วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ วันที่ 24-28 มีนาคม 2557

เงินบาทขยับแข็งค่าเล็กน้อยปลายสัปดาห์ ขณะที่ หุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากแรงซื้อของต่างชาติ และการทำราคาเพื่อปิดสิ้นงวดบัญชี

ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้

อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น

อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่องโดยธนาคารพาณิชย์จะมีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือน ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) อยู่ที่ 1.90% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน อยู่ที่ 2.00% เท่ากับสัปดาห์ก่อนเช่นกัน

ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 31 มี.ค.- 4 เม.ย. 2557 คงจะมีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินในช่วงต้นเดือน ขณะที่ธนาคารพาณิชย์อาจทยอยเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับความต้องการใช้เงินของลูกค้าก่อนเข้าสู่วันหยุดยาว รวมทั้งจะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ ทั้งนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.00%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.26% ในวันศุกร์ ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับ 3.25% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ โดยมีแรงขายจาก นักลงทุนต่างชาติ ก่อนที่จะปรับลดลงเล็กน้อยและทรงตัวในช่วงปลายสัปดาห์ หลังต่างชาติเริ่มกลับเข้าซื้อตราสารหนี้ไทยอีกครั้ง

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.68% ในวันพฤหัสบดีปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระดับ 2.74% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับลดลงในวันจันทร์ โดยมีแรงซื้อพันธบัตรจาก นักลงทุน ก่อนที่จะปรับขึ้นในวันอังคาร โดยนักลงทุนชะลอการซื้อก่อนการเสนอขายพันธบัตรใหม่ในช่วงกลางสัปดาห์ จากนั้น อัตราผลตอบแทนปรับลดลงในช่วงปลายสัปดาห์ ท่ามกลางการประมูลพันธบัตรใหม่ที่มีแรงตอบรับที่ดี ขณะที่เฟดก็ได้มีการซื้อพันธบัตรระยะยาวภายใต้โครงการซื้อสินทรัพย์ของเฟด

ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

ค่าเงินบาท (Onshore)

เงินบาทอ่อนค่าทดสอบระดับ 32.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ก่อนฟื้นตัวเล็กน้อยช่วงปลายสัปดาห์ โดยเงินบาททยอยอ่อนค่าลง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มที่ยืดเยื้อของปัญหาการเมืองในประเทศ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น นอกจากนี้ การปรับตัวลงของราคาทองคำในตลาดโลก และความต้องการเงินดอลลาร์ฯ ในช่วงสิ้นเดือน ก็เป็นปัจจัยลบต่อเงินบาทในระหว่างสัปดาห์ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี เงินบาทสามารถลดช่วงติดลบกลับมาเล็กน้อยช่วงท้ายสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากสถานะซื้อสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ

ในวันศุกร์ (28 มี.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.48 เทียบกับระดับ 32.36 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (21 มี.ค.)

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (31 มี.ค.-4 เม.ย.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32.30-32.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยต้องจับตาสถานการณ์การเมืองไทย ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI เขตชิคาโก ดัชนี ISM ภาคการผลิต/ภาคบริการ ตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯเดือนมี.ค. ยอดสั่งซื้อของโรงงาน รายจ่ายด้านการก่อสร้าง ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศเดือนก.พ. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ ตลาดอาจจับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-รัสเซีย รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) สำหรับเดือนมี.ค. ของหลายๆ ประเทศ และตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.พ. และอัตราเงินเฟ้อเดือนมี.ค.ของไทยด้วยเช่นกัน

เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ

เงินยูโรร่วงลง หลังจากปรับตัวขึ้นช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์ เนื่องจากดัชนี PMI ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ที่จัดทำโดยมาร์กิต (ตัวเลขเบื้องต้น) สำหรับเดือนมี.ค. ปรับตัวลงมากกว่าที่คาด อย่างไรก็ดี เงินยูโรกลับมาอ่อนค่าลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ หลังจากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางยุโรป (ECB) สะท้อนถึงสัญญาณการผ่อนคลายนโยบายการเงินลงอีก ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีอยู่ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังมีปัจจัยบวกจากการปรับตัวลงมากเกินคาดของจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์มาที่ 311,000 ราย ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2556 ที่ผ่านมา

เงินเยนอ่อนค่าลงเล็กน้อยปลายสัปดาห์ ทั้งนี้ เงินเยนขยับแข็งค่าขึ้นในช่วงแรกในฐานะสกุลเงินที่ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลต่อสัญญาณที่อ่อนแอของเศรษฐกิจจีน และความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-รัสเซียที่ตึงเครียดขึ้น ภายหลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า การโดดเดี่ยวรัสเซียจะรุนแรงขึ้น และอาจจะมีการขยายมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เงินเยนกลับมาอ่อนค่าลงในช่วงปลายสัปดาห์ เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีกว่าที่คาด หนุนให้เงินดอลลาร์ฯ ทยอยฟื้นตัวขึ้น

ในวันศุกร์ (28 มี.ค.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3738 เทียบกับ 1.3791 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (21 มี.ค.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 102.32 เทียบกับ 102.23 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า

ตลาดทุน

ตลาดหุ้นไทย

ดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้นจากแรงซื้อของต่างชาติ และการทำราคาปิดสิ้นงวดบัญชี โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,368.90 จุด เพิ่มขึ้น 0.62% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 29.52% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 25,563.22 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 395.03 จุด ลดลง 2.24% จากสัปดาห์ก่อน

ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงในวันจันทร์ โดยได้รับแรงกดดันจากปัจจัยการเมือง จากนั้น ตลาดปรับเพิ่มขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับวิกฤติในยูเครน จากนั้น ตลาดหุ้นปรับลดลงอีกครั้งในวันพฤหัสบดี จากแรงขายทำกำไร แต่ตลาดสามารถที่จะกลับมาปิดเพิ่มขึ้นในวันศุกร์ โดยมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ และแรงซื้อเพื่อทำราคาปิดสิ้นงวดบัญชี (Window Dressing)

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 31 มี.ค.- 4 เม.ย. 2557 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นได้ หลังจากนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง โดยต้องจับตาปัจจัยการเมืองในประเทศ ขณะที่ตลาดคงจะให้น้ำหนักกับการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องชี้ภาคการผลิต (ISM Manufacture) ยอดสั่งซื้อสินค้าโรงงานและการจ้างงานนอกภาคการเกษตร และตัวเลขเศรษฐกิจจีน ได้แก่ การรายงานเครื่องชี้ภาคการผลิต (PMI) ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,351 และ 1,342 จุดขณะที่ แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,381 และ 1,400 จุด ตามลำดับ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ดัชนี DJIA ปรับลดลง จากความกังวลเกี่ยวกับยูเครน โดยเมื่อวันพฤหัสบดี ดัชนี DJIA ปิดที่ 16,264.23 จุด ลดลง 0.24% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดลงในวันจันทร์ จากความกังวลว่าวิกฤตการณ์ในยูเครนจะส่งผลกระทบในวงกว้าง ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นในวันอังคาร โดยได้รับแรงหนุนจากข้อมูลความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่สดใส แต่ปรับลดลงอีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์ หลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณที่จะยกระดับมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียให้มีความเข้มข้นขึ้น

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ดัชนี Nikkei ปรับเพิ่มขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และแรงซื้อของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 14,696.03 จุด เพิ่มขึ้น 3.32% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ จากแรงซื้อหุ้นกลับของนักลงทุน ก่อนที่จะปรับลดลงในวันอังคาร โดยได้รับแรงกดดันจากข้อมูลเครื่องชี้ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ที่ไม่ค่อยสดใส แต่ฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์ โดยได้แรงหนุนจากข้อมูลความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐฯ ที่ออกมาสดใสกว่าคาด และแรงซื้อหุ้นจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ