"เขาเล่าว่า" ต้นตอ "เจ๊งหุ้น""คู่แฝด" แดงประเสริฐ

อยากรวยอีก!อาชีพเล่นหุ้นสไตล์ แมงเม่า จึงเป็นหนทางทำเงินที่ ฝาแฝด ดร.สิทธิชัย-พิษณุ แดงประเสริฐ เจ้าของบริษัทวิจัยพัฒนาอาหารเสริมเลือก
เมื่ออาชีพพ่อค้ายังมอบความร่ำรวยให้ไม่สะใจ!! นักวิทยาศาสตร์สายเลือดนักธุรกิจ “ฝาแฝด” “ปุ๊ย-ดร.สิทธิชัย-ป๋อ-พิษณุ แดงประเสริฐ” เจ้าของ บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอลพี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และบริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการงานด้านวิจัยและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ จึงคิดเส้นทางหาเงินใหม่ ด้วยการโดดเข้าไปเล่นหุ้น แม้ความเรื่องรู้เรื่องตลาดเงินตลาดทุนของเขาจะเท่ากับ “ศูนย์” และบทสรุปในวันนี้คือ “ขาดทุน” แต่ทั้งคู่ก็พร้อมที่จะลองผิดลองถูกต่อไป
แฝดคนพี่ “ดร.สิทธิชัย” ที่เกิดก่อน แฝดคนน้อง “พิษณุ” เพียง 2 นาที รับอาสาเล่าประสบการณ์ชีวิตการลงทุนให้ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” ฟังไปพรางๆระหว่างรอน้องชายบึ่งมอเตอร์ไซด์ผ่ารถติดมารวมวงสนทนา “ผมเปรียบตัวเองเหมือน “บุ๋น” (นักวางแผน) ส่วนน้องชายเปรียบเหมือน “บู๊” (นักต่อสู้) ไม่ว่าเรื่องอะไรผมจะเป็นคนออกความคิด เพื่อให้น้องชายออกไปลุย” “ดร.สิทธิชัย” บอกถึงภาระหน้าที่ของตน
“ผมมีพี่น้องทั้งหมด 4 คน เราสองคนเป็นแฝดคู่โต ปัจจุบันอายุ 31 ปี เราสี่คนพี่น้องวิ่งเล่นอยู่ในโรงงานผลิตยาที่คุณพ่อรับช่วงต่อมาจากคุณปู่มาตั้งแต่เด็ก ก่อนจะเป็นโรงงานผลิตยา เมื่อปี 2497 คุณปู่และน้องชายอีก 2 คน ในฐานะผู้ก่อตั้ง ได้ร่วมกันเปิดร้านขายยาย่านหัวลำโพง ภายใต้ชื่อ “อั้งง่วนเฮง สุภาพโอสถ” ดำเนินกิจการได้ไม่นานพี่น้องก็แตกตัวออกไปทำโรงงานผลิตยาเป็นของตัวเอง เขาพลิกหนังสือประวัติธุรกิจฉบับย่อให้บิสวีคดู
พับกล่อง เช็คสต็อก งานหลักยามปิดเทอมที่พ่อบังคับให้ทำ โตขึ้นมาหน่อยพ่อให้คำนวณต้นทุนกำไร หลังเรียนจบปริญญาตรี สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปี 2542 เราสองคนไปบวชเรียน 8 เดือน ก่อนตรงดิ่งมาช่วยงานครอบครัว ชอบไม่ชอบไม่รู้ แต่เราไม่เคยคิดจะไปทำงานที่อื่น
ก่อนเข้ามาทำงานตั้งใจว่า จะไปเรียนต่อปริญญาโทต่างประเทศ แต่บังเอิญแม่กล่อมให้ไปเรียนภาษาควบคู่กับการทำงานฝ่ายจัดซื้อของบริษัทไปก่อน เมื่อทำงานสักพักเริ่มรับรู้ว่าบริษัทกำลังประสบปัญหาขาดทุน ไม่มีเงินเดือนจ่ายพนักงาน หลังเพิ่งผ่านวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 มาหมาดๆ
วันหนึ่งแม่เรียกเราและพนักงานเข้าไปสอบถามว่า “จะขายกิจการหรือรับช่วงต่อ” เราสองคนพร้อมใจตอบว่า “สู้ต่อ” คราวนี้พ่อกับแม่อัดงานให้ทำเพียบ พนักงาน 60 คน กับยอดขาย 4 ล้านบาทต่อเดือน และค่าใช้จ่าย 4-5 ล้านบาท เหนื่อยมั้ยละ!!
ด้วยความที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนจึงนำที่ดินไปวางค้ำประกัน เพื่อขอกู้เงิน 5 ล้านบาทกับแบงก์ไทยธนาคาร ก่อนจะขอกู้เพิ่มเติมเป็น 10 ล้านบาท ในช่วง 2-3 ปีแรกของการทำธุรกิจเราพยายามลองทำธุรกิจอื่นๆ สุดท้ายไปไม่รอด ผ่านมาถึงปี 2548 มีลูกค้าติดต่อให้เราลองทำอาหารเสริม บังเอิญเขามีสูตรงานอนุสิทธิบัตรจากมหาวิทยาลัยรังสิต อะไรที่เป็นเงินเราทำหมด
“ป๋อ-พิษณุ” ที่เดินทางมาถึงสักพักใหญ่ ดื่มกาแฟเย็น ก่อนพูดเสริมพี่ชายว่า เมื่อก่อนอาหารเสริมยังไม่ดัง แต่เราเชื่อว่า “ธุรกิจนี้ไปได้” อาหารเสริมแบรนด์แรก คือ Twin Way เป็นเวย์โปรตีน จากนั้นก็ทยอยเปิดตัวแบรนด์อื่นๆออกมาประมาณ 5-6 ตัว ผลการขายอาหารเสริม คือ “เจ๊ง” ทั้งๆที่เพิ่งทำได้ไม่นาน เหตุที่ไม่โอเค เพราะตอนนั้นดันไปทุบโต๊ะบอกเซลล์ว่า ต้องเพิ่มยอดขายให้ได้ 2 เท่า ภายใน 1 ปี จากที่มียอดขายตกเดือนละ 6-9 ล้านบาท หลังทำมาได้ 3-4 เดือน
“บริษัทหมุนเงินไม่ทัน” คือ ปัญหาที่บริษัทต้องเผชิญหน้าในขณะนั้น ช่วงนั้นมันส์มาก เจ้าหนี้มาต้องรีบหลบ แม่เครียดจนป่วย บริษัทติดแบล็คลิสกับซัพพลายเออร์ เพราะไม่มีเงินจ่าย อะไรที่เคยให้เราเขายกกลับหมด แต่เจ้าหนี้บางรายใจดีเห็นเราขยันก็ยอมช่วย เรายังซึ้งจนถึงทุกวันนี้
“ดร.สิทธิชัย” แทรกขึ้นว่า เราแก้ไขปัญหาด้วยการหันมารับจ้างผลิตอาหารเสริม แม้กำไรน้อยแต่ได้เงินเร็ว สุดท้าย “ธุรกิจไปต่อได้” แต่เราค้นพบว่า “อยู่รอดแต่ไม่ยั่งยืน” เพราะเวลาคิดสูตรออกมาลูกค้ามักไม่จ่ายค่าเงิน แถมยังเอาสูตรไปให้คนอื่นผลิต
ด้วยความที่เราเป็นนักวิทยาศาสตร์ทั้งคู่ ทำให้นึกถึงคำว่า “นวัตกรรม” แต่ด้วยความที่ไม่รู้จักจึงตัดสินใจไปเรียนปริญญาเอก สาขาวิชาธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม (สหสาขาวิชา) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เมื่อเรียนจบปี 1 อาจารย์พาไปทัศนศึกษาที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ทำให้เราอินกับคำว่า “นวัตกรรม” มากขึ้น เพราะภายในอุทยานฯมีงานวิจัยดีๆที่เกี่ยวกับยา อาหารเสริม สมุนไพร และเครื่องสำอาง ที่ยังไม่ออกมาขายจำนวนมาก ที่สำคัญยังมีทุนสนับสนุนงานวิจัยจากรัฐบาลด้วย
เมื่อได้คำตอบว่า “นวัตกรรม” คืออะไร และเราจะทำให้ธุรกิจยั่งยืนได้อย่างไร “ป๋อ-พิษณุ” จึงรับหน้าที่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัยพัฒนาอาหารเสริม ภายใต้ชื่อ “ซีดีไอพี (ประเทศไทย)” หลังไปยืมเงินที่บ้านมาเปิดบริษัท1.3 ล้านบาท
ถามถึงเป้าหมายการทำธุรกิจระยะกลาง “ป๋อ” บอกว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา “ซีดีไอพี” เติบโตก้าวกระโดด 2-3 เท่า ปี 2556 ยอดขายปิดที่ 130 ล้านบาท ปี 2555 ประมาณ 65 ล้านบาท และปี 2554 มียอดขาย 30 ล้านบาท
ส่วนในแง่ของอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยเฉลี่ยอยู่ระดับ 15-18 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2557 อยากเห็นอัตรากำไรสุทธิ 19 เปอร์เซ็นต์ ส่วนยอดขายคงอยู่ระดับ 500 ล้านบาท ภายในปี 2559 หวังว่ายอดขายจะขึ้นไปแตะ 750 ล้านบาท
“ขอเติบโตในเมืองไทยอย่างแข็งแกร่งก่อน จากนั้นค่อยมูฟตัวเองไปเมืองนอก ปัจจุบันบริษัทขาดเงินลงทุน ฉะนั้นจึงมีแผนจะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ ภายใน 3 ปีข้างหน้า แต่อันดับแรกคงต้องเพิ่มทุนบริษัทก่อน วันนี้กำลังคุยเรื่องโครงสร้างบริษัทกันอยู่”
หลังร่ายประวัติมายืดยาว “ป๋อ-พิษณุ” เล่าเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นให้ฟังว่า เราสองคนเริ่มเล่นหุ้นมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ถามว่า มีความรู้เรื่องหุ้นหรือไม่ คำตอบ คือ ไม่มีเลย บังเอิญเพื่อนสนิทชื่อ “โอ๋” มาชวนเราสองคนเล่นหุ้น หลังเขาเห็นพ่อเล่นแล้วได้ตังค์
“ปุ๊ย-ป๋อ” ตัดสินใจนำเก็บที่มีอยู่ “หลักหมื่นบาท” มาเล่นหุ้นในพอร์ตพ่อเพื่อน เราสองคนไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้พ่อกับแม่ฟัง เพราะท่านมีประสบการณ์ไม่ดีกับตลาดหุ้นมาก่อน หลังเล่นแล้วเจ๊ง ตอนนั้น “ปุ๊ย-ป๋อ-โอ๋” ใส่เงินกันคนละ 4,000-5,000 บาท เพื่อซื้อ หุ้น ธนายง หรือ TYONG ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น หุ้น บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ BTS
สอยมาในราคา 7 บาท ขายออก 9 บาท ใช้เวลาในการถือไม่ถึง 1 เดือน ช่วงนั้นเรา 3 คนวนเวียนเล่นหุ้นอยู่แค่ 2 ตัว คือ หุ้น ธนายง และหุ้น การบินไทย หรือ THAI ผลการลงทุน คือได้กำไรประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์
แม้จะเริ่มต้นได้สวย แต่เรา 3 คน ตัดสินใจหยุดเล่นหุ้นชั่วคราว ก่อนจะกลับมาลงทุนอีกครั้งในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 3 ตอนนั้น “ปุ๊ย-ป๋อ” มีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการนักลงทุนรุ่นใหม่ หรือ New Investors Program ด้วยความที่มีสายเลือดนักธุรกิจเต็มตัวจึงเข้าร่วมโครงการ เพราะอยากลงทุนอะไรแล้วได้ตังค์
เราสองพี่น้องเปิดพอร์ตหุ้นกับบล.ธนชาติ เงินตั้งต้นก้อนแรก 10,000 -20,000 บาท หุ้นตัวแรกตั้งใจจะซื้อ “หุ้นบูลชิพ” หวยจึงไปออกที่ หุ้น มั่นคงเคหะการ หรือ MK ช้อนเพราะเข้าใจผิดคิดว่า คือ “เอ็มเค สุกี้” แต่สุดท้ายได้กำไรนะ ซื้อ 15 บาท ขาย 19 บาท ตอนนั้นไปโม้เพื่อนว่า “เอ็มเคสุกี้ดีจริงๆ” คิดแล้วอาย.. ช่วงนั้นโครงการนักลงทุนรุ่นใหม่เขาสอนว่า ชอบบริโภคอะไรให้ซื้อหุ้นตัวนั้น (หัวเราะ)
“ป๋อ” ทำท่าคิด ก่อนพูดว่า หุ้น MK ไม่ใช่หุ้นตัวแรกๆที่ลงทุน จริงๆต้องเป็น หุ้น ชิน คอร์ปอเรชั่น หรือ INTUCH ตอนนั้นโครงการนักลงทุนรุ่นใหม่กำลังสอนเรื่องกราฟหุ้นรูปไส้กรอก เมื่อไปไล่ดูเห็นว่า หุ้น INTUCH เข้าทางสุดๆจึงซื้อในราคา 11 บาท มูลค่า 11,000 บาท ถือได้ 1 สัปดาห์ขายออกได้เงินคืนมา 12,000 บาท
จากนั้น “ป๋อ” จึงเข้าไปซื้อ หุ้น ควอลิตี้เฮ้าส์ หรือ QH ราคา 9.50 และขายออก 10 บาท ก่อนจะเข้าไปลงทุนใน หุ้น บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ หรือ BIGC ภาพรวมๆดูดี เพราะเล่นแต่หุ้นบูลชิพ ซื้อตัวไหนมีแต่รวย เพราะตลาดหุ้นช่วงนั้นดีมากๆ
“เล่นหุ้นอย่างเมามันส์” อาการนี้เกิดขึ้น หลัง “ป๋อ” เรียนจบปริญญาตรี ตอนนั้นจัดหนัก หุ้น จีเอฟพีที หรือ GFPT มูลค่า 40,000-50,000 บาท โดยนำเงินหลักแสนบาทที่เพื่อนโกงค่าหิ้วโทรศัพท์ iPhone มาขายเมืองไทยมาลงทุน หลังไปทวงคืนมาได้ (หัวเราะ) สุดท้ายได้กำไร 50 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้รวมเงินปันผลแล้วนะ หลังถือมาได้ครึ่งปี
ด้วยความที่โลภ และเชื่อใจเซียนหุ้นที่เป็นญาติสนิทกัน เห็นเขาเล่นแล้วรวยเลยจัดบ้าง ทำให้ชีวิตการเล่นหุ้นในช่วงนั้นตกอยู่ในวงจร “แมงเม่าร้อยเปอร์เซ็นต์” เราสองคนเริ่มหันไปเล่น Warrant หรือ ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ ช่วงแรกได้กำไรเยอะดี เล่นไปเล่นมาได้ครึ่งปี Warrant กำลังหมดอายุ แต่ราคาหุ้นสามัญดันต่ำกว่าราคาใช้สิทธิ ทำให้พอร์ต Warrant กลายเป็น “ศูนย์” พูดง่ายๆเหลือแค่กระดาษเปล่า
ข้อผิดพลาดในการเล่น Warrant ครั้งนั้น คือ ไม่ศึกษาหาความรู้ให้ดี แต่ดันไปเชื่อคนอื่น ชีวิตจึงเข้าสู่ “แมงเม่าสมบูรณ์แบบ” ถึงเจ๊งแต่ยังพอทำใจได้ ครั้งหนึ่งเคยมีผู้ใหญ่สอน ว่า “หากจะเจ๊งจงเจ๊งตั้งแต่วัยหนุ่ม” เขาพูดปลอบใจตัวเอง แม้จะทำใจได้แต่ชีวิตก็ซึมไปนาน เราไม่เล่นหุ้นอีกเลยนาน 2-3 ปี ออกอาการเข็ด Warrant
“ช่วงตลาดขาขึ้น เราคิดว่า ตัวเองเก่ง ช่วงนั้นมีทองขายทอง เงินต่างประเทศยังนำมาขาย จำไม่ผิดทุ่มเงินเล่น Warrant เกือบแสนบาท”
“ป๋อ” เล่าต่อว่า หลังเจ็บตัวไม่นาน มีโอกาสรู้จักเพื่อนนักลงทุน VI คนหนึ่ง เขาวิเคราะห์ให้ฟังว่า อินเตอร์เน็ตไร้สายกำลังจะมา เราจึงตัดสินใจซื้อ หุ้น จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ JAS ในราคา 0.40 บาท ก่อนปล่อยออก 2 บาท หลังถือมานานครึ่งปี
จากนั้นโยกไปซื้อ หุ้น โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ DTAC เป็นตัวต่อไป ตอนนั้นโทรศัพท์ iPhone กำลังมา ซื้อในราคา 49 บาท ขายตอน 80 บาท ช่วงนั้นได้กำไรหุ้น DTAC “สองเด้ง” จากกำไรจากการขายหลักทรัพย์ (Capital Gain) และกำไรจากเงินปันผล (Dividend) ตกหุ้นละ 10 กว่าบาท
ระหว่างที่หุ้น DTAC กำลังไต่ระดับจาก 60 บาท ไป 80 บาท จนพอร์ตหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น “หลักล้านบาท” “ป๋อ” เริ่มแบ่งกำไรไปเล่น Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า จากทุน 100,000 บาท เราสามารถโกยกำไรจนพอร์ตเพิ่มขึ้นเป็น 400,000-500,000 บาท ภายในระยะเวลาไม่นาน ช่วงนั้นราคาทองคำขึ้นเร็วมาก เล่นแบบไหนก็รวย แต่สุดท้าย “ไม่เหลืออะไรเลย” หลังโดนเหตุการณ์แบล็กมันเดย์เล่นงาน ช่วงนั้นเราสองคนทำได้แค่เสียใจ
“ป๋อ” สถบขึ้นว่า ลืมเล่าไปว่า ช่วงนั้นมีโอกาสซื้อ หุ้น เอสโซ่ (ประเทศไทย) หรือ ESSO ในราคา 8-9 บาท หลังมีคนปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับบริษัทออกมา แถมเพื่อนที่ทำงานอยู่ใน ESSO ยังส่งซิกว่า บริษัทเรียกประชุมด่วน ทำให้คิดว่า หากเป็นเรื่องจริงราคาหุ้นคงขึ้นไป 20 บาท เราจึงตัดสินใจระดมเงินทุนใหม่อีกรอบ แถมขอเปิดมาร์จิ้นกับโบรกเกอร์ เพื่อนำเงินไปซื้อหุ้น ESSO ในราคา 14 บาท ชนิดอัดเต็ม!!
สุดท้าย “เจ้ามือสลัดแมงเม่า” ซื้อหุ้นราคา 14 บาท ได้แค่วันเดียว ราคาลงมาเหลือ 10 กว่าบาท ก่อนจะลงมาเรื่อยๆจนเหลือ 6.8 บาท ช่วงนั้น “ป๋อ” ต้องขายนาฬิกา ROLEX เอาเงินมาโปะส่วนต่างของมาร์จิ้น พักๆหลังจึงนิยมนำเงินไปออมในนาฬิกา ROLEX เพราะขายต่อในกลุ่มเพื่อนๆได้กำไรประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ คิดง่ายๆทุกๆ 100,000 บาท เราจะได้กำไร 5,000 บาท เขายกนาฬิกาขึ้นมาโชว์
จากพอร์ต “หลักล้าน” เหลือ “หลักหมื่น” เพราะเล่น Futures “พี่ชายผมเล่นโหดกว่าอีก” “หนุ่มป๋อ” จั่วหัวให้ “บิสวีค” ซักประวัติการลงทุนของ “ปุ๊ย” “พอร์ตของผมจัดอยู่ในประเภทความเสี่ยงสูงสุด” หลักๆจะเล่น Futures ส่วนสไตล์การลงทุน คือ “แมงเม่าล้วนๆ” (หัวเราะ)
เริ่มลงทุนในตลาด Futures เมื่อ 2 ปีก่อน ด้วยการแบ่งเงินหลักล้านบาทมาลงทุน เงินก้อนนี้ตั้งใจจะให้เป็น “เงินเสียเปล่า” เพื่อแลกกับความรู้ด้านการลงทุน ด้วยความที่เกิดมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ ฉะนั้นจะหวังให้มาเก่งด้านการเงินคงไม่ง่าย แต่ด้วยความที่อยากเรียนรู้จึงต้องยอมลงทุน
“พอร์ต Futures เพิ่งขาดทุนเหลือเงินแค่ “หลักหมื่นล้านบาท” หลังเกิดวิกฤติการเมืองรอบล่าสุด ผมตั้งปณิธานไว้ว่า “จะเข้ามาเล่นหุ้นไม่ได้เข้ามาลงทุน” เพราะเวลาส่วนใหญ่ของผมหมดไปกับการทำงาน”
10 โมงเช้าของทุกวันจะบังคับให้มาร์เก็ตติ้งโทรมาอัพเดทข้อมูลเศรษฐกิจและตลาดหุ้นให้ฟังประจำ จากคนที่ไม่เคยรู้เรื่อง วันนี้เข้าใจเกือบหมดแล้ว นั่นเป็นเพราะทุกครั้งที่ขาดทุน Futures เราจะอยากรู้ขึ้นมาทันทีว่า เพราะอะไร ความขยันฟังเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ “ขาดทุน Futures มันจะเจ็บกว่าขาดทุนหุ้นรายตัว” เขามีความเชื่อเช่นนั้น
ถามว่า ไม่อยากได้กำไรจากตลาดหุ้นบ้างหรอ? “ผมเล่นหุ้นเพียงเพราะอยากติดตามข่าวเศรษฐกิจและอยากมีความรู้เรื่องตลาดหุ้นเท่านั้น ฉะนั้นหากเงินก้อนนี้จะหมดให้หมดไป แต่เราได้ความรู้กลับมา ถือว่า “คุ้มค่าแล้ว” แม้เราจะได้กำไรจากหุ้นมากถึง 10 เด้ง แต่ชีวิตขอเลือกทำธุรกิจดีกว่า ผมจะไม่เสียเวลาคุยเรื่องหุ้นแค่หลักแสนหลักล้าน สู้เอาเวลาไปทำงานที่ได้เงินเป็นร้อยล้านดีกว่า
“หากไม่เริ่มเรียนรู้เรื่องหุ้นตั้งแต่ตอนนี้ อีกหน่อยบริษัทเข้าตลาดหุ้น เราคงคุยกับนักลงทุนไม่รู้เรื่อง เรียนรู้ด้วยการอ่านหนังสือมันแห้ง สู้สัมผัสของจริงไม่ได้ ความฝันของผม คือ อยากทำธุรกิจให้เติบโตตามความหวังของผู้ถือหุ้น ทำแบบนี้มีความสุขมากกว่าขับรถสปอร์ต ตอนนี้ยังไม่มีนะ”







