วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยพาณิชย์หั่นสินเชื่อเหลือโต5%

ไทยพาณิชย์ปลื้มยอดจองหุ้นกู้ทะลัก 6.4 เท่า "วิชิต" ระบุออกหุ้นกู้ขายต่างชาติหวังทดสอบช่วงการเมืองป่วนแรง ส่วนปีนี้หดเป้าสินเชื่อเหลือโต 5-6%

นายวิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารได้ออกหุ้นกู้มูลค่า 750 ล้านดอลลาร์ผ่านสาขาหมู่เกาะเคย์แมน อายุ 5 ปี ซึ่งถือเป็นการออกหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐครั้งแรกของไทยในปี 2557 ปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนจากเอเชีย ยุโรป และสหรัฐ มียอดจองสูงกว่ายอดจัดสรรถึง 6.4 เท่าทำให้ธนาคารเพิ่มยอดออกหุ้นกู้เป็น 750 ล้านดอลลาร์จากเดิมวางแผนจะออกเพียง 500 ล้านดอลลาร์เท่านั้น อัตราดอกเบี้ยที่ 3.50%

หุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ A3 และสแตนดาร์ด แอนด์พัวร์ และฟิทช์ เรทติ้งส์ ที่ระดับ BBB+ โดยหุ้นกู้ครั้งนี้ธนาคารได้แต่งตั้ง บาร์เคลย์ และสแตนด์ดาร์ด ชาร์เตอร์ดแบงก์เป็น ผู้ร่วมจัดจำหน่ายและผู้จัดการการจำหน่าย

"ธนาคารฯ รู้สึกยินดีที่นักลงทุนให้ความสนใจตอบรับการออกหุ้นกู้ดังกล่าวของธนาคารฯ เป็นอย่างดี แม้ว่าสถานการณ์การเมืองในประเทศจะยังส่อเค้าความไม่แน่นอน แต่ความต้องการและความสำเร็จของการออกหุ้นกู้ครั้งนี้ได้ตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากทั่วโลกต่อธนาคาร และต่อประเทศไทย สะท้อนจากที่ธนาคารจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ซึ่งการออกหุ้นกู้สกุลดอลลาร์ครั้งนี้ เพื่อต้องการทดสอบตลาดว่า นักลงทุนต่างประเทศยังมีความสนใจในการลงทุนอยู่หรือไม่ท่ามกลางการเมืองที่วุ่นวายและมีแต่ข่าวด้านลบ" นายวิชิตกล่าวและว่าส่วนที่เลือกหมู่เกาะเคย์แมนในการออกหุ้นกู้ครั้งนี้ เนื่องจากจะได้ต้นทุนที่ถูกเพราะมีสิทธิพิเศษด้านภาษี

นายวิชิตกล่าวอีกว่า ในด้านการปล่อยสินเชื่อปีนี้ ธนาคารคาดว่าจะเติบโตไปตามภาวะตลาดที่ระดับ 5-6% เนื่องจากต้องการระมัดระวังหลังภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงค่อนข้างมาก จากอดีตที่ผ่านมาสินเชื่อของธนาคารจะเติบโตอยู่ในระดับเลข 2 หลักมาตลอด เพราะภาวะเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น

สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในปีนี้ คาดว่าจะใกล้เคียง กับสิ้นปีก่อน ที่ 2.14% ขณะที่ปีที่แล้ว สินเชื่อของธนาคารเติบโต 12.1%

โดยสาเหตุที่ภาวะอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงเป็นผลจากความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งยุทธศาสตร์ของธนาคารก็ต้องเปลี่ยนไปตามภาวะเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ธนาคารได้ชี้แจงในที่ประชุมผู้ถือหุ้นวานนี้ยุทธศาสตร์การทำธุรกิจหลักของธนาคารในปีนี้จะเน้น 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1. ลดต้นทุนเงินฝาก อันเป็นผลจากสินเชื่อที่เติบโตช้าลงจึงไม่จำเป็นต้องเร่งระดมเงินฝาก 2.เน้นหารายได้ค่าธรรมเนียม จากธุรกิจรายใหญ่ และธุรกิจเอสเอ็มอีเนื่องจากไม่สามารถพึ่งพารายได้จากสินเชื่อได้ 3. ลดค่าใช้จ่ายและ 4.พัฒนาทักษะด้านลูกค้าสัมพันธ์เพื่อดูแลลูกค้ากลุ่มเศรษฐี

"ปีนี้จะอาศัยดอกเบี้ยเพื่อให้ธนาคารเติบโตเหมือนปีที่ผ่านๆ มาคงไม่ได้ ดังนั้นธนาคารก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงไม่ต้องเน้นแข่งขันเงินฝาก"นายวิชิตกล่าว

อย่างไรก็ตามการดำเนินธุรกิจธนาคารในปีนี้เป็นสิ่งที่ประเมินไม่ได้ โดยเฉพาะการใช้จ่ายภาครัฐซึ่งเป็นสิ่งที่กังวลที่สุดเนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองทำให้การใช้จ่ายภาครัฐสะดุดซึ่งจะส่งผลกระทบมาถึงธุรกิจของลูกค้า ของธนาคาร (change reaction) ในระยะกลาง

กสิกรไทย"หั่นเป้าสินเชื่อปีนี้เหลือ 6 %

นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง และการชะลอตัวของเศรษฐกิจนั้น ธุรกิจแฟรนไชส์ได้รับผลกระทบเรื่องยอดขายเพียงเล็กน้อย เพราะส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค และจากการสำรวจพบว่าธุรกิจแฟรนไชส์ที่ได้รับผลกระทบจะเป็นเฉพาะจุด หรือเฉพาะพื้นที่ และเฉพาะบางสาขาธุรกิจ แต่โดยภาพรวมแล้วธุรกิจแฟรนไชส์ยังมีทิศทางเติบโตได้อีกมาก

ทั้งนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนธุรกิจแฟรนไชส์ ธนาคารจึงร่วมกับ 6 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย สมาคมแฟรนไชส์และไลเซ่นส์ และบริษัท บิสิเนสโค้ชแอนด์คอนซัลติ้ง เตรียมวงเงินสินเชื่อ 1,000 ล้านบาท และบสย.ช่วยค้ำประกันวงเงินสินเชื่อ

"ธนาคารได้เปิดให้บริการสินเชื่อธุรกิจแฟรนไชส์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีลูกค้า 477 ราย ยอดสินเชื่อ 1,296 ล้านบาท ที่สำคัญไม่มีลูกค้าสินเชื่อแฟรนไชส์รายไหนเป็น เอ็นพีแอลขณะที่มูลค่าของธุรกิจแฟรนไชส์อยู่ที่ 200,000 ล้านบาท มีการเติบโตปีละ 20%"

ในช่วงไตรมาสแรกธนาคารได้ปล่อยสินเชื่อใหม่ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 100,000 ล้านบาท โดยปล่อยให้กับลูกค้ารายเดิมของธนาคาร ที่มีปัญหาสภาพคล่อง และกลุ่มที่ใช้เงินทุนส่วนตัว ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใหม่ ไม่ได้ปล่อยสินเชื่อมาแล้วเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปีนี้จะเริ่มปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอีรายใหม่ที่เป็นคู่ค้าที่เป็นลูกค้าสินเชื่อของธนาคาร

"แม้จะมีการปล่อยสินเชื่อใหม่ไป 100,000 ล้านบาท แต่มีลูกค้าที่ใช้สินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน ไม่มีความจำเป็นใช้เงินกู้ ได้คืนเงินกู้เป็นจำนวนมากเช่นกัน ทำให้ยอดสินเชื่อรวมไม่เติบโต ยังทรงตัวอยู่ที่ 500,000 ล้านบาท และธนาคารได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อเอสเอ็มอี จากเดิมตั้งไว้ 10-17% เหลือ 6-8%"

สำหรับเอ็นพีแอลทรงตัวอยู่ที่ 2.80% ขณะที่ลูกค้าเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ได้ขอยืดระยะเวลาการชำระหนี้ไปแล้ว 10,000 ล้านบาท และมียอดการชำระหนี้ล่าช้าได้เพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท แต่ยังไม่เข้าเกณฑ์เอ็นพีแอล โดยธนาคารได้เข้าไปช่วยเหลือลูกค้าในกลุ่มนี้แล้ว