วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองยืด'นิคมฯ'ฟื้นยาก

บริษัทนิคมมองบีโอไอปลดล็อกโครงการลงทุนที่ค้าง 6 แสนล้านบาท เป็นผลดีระยะสั้น แต่หากปัญหาทางการเมืองไม่จบ ทำความเชื่อมั่นฟื้นยาก

บริษัทนิคมมองบีโอไอปลดล็อกโครงการลงทุนที่ค้าง 6 แสนล้านบาท เป็นผลดีระยะสั้น แต่หากปัญหาทางการเมืองไม่จบ แม้ว่าจะมีแรงจูงใจแค่ไหนความเชื่อมั่นฟื้นยาก ด้านราคาหุ้นกลุ่มกระเตื้องรับข่าวทันที "นวนคร"แจงไตรมาสแรกแย่ ปรับกลยุทธ์เล็งปล่อยให้เช่าโรงงานมากขึ้น หวังครึ่งหลังการเมืองนิ่ง เร่งเดินหน้าลงทุนโรงไฟฟ้าเล็งเพิ่มทุนระดมเงิน 1 พันล้านบาทปลายปี พร้อมคงเป้ารายได้ทั้งปี 1 พันล้านบาท หลังไตรมาสแรกทำได้แล้ว 200 ล้านบาท

นายนิพิฐ อรุณวงษ์ ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัทนวนคร (NNCL) กล่าวว่า การที่ทางการได้แต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ชุดใหม่ จะสามารถดำเนินการอนุมัติโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ค้างอยู่ 6 แสนล้านบาท ซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มนิคม อุตสาหกรรม แต่มองว่าเป็นผลดีระยะสั้นเท่านั้น เพราะปัจจุบันนักลงทุนได้ชะลอการลงทุนในไทย และย้ายไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแล้ว หลังจากที่ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองยังไร้ทางออก

แม้จะมีมาตรการสร้างแรงจูงใจออกมา ในภาวะที่การเมืองไม่มีเสถียรภาพเชื่อว่า นักลงทุนต่างชาติก็ยังไม่สนใจจะกลับมาลงทุนในไทย และปัจจุบันลูกค้าบริษัทที่อยู่ระหว่างการรอเซ็นสัญญาได้ตัดสินใจชะลอการเซ็นสัญญาออกไปอย่างไม่มีกำหนด มูลค่ารายการประมาณ 400-500 ล้านบาท

"การประกาศปลดล็อกดังกล่าวไม่ได้ทำให้ต่างชาติจะกลับมาลงทุนในไทย ตราบใดที่การเมืองยังไม่มีความชัดเจน ความเชื่อมั่นก็ยังไม่สามารถกลับมาได้ ตอนนี้นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุนและหันไปย้ายฐานการลงทุนไปประเทศเพื่อนบ้านบางส่วนแล้ว และจะให้ย้อนกลับมาไทยซึ่งเป็นเรื่องยาก"กรรมการผู้จัดการกล่าว

ส่วนภาพรวมของบริษัทนวนครปีนี้ คาดว่า บริษัทจะมีรายได้รวมอยู่ที่ 1 พันล้านบาท โดยคาดหวังว่าครึ่งปีหลังสถานการณ์การเมือง จะมีทิศทางดีขึ้น แม้งวดไตรมาสแรกบริษัทจะมีรายได้รวม 200-300 ล้านบาท โดยมาจากยอดขายที่ดิน 100 ล้านบาท และที่เหลือจะมาจากธุรกิจให้บริการสาธารณูปโภคในนิคมฯ หากครึ่งปีหลังดีขึ้นจริงบริษัทก็มั่นใจ รายได้รวมน่าจะยืนตามเป้าที่วางไว้ แต่ยอมรับอัตราการเติบโตไม่เท่ากับปีก่อน แต่ยังยืนอยู่ในระดับค่าเฉลี่ยในอดีต

สำหรับแผนการลงทุนปีนี้ บริษัทประมาณงบลงทุนซื้อที่ดิน 400 ล้านบาท ล่าสุดได้ข้อสรุปจากการซื้อที่ดินจากรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งเรียบร้อยแล้ว โดยมีพื้นที่ 600-700 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินติดพื้นที่ของนิคมอยู่แล้ว และคาดจะพัฒนาได้ภายในปีหน้าส่วนความคืบหน้าการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้า ที่ร่วมลงทุนกับบริษัทปตท. (PTT) และบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี (RATCH) ขณะนี้บริษัทได้จ่ายเงินไปแล้ว 200 ล้านบาท จากเงินที่ต้องลงทุนตามสัดส่วนการถือครอง 30% คิดเป็น 500 ล้านบาท

ส่วนเงินลงทุนที่เหลือบริษัทคาดว่า อาจจะต้องใช้วิธีเพิ่มทุน เพราะมีความจำเป็น ต้องใช้เงินลงทุนในอนาคตประมาณ 1 พันล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการบริษัทประเมินว่าการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าจะคุ้มค่า หากจะเพิ่มทุนคงต้องรอให้สถานการณ์ดีขึ้นทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งประเมินว่าจะเป็นช่วงปลายปี

การเคลื่อนไหวราคาหุ้นนิคมอุตสาหกรรมวานนี้ (2 เม.ย.) ปรากฏว่า ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นทันทีไม่ว่าจะเป็น บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) และบริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น (TICON) เพราะได้รับอานิสงส์จากการที่คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติแต่งตั้งบอร์ดบีโอไอใหม่ เพื่อเดินหน้าอนุมัติโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ค้างอยู่กว่า 6 แสนล้านบาท

บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า แม้จะมีปัจจัยบวกเรื่องการปลดล็อกโครงการลงทุน 6 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยเรียกความมั่นใจให้แก่นักลงทุนไทยและต่างชาติ ให้คงแผนการลงทุนเดิมต่อไป และถือเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นในกลุ่มนิคมฯ ที่มีแหล่งรายได้หลักกว่า 38% ของรายได้รวม มาจากการขายที่ดินในนิคมฯ ให้แก่นักลงทุนที่ต้องการตั้งโรงงานในไทย หลังจากช่วงไตรมาสแรกปีนี้ หุ้นในกลุ่มมียอดขายที่ดินระดับต่ำ เพราะลูกค้าชะลอการตัดสินใจ แต่ภายหลังได้บอร์ดบีโอไอชุดใหม่คาดยอดขายในช่วงที่เหลือของปีจะฟื้นตัวขึ้น

ฝ่ายวิจัยคงประมาณการยอดขายปีนี้ไว้ที่ 2.8 พันไร่ ลดลง 13% จากปีก่อน ขณะที่อมตะคาดยอดขายอยู่ที่ 1.2 พันไร่ บริษัทเหมราช 1.2 พันไร่ และบริษัทอุตสาหกรรมโรจนะ 400 ไร่ โดยยังมียอดขายรอการรับรู้รายได้สะสม ณ สิ้น ปี 2556 รวมกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ช่วยรองรับประมาณการรายได้ปีนี้ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท ทั้งหมดแล้ว แต่เป็นตัวเลขที่หดตัว 12% จากงวดเดียวกันปีก่อน