สูงสุดคืนสู่สามัญเมื่อปัทมา วงษ์ถ้วยทอง นายหญิง โซลาร์ตรอน ไม่อยากเป็นเช่นนั้นอีกรอบ ออกตะลุยหางานต่างประเทศ หวังพลิกธุรกิจให้รุ่งโรจน์
“ยุคทอง” ของ บมจ.โซลาร์ตรอน หรือ SOLAR ภายใต้การ “กุมบังเหียน” ของ “วันดี กุญชรยาคง” ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ 31.41 เปอร์เซ็นต์ และกรรมการผู้จัดการ เกิดขึ้นสั้นๆแค่ 1 ปี นับจากวันที่บริษัทเข้าตลาดหุ้นเมื่อวันที่ 8 มี.ค.2548
โดยราคาหุ้น SOLAR ถูกกระชากขึ้นไปสู่ “ยอดดอย” 17.20 บาท ตัวเลข ณ วันที่ 8 มิ.ย.2548 (ราคาไอพีโอ 8 บาท) ขณะที่ “กำไรสุทธิ” พุ่งกระฉูดจาก 4.86 ล้านบาทในปี 2546 เป็น 135.52 ล้านบาท ในปี 2547 และ 137.36 ล้านบาทในปี 2548
แต่หลังเมืองไทยเกิดรัฐประหารในปี 2549 “ยุคมืด” ค่อยๆเคลื่อนตัวครอบงำ SOLAR กำไรจาก “หลักร้อยล้าน” เริ่มลดระดับลงสู่ “หลักสิบล้าน” ก่อนจะพลิก “ขาดทุน” 90 ล้านบาทในปี 2550 และ “ติดลบหนักสุด” 116 ล้านบาท ในปี 2552 ส่วนราคาหุ้นทิ้งดิ่งลงมาต่ำสุด 0.45 บาท (12 พ.ย.2551)
พึ่งพางานภาครัฐ “ร้อยเปอร์เซ็นต์” นั่นคือ เหตุผลของการขาดทุนในครานั้น ช่วงที่บริษัทรุ่งโรจน์สุดขีด โครงการขนาดใหญ่ต่างๆของภาครัฐบาลสมัยระบบทักษิณ โดยเฉพาะงานของกระทรวงมหาดไทย คือ ตัวช่วยสำคัญ
เมื่ออนาคตส่อแววไม่สดใสเหมือนก่อน “วันดี กุญชรยาคง” ชิงลาออกจากตำแหน่งเอ็มดีในปี 2550 ก่อนจะทยอยขายหุ้น SOLAR จนเกลี้ยง ปัจจุบัน “วันดี” ถือหุ้นใหญ่ 47.05 เปอร์เซ็นต์ ในบมจ.เอสพีซีจี หรือ SPCG ผู้ดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Holding Company
ปัจจุบัน “ตระกูลเตชะณรงค์” ถือหุ้นใหญ่ SOLAR สัดส่วน 10.09 เปอร์เซ็นต์ นำทีมโดย “ไพวงษ์ เตชะณรงค์” 4.52 เปอร์เซ็นต์ “ภูผา เตชะณรงค์” 3.82 เปอร์เซ็นต์ และ ”พัทธมน เตชะณรงค์” 1.75 เปอร์เซ็นต์ (ตัวเลข ณ วันปิดสมุดทะเบียน 9 พ.ค.2556)
“เรากำลังมองหา “เจ้าภาพใหม่” มาถือหุ้นใหญ่ แต่ก่อนอื่นคงต้องพิสูจน์ตัวเองให้เขาเห็นก่อนว่า บริษัทจะดีขึ้นและไม่กลับไปเป็นเหมือนเก่า ปัจจุบันมีนักลงทุนแวะเวียนมาคุยกับเราเยอะแยะ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่า จะตกลงปลงใจกับใครตอนไหน” “อุ๊-ปัทมา วงษ์ถ้วยทอง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรองประธานกรรมการ บมจ.โซลาร์ตรอน บอกกับ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week”
เมื่อไหร่ที่บริษัทต้องการใช้เงินขยายโรงงาน เมื่อนั้นคงถึงเวลามีเจ้าภาพคนใหม่ ถามถึงกระบวนการ เธอตอบว่า ก่อนหน้านี้บริษัทได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นให้สามารถเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับนักลงทุนเฉพาะเจาะจง (PP) จำนวน 30 เปอร์เซ็นต์ต่อทุนชำระแล้ว ฉะนั้นหากทุกอย่างลงตัวทุกคนคงได้เห็น
“โซลาร์ตรอน “คืนชีพ” ผ่านทุกวิกฤติมาด้วยกำลังใจ” “หญิงเก่ง” จั่วหัว ก่อนขยายความว่า กว่าบริษัทจะขึ้นแท่นผู้นำในการผลิตแผ่นเซลล์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดมัลติ-คริสตัลไลน์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ บอกได้คำเดียว “ไม่ง่าย เพราะก่อนหน้านี้ทุกอย่างของบริษัทหยุดชะงักไปหมด”
วันนี้ SOLAR เป็นผู้ประกอบการรายเดียวในประเทศไทยที่สามารถดำเนินธุรกิจได้ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ กระบวนการทำงานของเรา เริ่มตั้งแต่นำเวเฟอร์มาผลิตเป็นแผ่นเซลล์แสงอาทิตย์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ไปจนถึงการเป็นผู้ให้บริการแบบครบวงจร พูดง่ายๆทำตั้งแต่สำรวจ ออกแบบ ยันติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงรื้อถอนระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และติดตั้งทดแทนระบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพ
“รายได้เติบโต 30 เปอร์เซ็นต์ทุกปี เป้าหมายสำคัญของเรา” เธอบอกถึงวิสัยทัศน์ในช่วง 5 ปีข้างหน้า (2557-2561) งานสำคัญอีกชิ้นที่กำลังลงมือปฏิบัติ คือ “นำพาบริษัทออกสู่ตลาดโลกควบคู่กับการขยายกำลังการผลิต”
วันนี้ต้องยอมรับว่า งานจากภาครัฐบาลชะงัก เมื่อเป็นเช่นนั้นเราจึงต้องหันมาส่งออกสินค้าไปในแถบยุโรป อเมริกา และแถบอาเซียน ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ 10 เปอร์เซ็นต์
คราวนี้เราคิดต่อว่า หากอยากให้บริษัทเติบโตคงต้องเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ในตลาดโลก แต่ยังไม่ได้คิดว่า ต้องเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไร สิ่งสำคัญเหนือตัวเลขคือ ต้องการทำให้แผงโซลาร์ตรอน ของบริษัทเป็นที่ยอมรับของธนาคารในต่างประเทศให้ได้ก่อน เพราะเมื่อมีผู้ประกอบการสนใจอยากซื้อสินค้าของเราไปติดตั้งแล้วเขาต้องการเงินลงทุน เมื่อไปขอกู้เงินกับธนาคารจะได้รับการอนุมัติที่ง่ายขึ้น
“บริษัทต้องทำสินค้าให้มีคุณภาพสูงกว่าของเมืองจีน และต้องมีราคาต่ำกว่าสินค้าจาก ยุโรป” ประโยคปฏิญาณของบริษัท
ล่าสุดบริษัทเพิ่งได้รับออเดอร์จากลูกค้าในแถบยุโรปและอเมริกา มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท คงทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่อง 2 ปี เหตุผลที่เขาเลือกใช้บริการเรา นั่นเป็นเพราะประเทศจีนได้ออกมาดัมพ์ราคาตลาดโลก ส่งผลให้แถบยุโรปและอเมริกาต้องช่วยผู้ประกอบการของตัวเอง ด้วยการตั้งกำแพงภาษี ในกรณีที่นำเข้าสินค้าจากประเทศจีนต้องเสียภาษี 40 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาจึงหันมาซื้อสินค้าจากประเทศอื่น SOLAR ในฐานะที่มีกำลังการผลิตใหญ่ที่สุด เขาจึงเลือกเรา
“ปัทมา” เล่าต่อว่า อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน ยังมีโอกาสเติบโตทุกปีเฉลี่ย 30 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันความต้องการซื้อในตลาดโลกมีมากถึง 50,000 เมกะวัตต์ แต่มีความต้องการขายไม่เพียงพอ ฉะนั้นบริษัทจึงมีความตั้งใจจะเข้าไปสร้างโรงไฟฟ้าโซล่าร์ ร่วมกับพันธมิตรประเทศญี่ปุ่น
ปัจจุบันได้ขอใบมาตรฐาน JET ซึ่งเป็นมาตรฐานของญี่ปุ่นแล้ว ใบมาตรฐานดังกล่าวเปรียบเหมือนมาตรฐานมอก.ประเทศไทย คาดว่าอีก 2 เดือนน่าจะได้รับ นอกจากนั้นบริษัทยังจะเข้าไปลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ประเทศกัมพูชา และศึกษาการลงทุนในแถบอาเซียนควบคู่ไปด้วย
“แม้เราตัวเล็ก แต่เราจะเป็นซุปเปอร์จิ๋วในตลาดโลก”
ถามถึงเรื่องการขยายกำลังการผลิต เธอตอบว่า บริษัทมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตโรงงานเดิม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา อีก 120 เมกะวัตต์ เงินลงทุนประมาณ 700 ล้านบาท ปกติโรงงานแห่งนี้มีกำลังการผลิตในส่วนของแผ่นเซลล์แสงอาทิตย์อยู่ประมาณ 70 เมกะวัตต์
ดังนั้นกำลังการผลิตรวมทั้งหมดจะอยู่ที่ 200 เมกะวัตต์ แต่ยังถือว่าเล็กมาก เมื่อเทียบกับความต้องการของตลาดโลก แต่กำลังการผลิตในตลาดโลก 50,000 เมกะวัตต์ จะมีผู้ผลิตรายใหญ่อยู่ไม่มาก ฉะนั้นบริษัทมีโอกาสเสียบสินค้าเข้าไปในตลาดโลกได้
ถามถึง “จุดเด่น” ของ “โซลาร์ตรอน” เธอบอกว่า เรามีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง ทำให้สามารถพัฒนาสินค้าให้มีความแตกต่างจากคนอื่นได้ ที่สำคัญสินค้าของเราเหมาะสมกับคุณภาพเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าจากประเทศอื่น ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิต 70 เมกะวัตต์ ผลิตสินค้าออกมาเท่าไหร่ก็ขายหมด
ส่วนจุดที่บริษัทต้องพัฒนา ที่ผ่านมาบริษัทปรับปรุงธุรกิจมาตลอด ไม่เคยหยุดนิ่ง ตราบใดที่อุตสาหกรรมยังพัฒนาตลอดเวลา เราคงต้องทำให้ประสิทธิภาพทันสมัยอยู่เสมอ เธอยกตัวอย่างว่า เมื่อก่อนเราเห็นปัญหาของแผงโซลาร์ประเทศจีน เราจึงปรับปรุงแผงของเราให้เข้ากับเมืองไทยมากที่สุด อย่างน้อยเรามีการการันตีคุณสมบัติตลอด 25 ปี
“นายหญิง” ปิดท้ายบทสนทนาด้วยการทำนายฐานะการเงินในปี 2557 ว่า รายได้น่าจะอยู่ระดับ 1,700 ล้านบาท หรือเติบโต 30 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2556 โดยในปีนี้เราจะขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของงานการเป็นผู้จัดหาออกแบบติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์
บริษัทยังคงมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจในทุกด้าน ทั้งการรับงานวางระบบและติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ให้กับโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมไปถึงการเข้าไปลงทุนตั้งโซลาร์ฟาร์มหรือขยายโรงงานผลิต ซึ่งอาจเป็นการลงทุนด้วยตัวเองหรือร่วมกับพันธมิตร ทุกคนอาจเห็นเราเข้าไปลงทุนในแถบอาเซียน โดยเฉพาะประเทศที่มีอัตราค่าไฟฟ้าสูงมากและมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอีกตามราคาเชื้อเพลิง เช่น กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เป็นต้น
“หุ้น SOLAR เป็นหุ้นพื้นฐาน เราการันตีคุณภาพด้วยผลประกอบการที่ขยายตัวทุกปี และการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่ดี หุ้น SOLAR เหมาะกับนักลงทุนที่ชอบลงทุนในหุ้นปันผล” เธอถือโอกาสพูดเรียกเรทติ้ง
“ล้มแล้วลุกได้” “ปัทมา วงษ์ถ้วยทอง”
“ปัทมา วงษ์ถ้วยทอง” จบการศึกษาปริญญาตรี คณะบัญชีบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท Master of Business Administration (Finance,Policy and Planning) University of Missouri,USA) เข้ามาทำงานในบมจ.โซลาร์ตรอน ครั้งแรกในฐานะที่ปรึกษาปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อนำบริษัทเขาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เธอ เล่าว่า วันหนึ่งคนที่เคยนั่งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ลาออกไปทำงานต่างประเทศ ทำให้ตำแหน่งว่างลง ด้วยความที่เราจบด้านการเงินมาจึงมีโอกาสได้ทำงานต่อในตำแหน่งนี้ ต่อมาผู้ถือหุ้นใหญ่ทิ้งหุ้น SOLAR หมด ประกอบกับเมืองไทยมีเหตุการณ์รัฐประหาร เราจึงขึ้นรับตำแหน่ง CEO
เมื่อเมืองไทยเกิดรัฐประหาร ธุรกิจของเราต้องหยุดดำเนินการทุกอย่าง เพราะบริษัทพึ่งเงินงานภาครัฐมากถึง “ร้อยเปอร์เซ็นต์” ช่วงนั้นบริษัทแย่มาก พนักงานทุกคนหมดกำลังใจในการทำงาน แต่เราเรียกพนักงานทุกคนมาคุย เพื่อสร้างกำลังใจให้กันและกัน เราพูดว่า ถ้าเมืองไทยไม่พร้อม เราออกไปหาเงินนอกบ้านแทนแล้วกัน
วิกฤติครั้งนั้น ทำให้เรารู้จัก คำว่า “Export” ตัวเราเองต้องออกไปหาลูกค้าต่างประเทศ สุดท้ายได้เป็นพันธมิตรกับประเทศเยอรมัน เขาให้กำลังใจเราตลอด เขาบอกว่า หากอยากขายสินค้าได้ต้องหันมาพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง เพราะเราจะสามารถนำสินค้าไปขายที่ไหนก็ได้ทั่วโลก
ช่วงนั้นบริษัทต้องยอม “ขาดทุน” เพื่อรักษาพนักงานทุกคนเอาไว้ เพราะพนักงานของเรามีความรู้ ความสามารถ เพียงแต่ไม่มีโอกาสเท่านั้น เมื่อบริษัทมีปัญหาเราไม่ไล่พนักงานออกสักคน แต่เราโยกเขาไปทำงานที่โรงงานปากช่องแทน
เมื่อบริษัทเริ่มมีความรู้ด้านการออกแบบโรงไฟฟ้า ประกอบกับบมจ.บางจากปิโตเลียม หรือ BCP เปิดประมูลงานโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กำลังการผลิต 44 เมกะวัตต์ บริษัทจึงจับมือกับพันธมิตรประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตแผงโซลาร์ตรอนใหญ่ที่สุดในโลกเข้าประมูลงาน
สุดท้ายเราพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า การที่ BCP มีผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ IRR สูงสุด มาจากเราเป็นผู้ออกแบบก่อสร้างโรงงาน โครงการของ BCP ถือเป็นตัวช่วยให้บริษัทกลับมามีกำไรอีกครั้ง
บริษัทกำลังดำเนินธุรกิจไปด้วยดี แต่เมื่อปลายปี 2554 ดันเจอ “มหาอุทกภัยน้ำท่วม” ทำให้โรงงานโซลาร์ของบางจาก พื้นที่ 55 ไร่ โดนน้ำท่วมสูง 4 เมตร เวลานั้นทุกคนเหมือนหมดสิ้นทุกอย่าง แต่เราไม่ยอมแพ้ นั่นเป็นเพราะเราคิดว่า
“ทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ”





