เอเซียพลัสชูหุ้นพลังงานถูกสุดในอาซียนน่าลงทุน
บล.เอเซียพลัสชี้หุ้นกลุ่มพลังงานน่าลงทุน ราคาตอนนี้ถูกสุดเทียบตลาดอื่นในอาเซียน ส่วนผลการดำเนินงานบริษัทไตรมาส1 อาจไม่สดใส กดกำไรอาจต่ำกว่า 13% เหตุปัจจัยการเมืองกดดันอุปโภคบริโภคในประเทศ พร้อมมองเป้าดัชนีสิ้นปีนี้ 1,460 จุด ส่วนรีเทิร์นไม่สูงเหมือนปีก่อน
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่าจากการประเมินกลุ่มหุ้นที่จะสามารถขับเคลื่อนกำไรบริษัทจดทะเบียนได้คือกลุ่มพลังงาน ที่จะปรับตัวได้โดดเด่นกว่ากลุ่มอื่น
โดยปัจจุบันหุ้นในกลุ่มพลังงาน มีราคาถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้านแถบอาเซียน โดยถือว่ากลุ่มพลังงานของไทยอยู่ในระดับถูกที่สุด เพราะเป็นกลุ่มที่มีผลการดำเนินงานไม่ดีก่อนหน้านี้ ทำให้นักลงทุนพากันเทขาย ซึ่งมีระดับราคาปิดกำไรต่อหุ้นที่ 9 เท่า
ส่วนกลุ่มที่จะมีผลการดำเนินงานที่อีกกลุ่มหนึ่งนั้นคือกลุ่มส่งออกที่ได้รับอานิสงส์เศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้น สำหรับกรอบดัชนีตลาดหุ้นในปีนี้ บล.เอเซียพลัสประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยของปีนี้ที่ 1,460 จุด ที่ระดับราคาปิดกำไรต่อหุ้น (พี/อี) 12.5 เท่า หรือที่ระดับดัชนี 1,411 จุด ที่ระดับพี/อี 14 เท่า โดยประเมินว่าจดะมีอัตรากำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 100.8 บาทต่อหุ้น
เขากล่าวด้วยว่าบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนในปี 2557 ใหม่ หลังจากที่แนวโน้มของเศรษฐกิจยังคงมีการชะลอตัว และส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของหุ้นที่พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศปรับตัวลดลง ในขณะที่กลุ่มพลังงานที่ถือว่ามีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดขนาดใหญ่ที่สุด ยังมีผลการดำเนินงานที่ดีอยู่ทำให้กำไรบริษัทจดทะเบียน อาจปรับตัวลดลงไม่มากนัก
“ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในปี 2557 นั้นมองว่าหลายส่วนเริ่มชะลอตัวอย่างกลุ่มอุปโภคบริโภคในประเทศ จากภาวะการณ์ไม่สงบทางการเมือง ทำให้การเติบโตของไตรมาสที่ 1 อาจจะดูไม่ดีนัก มีความเสี่ยงที่ประประมาณการกำไรของปี 2557 ลด จากเดิมที่ระดับ 13% แต่ทั้งนี้ต้องรอดูรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 1 อีกครั้งว่าจะแย่กว่าการประเมินครั้งก่อนหน้าหรือไม่”
นอกจากกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่ชะลอตัวแล้ว อีกกลุ่มหนึ่งที่มองว่าน่าจะได้รับผลกระทบทำให้ผลประกอบการอาจออกมาไม่ดีนัก น่าจะเป็นกลุ่มของกลุ่มธนาคาร ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เหลือ 2% จากต้นปีที่ 2.25 % กดดันกำไรของกลุ่มธนาคาร จากส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลง ทำให้กำไรปรับตัวลดลงด้วย อีกทั้งการหดตัวของจีดีพีส่งผลต่อการขยายตัวของการกู้เงิน ที่อาจปรับตัวลดลง
เขากล่าวด้วยว่า ปัจจุบันถือว่าหุ้นไทยในปีนี้ จะไม่ได้ให้ผลตอบแทนในระดับสูง 30-40 % เหมือนช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพราะยังมีอัพไซด์ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับระดับดัชนีปัจจุบัน โดยมองว่าน่าจะให้ผลตอบแทนเพียง 10 % เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามเขาแนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมหุ้นหากมีการอ่อนตัวลงมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน เพราะยังมีราคาที่ถูกอยู่






