ดีเดย์ทดลองออกอากาศทีวีดิจิทัล
ช่วงแรกเน้นการทดสอบทาง “เทคนิค” เป็นหลัก
วันนี้ (1 เม.ย.) เป็นวันแรกของการทดลองออกอากาศ “ทีวีดิจิทัล” ใน 4 จังหวัด (กทม. เชียงใหม่ โคราช และสงขลา) แต่ยังไม่สมบูรณ์ 100% เนื่องจากผู้ให้บริการโครงข่าย (Mux) บางรายยังอยู่ระหว่างการติดตั้งอุปกรณ์ (คาดว่าจะติดตั้งแล้วเสร็จราวสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน เม.ย.) ส่วนการบังคับใช้เกณฑ์ Must Carry และหลักเกณฑ์เรียงช่อง ผู้ให้บริการแพล็ทฟอร์มส่วนใหญ่จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน เม.ย. ขณะที่ผู้ให้บริการเคเบิลทีวีที่มีข้อจำกัดทางด้านจำนวนช่องและผู้ให้บริการทีวีดาวเทียม (IPM) ที่ไม่ได้ใช้ดาวเทียมไทยคมคาดว่าจะยังไม่สามารถให้บริการได้ ดังนั้น เราประเมินว่าช่วงแรกของการทดลองผู้ให้บริการช่องรายการจะให้ความสนใจที่การทดสอบทางเทคนิคเป็นหลัก ทำให้เราคาดว่าการใช้เม็ดเงินโฆษณาสื่อโทรทัศน์จะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนัก
การเปลี่ยนแปลง “พฤติกรรมผู้ชม” ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ชมในช่วงการทดลองออกอากาศจะทำให้เห็น แนวโน้ม โอกาส ความเสี่ยง ของการลงทุนทีวีดิจิทัลที่ชัดเจนมากขึ้น โดย 2 พฤติกรรมที่ต้องจับตา คือ (1) การติดตั้งอุปกรณ์เพื่อเข้าถึงการรับชมทีวีดิจิทัล เนื่องจากยังมีครัวเรือนราว 33% ของทั่วประเทศที่ยังรับชมทีวีผ่านเสาก้างปลาที่ต้องซื้อทีวีใหม่ หรือติดกล่องทีวีดิจิทัล หรือติดกล่องดาวเทียมจึงจะสามารถรับชมทีวีดิจิทัลได้ ซึ่งถ้ากลุ่มนี้ยังไม่ขยับจะทำให้การออกอากาศทีวีดิจิทัลเปรียบเสมือนเพียงแค่การออกอากาศทีวีดาวเทียมเท่านั้น โดย กสทช. มีแผนเริ่มแจกคูปองสนับสนุนการซื้อทีวีหรือกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลในเดือน มิ.ย. และ (2) การเปิดใจรับชมทีวีช่องใหม่ๆ เนื่องจากที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีทีวีดาวเทียมกว่า 200 – 300 ช่อง แต่ผู้ชมส่วนใหญ่ก็ยังคงรับชมช่องฟรีทีวีเดิม (ช่อง 3 / 5 / 7 / 9 / NBT / TPBS) เป็นหลัก
การ “เรียงช่อง” ใหม่เขย่าเรตติงรายการทีวีในช่วงแรก
การเรียงช่องเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ เนื่องจากจะทำให้ผู้ชมเกิดความสับสนและส่งผลต่อเรตติ้งรายการทีวีในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ เบื้องต้น กสทช. กำหนดให้ 10 ช่องแรก (บนกล่องทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี) เจ้าของแพล็ทฟอร์มเป็นผู้จัดเรียงเอง แต่ช่อง 11-22 ต้องเป็นช่องทีวีดิจิทัลสาธารณะ ช่อง 23-46 ต้องเป็นช่องทีวีดิจิทัลธุรกิจ และช่องที่เหลือถัดไปเจ้าของแพล็ทฟอร์มเป็นผู้กำหนด อย่างไรก็ดี กสทช. มีแนวคิดที่จะผลักดันให้กล่องทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีจัดเรียงช่องแบบเดียวกันกับกล่องทีวีดิจิทัลในอนาคต (1-12 ช่องสาธารณะ 13-36 ช่องธุรกิจ) เพื่อป้องกันความสับสนของผู้ชม ทั้งนี้ มีผู้ประกอบการบางรายที่ร่วมมือกับเจ้าของแพล็ทฟอร์มบางกลุ่มเพื่อออกอากาศช่องรายการของตนใน 10 ช่องแรกเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ได้แก่ WORK (ช่อง 1) RS (ช่อง 2 / 8 / 9 / 10) เป็นต้น
ยังคงมุมมองเดิม “ทีวีดิจิทัล” จะฉุดกำไรปี 2557 ของกลุ่ม Media
แม้ว่าการเริ่มต้นนับหนึ่งของอายุใบอนุญาตบริการทีวีดิจิทัลที่ช้ากว่าคาด (เดิมคาดเริ่มเดือน เม.ย. เปลี่ยนเป็นราวเดือน มิ.ย.-ก.ค.) จะทำให้ผู้ให้บริการมีค่าใช้จ่ายตัดจ่ายใบอนุญาตและค่าบริการโครงข่ายในปีแรกน้อยกว่าคาด อย่างไรก็ดี การเริ่มต้นรับรู้รายได้ก็จะล่าช้ากว่าคาดเช่นเดียวกัน ทำให้เรายังคงคาดผลประกอบการของกลุ่ม Media (เฉพาะผู้ที่ชนะการประมูลทีวีดิจิทัล) จะหดตัวราว 30% YoY ในปี 2557 เนื่องจากภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนทีวีดิจิทัลเป็นหลัก และยังแนะนำ Underweight ขณะที่เรายังเลือก RS เป็นหุ้นเด่นจากที่มีกำไรจากบอลโลกเข้ามาชดเชยภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ได้รับผลกระทบจากการลงทุนน้อยกว่าผู้ประกอบการรายอื่นๆ อีกทั้งช่องรายการที่ RS จะนำมาออกอากาศทีวีดิจิทัล (ช่อง 8) เป็นช่องที่มีศักยภาพการแข่งขันสูง ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของช่องทีวีดาวเทียมจากการสำรวจโดย Nielsen แนะนำ “ซื้อ” ประเมินมูลค่าเหมาะสม 9.60 บาท









