยังได้ร่วมกันหาวิธีลดการใช้พลังงานในโรงงาน
โรงงานทันสมัย แต่ระบบการขย้ายที่นี่ ไม่ใช้ไฟฟ้า แต่เลือกใช้พลังงานทดแทนจากธรรมชาติ อย่าง อาศัยพลังงานจากพัดลมที่ระบายอากาศออกและพลังงานจากน้ำที่ต่างระดับกันมาใช้ขนย้ายอะไหล่ภายในโรงงาน มีการใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ ที่ให้กำลังผลิตถึงประมาณ 2 หมื่นกิโลวัตต์ต่อปี เพื่อนำมาส่องสว่างในโรงอาหารและเป็นพลังงานให้กับการพัฒนาระบบน้ำร้อนส่วนงานวิจัยและพัฒนา
จากความพยายามเต็มความมุ่งมั่น คานาโอกะ จึงเป็นโรงงานที่ลดปริมาณการปล่อยของเสียเป็นศูนย์ (Zero Waste Emissions) มีห้องปฏิบัติการ 3Rs เพื่อให้พนักงานนำตัวอย่างของเสียจากสายการผลิตออกมาและระดมความคิดเกี่ยวกับการนำของเสียนั้นนำกลับมาใช้ใหม่หรือกำจัดทิ้งด้วยวิธีที่ดีที่สุด มีระบบรีไซเคิล ชิ้นส่วนต่างๆ ที่ไม่จำเป็น มีการป้องกันการเกิดมลภาวะทางอากาศและน้ำ ใช้เครื่องมือการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มุ่งสร้างสถานที่ในการทำงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างสนามเทนนิสที่โรงงานคานาโอกะถูกใช้เพื่อปลูกพืชผักสวนครัวจำพวกไม้เลื้อยเพื่อสร้างทัศนียภาพสีเขียว เหล่านี้เป็นต้น
ใครว่ารักษ์โลกแล้วมีแต่โลกได้ สำหรับไดกิ้น เพราะจุดยืนด้านการรักษ์โลก พวกเขาเลยมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการของตลาด เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และยังเป็นอาวุธเด็ดที่จะพิชิตการเป็น “เบอร์หนึ่ง” ในทุกสนามแข่ง
“มร. ทากาโยชิ มิกิ” ผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด บอกเราว่า เป้าหมายของไดกิ้นประเทศไทย คือ ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในไทยให้ได้ภายใน 3-5 ปี หลังปัจจุบันยังเป็นเบอร์สองในกลุ่มแอร์บ้าน กินส่วนแบ่งตลาดประมาณกว่า 20% มียอดขายในปีที่ผ่านมาประมาณ 6,500 ล้านบาท
ขณะที่ปีนี้ก็หวังเติบโตประมาณ 10% มียอดขายแตะ 7 พันล้านบาท ท่ามกลางตลาดเครื่องปรับอากาศประเทศไทยที่ยากเย็นเข็ญใจกว่าทุกปี ทั้งสภาวะเศรษฐกิจไม่สู้ดี กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ขณะการแข่งขันด้านราคาก็รุนแรงมากขึ้น โดยเลือกเปิดตัวพระเอก อย่าง “ไดกิ้น อูรุซาระ เซเว่น” (Daikin’s Urusara7) เครื่องปรับอากาศที่ใช้สารทำความเย็น R32 ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ครบทั้งการประหยัดพลังงาน และให้ความสบาย
“R32 ยังเป็นจุดขายหลักของเราที่จะช่วยผลักดันไดกิ้นให้มียอดขายเป็นอันดับหนึ่งในประเทศไทย เพราะเราเป็นผู้ริเริ่มตัวนี้ แล้วกระจายเทคโนโลยีไปสู่แบรนด์อื่นๆ รวมถึงการผลักดันการใช้เครื่องปรับอากาศอินเวอร์เตอร์ ที่มีประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงานให้มากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคหันมาสนใจเรื่องของการประหยัดพลังงานมากขึ้น”
เขาบอกหัวใจสู่ความสำเร็จ ที่มีอาวุธเด็ด คือ นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม
ขณะที่ “พรรษา วิเชียรรัตน์” ผู้จัดการทั่วฝ่ายการตลาด บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ก็ย้ำกับเราว่า ประเด็นด้านการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คือ กลยุทธ์การตลาดเชิงคุณค่าของไดกิ้น
“เราต้องการเพิ่มแวลูให้กับสินค้า โดยไม่ทำลายเรื่องราคา ซึ่งการสร้างแบรนด์ สร้างคุณค่าอะไรก็ตาม ใช้เงินเหมือนกันหมด เพียงแต่แทนที่เราจะเอาเงินไปเพื่อแข่งกันลดราคา ให้กระทบกับแบรนด์ของเราซึ่งเป็นแบรนด์พรีเมียม เราเลือกเปลี่ยนรูปแบบไปพัฒนานวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า”
ยุคนี้ใครๆ ก็ประกาศตัวว่ารักษ์โลก อยากเป็นองค์กรน้ำดี เป็นที่ชื่นชมของสังคม แต่สำหรับ “ไดกิ้น” พวกเขาบอกว่า ไม่ได้เพิ่งทำเรื่องนี้ แต่การรักษ์โลก อยู่คู่กับไดกิ้นมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทแล้ว และเลือกที่จะทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ผ่านตัวผลิตภัณฑ์ แม้แต่การสร้างโรงงานที่เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งผลสะท้อนกลับมาก็ คือ ความสำเร็จในเชิงธุรกิจ
“ทุกวันนี้เหมือนเป็นกระแสไปแล้ว ที่ทุกคนต้องรักษ์โลก และเป็นแบรนด์ที่ดี แต่สำหรับไดกิ้น เราเลือกทำเรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มตั้งบริษัทแล้ว ดูได้จากการสร้างโรงงานคานาโอกะ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ทำให้ชุมชนรอบข้างได้รับมลภาวะ อยู่ร่วมกับชุมชนและสังคมได้อย่างมีความสุข และนี่คือหัวใจที่ทำให้เรายั่งยืนได้ตลอด 90 ปี” ผู้บริหารไดกิ้นบอก
หนึ่งภาพสะท้อนความสำเร็จ คือ การขยับขยายจากในประเทศ ไปมีบริษัทในเครือถึง 207 บริษัท กระจายกิ่งก้านสาขาอยู่ทั่วโลก ขึ้นแท่นบริษัทเครื่องปรับอากาศอันดับ 1 ของโลก ด้วยยอดขายรวมกว่า 940 พันล้านเยน!
รอบรั้วโรงงานคานาโอกะ ไม่ได้มีเพียงความสวยงามด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น การได้พบกับ “คาซูโอะ ทานากะ” พนักงานอาวุโสวัย 83 ปี หนึ่งในทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ของไดกิ้น ที่ยังคงทุ่มเททำงานให้กับองค์กรอย่างคล่องแคล่ว รอยยิ้มของ “ทานากะ” บอกเล่าความสำเร็จในการสร้างและรักษาคน พร้อมให้โอกาสคนทำงานได้พิสูจน์ฝีมือแม้เลยพ้นวัยเกษียณ
ซึ่งการใส่ใจทั้งคน สังคม และสิ่งแวดล้อม ก็น่าจะเป็นคำตอบของความยั่งยืนในองค์กร 90 ปี แห่งนี้


