"ก้องเกียรติ โอภาสวงการ" เมินลงทุนหุ้นไทย เนื่องจากพีอีสูง และแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยลดลง โดยเฉพาะกลุ่มก่อสร้าง-อสังหาฯ
"ก้องเกียรติ โอภาสวงการ" เมินลงทุนหุ้นไทย เนื่องจากพีอีสูง และแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยลดลง โดยเฉพาะกลุ่มก่อสร้าง-อสังหาฯ ผลประกอบการถดถอย ส่วนกลุ่มแบงก์หนี้เสียเพิ่มขึ้น แนะกระจายเสี่ยงลงทุนทางเลือกในต่างประเทศ ได้แก่ อสังหาฯ งานศิลปะ จิวเวลรี่ และหุ้นรายตัว เพราะให้ผลตอบแทนดีกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ที่ถูกกดดันจากปัจจัยการเมืองที่ร้อนแรง-เศรษฐกิจถดถอย
ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจไทยเติบโตถดถอย และซบเซา เนื่องจากการกำลังซื้อลดลง ประกอบกับปัญหาทางการเมืองเพิ่มดีกรีความร้อนแรง และยังไร้รัฐบาลนั้น นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า การเมืองช่วงนี้ยากเกินกว่าจะประเมินสถานการณ์ได้ ดังนั้นการลงทุนช่วงนี้ จึงต้องเน้นดูผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดเป็นประเด็นสำคัญ
หากวิเคราะห์เป็นรายกลุ่มความสนใจน่าสนใจลงทุนลดลง จะพบว่า กลุ่มก่อสร้าง และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ มีแนวโน้มถดถอยลง ขณะที่กลุ่มสถาบันการเงิน กลุ่มธนาคาร เริ่มมีปัญหาเรื่องหนี้เสียเพิ่มขึ้น และกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ ก็ได้รับผลกระทบจากปริมาณการซื้อขายที่เบาบางลง ส่วนกลุ่มส่งออก แม้แนวโน้มจะยังดีอยู่ แต่ก็ไม่มากเท่าที่ควร ขณะที่กลุ่มอาหาร ยอมรับยอดขายลดลงบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้
ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมา จึงได้แนะนำลูกค้า ควรหันไปให้ความสำคัญกับการลงทุนทางเลือก เพื่อกระจายความเสี่ยงการลงทุน ซึ่งเน้นกระจายการลงทุนทางเลือก 70% ของพอร์ต
"ช่วงที่ผ่านมาผมได้กระจายความเสี่ยงการลงทุนทางเลือกไปยังต่างประเทศ ซึ่งออกไปลงทุนนานแล้ว ขณะเดียวกันผมก็แนะนำให้ลูกค้ารายใหญ่ของผมออกไปลงทุนในต่างประเทศด้วย โดยจัดสรรเงินลงทุนของพอร์ตประมาณ 70% " นายก้องเกียรติ กล่าว
เขาบอกต่อว่า ผลิตภัณฑ์ที่แนะนำให้ลูกค้ากระจายความเสี่ยงการลงทุน ประกอบด้วย การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศอังกฤษ การลงทุนงานศิลปะของศิลปินชื่อดังของโลก การลงทุนจิวเวลรี่ โดยเฉพาะการลงทุนในเพชร การลงทุนนาฬิกายี่ห้อดัง และการลงทุนในหุ้นเป็นรายตัวในตลาดหุ้นต่างประเทศ ที่มีแนวโน้มเติบโต และพีอีต่ำกว่าตลาดหุ้นไทย ได้แก่ หุ้นธนาคาร กาสิโน ชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นต้น
ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้น ในช่วง 2-3 ที่ผ่านมา นายก้องเกียรติ บอกว่า ได้นำลูกค้ารายใหญ่ออกไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ประเทศอังกฤษจำนวน 3-4 ราย มูลค่าการลงทุนลูกค้ากลุ่มนี้ประมาณ 15,000 ล้านบาท โดยเป็นการซื้อตึก ซึ่งเป็นตึกที่ยังมีลูกค้าเช่าอยู่ ถือว่าเป็นการลงทุนที่มีสภาพคล่องสูง และกฎหมายในประเทศอังกฤษ เอื้อประโยชน์แก่นักลงทุน
"ต้องยอมรับว่า ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนดีมาก โดยเฉพาะตึกค้าปลีกยีลด์เหลือ 3% ส่วนออฟฟิศใกล้ๆ เขตการเงิน หรืออฟฟิศการเงินยีลด์ประมาณ 5% ซึ่งลูกค้าของผมรายหนึ่ง ซื้อดึกค้าปลีกมา 32 ล้านปอนด์ แต่ในช่วงเวลาแค่ 2 ปี เขาสามารถขายตึกที่ลงทุนในราคา 55 ล้านปอนด์ ซึ่งได้กำไรกว่า 40%"
ส่วนการลงทุนในภาพนักเขียนชื่อดังนั้น ในแง่ของนักลงทุนไทย ยังไม่ค่อยให้ความสนใจมากนัก แต่ในตลาดต่างประเทศมีคนให้ความสนใจมากและมีการลงทุนกันอย่างคึกคัก โดยการลงทุนต่อล็อตจะไม่น้อยกว่า 100-500 ล้านบาท ซึ่งภาพนักเขียนประเภทนี้จะไม่ใช่เป็นภาพวาด แต่จะเป็นภาพปริ๊น เช่น ปิกัสโซ และแอนดี วอร์ฮอล เป็นต้น ขณะที่การลงทุนในจิวเวลรี่นั้น ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเฉพาะการลงทุนในเพชร ก็จะมีเกรดราคาการลงทุนแตกต่างกัน หากเป็นเพชรที่มีสีชมพู ฟ้า หรือดำ ผสมเพียงเล็กน้อย และเนื้อเพชรสมบูรณ์ราคาซื้อขายก็จะสูง ขณะที่การลงทุนในหุ้นรายตัว มีหลายบริษัทที่พีอีต่ำกว่าตลาดหุ้นของไทย เช่น กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์บ้านเราพีอีสูงกว่า 10 เท่า ขณะที่ในตลาดต่างประเทศพีอีเพียง 3 เท่า






