ทิสโก้ หวังมีรัฐบาลใหม่ภายในครึ่งปีหลัง ช่วยหนุนจีดีพีปีนี้โต 2.5% แต่หากไร้รัฐบาลบริหารประเทศ อาจโตเพียง 2 % เท่านั้น
นายกำพล อดิเรกสมบัติ หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ ทิสโก้ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกปีนี้คงจะหดตัวตามที่หลายฝ่ายคาด แต่เศรษฐกิจไทยทั้งปีคาดว่า จะขยายตัว 2.5% ภายใต้เงื่ิอนไขว่าจะมีรัฐบาลใหม่ในครึ่งปีหลังของปีนี้ ซึ่งหากการเมืองคลี่คลายโดยเร็ว จีดีพีมีโอกาสเติบโตได้ถึงร้อยละ 3 แต่กรณีเลวร้ายสุดคือ ไม่มีรัฐบาลใหม่ในปีนี้ จีดีพีจะโต 2% ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้น้อย โดยมีภาคการส่งออกเป็นตัวประคองเศรษฐกิจไทย ซึ่งคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ 4-5% หลังจากที่ตัวเลขการส่งออกในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 2% ขณะที่การนำเข้าในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้หดตัวลง 16% ตามการผลิตในประเทศที่ชะลอลง
ทั้งนี้ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะค่อย ๆ ฟื้นตัว เพราะนอกจากเศรษฐกิจมีปัญหาการเมืองกดดันแล้ว ยังมีปัญหานโยบายรัฐบาลที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เช่น นโยบายรับจำนำข้าว ที่รัฐบาลยังค้างจ่ายเงินค่าข้าวให้ชาวนา และนโยบายรถยนต์คันแรก ที่สร้างการบิดเบือนให้กับตลาดรถยนต์ ซึ่งเมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่ คาดว่าจะไม่มีการดำเนินโครงการเหล่านี้ต่อ และเห็นว่ารัฐบาลใหม่ ควรเร่งเข้ามาปฏิรูปการเมืองก่อนเป็นลำดับแรก หากจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ควรเน้นนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้ฐานระยะยาว ไม่ใช่กระตุ้นการบริโภคในระยะสั้น เพราะที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้งบประมาณเร่งการบริโภคมามากแล้วแต่ไม่ได้ผล
ส่วนกรณีที่คณะรัฐมนตรี อนุมัติให้มีการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบอร์ดบีโอไอ ชุดใหม่ เพื่อมาพิจารณาอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่นั้น เชื่อว่าจะทำให้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติที่ชะลอการลงทุนในไทยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ไหลกลับเข้าไทยมากขึ้น รวมทั้งจะมีการอนุมัติโครงการลงทุนที่ยังค้างยู่อีก 600,000 ล้านบาท จะช่วยสร้างความมั่นใจและทำให้การลงทุนภาคเอกชนกระเตื้องขึ้นบ้าง
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีข่าวดีที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในระดับต่ำ โดยคาดว่าคณะกรรมนโยบายการเงิน หรือ กนง. จะยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ 2% จนถึงสิ้นปีนี้ เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้อเริ่มปรับสูงขึ้น บวกกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และการลดขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ QE จะหมดลงในเดืนตุลาคมนี้ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด จะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 ซึ่งเร็วกว่าที่ตลาดคาดและจะส่งผลให้เกิดเงินไหลออกกลับไปสหรัฐ ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น กดดันเงินบาทและเงินสกุลเอเชีย อ่อนค่าลง ประกอบกับไทยมีความเสี่ยงจากการเมืองในประเทศ ทำให้บาทยังอ่อนค่าต่อไป จึงแนะนำให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงลงทุนในต่างประเทศ เช่น เอเชียเหนือ ยุโรป และ ญี่ปุ่น






