สศค. หั่นเป้า จีดีพี ปีนี้เหลือ 2.6% จาก 4.1% เตือน "วิกฤติการเมือง" ลาม กลายเป็น "วิกฤติเศรษฐกิจ" หากตั้งรัฐบาลไม่ได้ภายในไตรมาสสามปีนี้
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สศค.ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้จากคาดการณ์เดิม 4% เหลือ 2.6% สาเหตุสำคัญเกิดจากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อจากปลายปี 2556 ทำให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค นักลงทุน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ นอกจากนี้ ยังกระทบต่อการใช้จ่ายในแผนการลงทุนภาครัฐที่ชะงัก โดยเฉพาะแผนลงทุน 2 ล้านล้านบาท และ โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท โดยการเมืองที่ยืดเยื้อ ยังส่งผลต่อการลงทุนภาครัฐที่เป็นผลจากการทำงบประมาณรายจ่ายปี 2558 มีความล่าช้าด้วย
ประมาณการเศรษฐกิจที่ 2.6% อยู่ภายใต้สมมติฐาน ต้องมีรัฐบาลใหม่ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ หากไม่สามารถมีรัฐบาลใหม่ได้ในช่วงเวลาดังกล่าว ภาพรวมเศรษฐกิจก็จะได้รับผลกระทบ และ จะมีอัตราการขยายตัวที่น้อยกว่านี้ และ สิ่งที่สศค.มีความกังวลเป็นอย่างมาก คือ หากปัญหาการเมืองยืดเยื้อมากกว่าอดีต จะส่งผลกระทบต่อภาคการเงิน โดยเฉพาะความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับมหภาค และ จะกระทบต่อเครดิตเรทติ้งของประเทศ
“จากข้อมูลย้อนหลัง 10-15 ปีที่ผ่านมา วิกฤติการเมืองไม่เคยทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ โดยวิกฤติเศรษฐกิจจะเกิดจากเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ถ้าการเมืองยืดเยื้อมากกว่าอดีต หรือไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ทันในไตรมาสสามของปีนี้ เราก็กังวลว่า จะกระทบให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจได้”
อย่างไรก็ดี ตัวเลขการขยายตัวที่ 2.6%นี้ เป็นตัวเลขที่เรามองภายใต้สมมติฐานที่มีอยู่ แต่หากสมมติฐานเปลี่ยน โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ถ้าไม่ทันภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ ก็จะเกิดปัญหาตามมาได้ โดยเฉพาะการปรับมุมมองและการปรับลดเครดิตเรทติ้งของประเทศ ที่จะกระทบต่อต้นทุนการระดมเงินทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจ
สำหรับสมมติฐานที่สำคัญอื่นๆ คือ ภาคการส่งออก ซึ่ง สศค. มองว่า การส่งออกจะเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้ โดยมองว่า จะขยายตัวได้ประมาณ 5% จากคาดการณ์เดิมที่ 6.5% การบริโภคภาคเอกชนยังซึมๆ ในระดับการขยายตัวที่ 2.3% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวประมาณ 1.9% และตัวที่ดึงเศรษฐกิจปีนี้อีกตัว คือ การใช้จ่ายภาครัฐ เพราะไม่มีงบอื่นมาช่วยกระตุ้น โดยมองการเบิกจ่ายที่ 90% จากเดิม 92% ด้านเสถียรภาพทั้งภายในและภายนอกประเทศเรามองว่า ยังมีความแข็งแกร่ง
“เราคิดว่า เราต้องใช้เครื่องมืออื่นช่วยให้เต็มที่ โดยเฉพาะในส่วนของราชการจะต้องไม่เกียร์ว่าง และ ให้แบงก์รัฐเข้ามาช่วย โดยเข้าไปดูหนี้ที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ คือ ค้างชำระ 1-2 เดือน ให้เร่งเข้าไปปิดช่องว่าง ด้วยการเติมสภาพคล่องให้ เพราะขณะนี้ ตัวเลขการลงทุนภาครัฐจำนวนราว 7 หมื่นล้านบาทจาก 4.2 แสนล้านบาท ไม่สามารถลงทุนได้ การเติมสภาพคล่องให้กับลูกค้าของธนาคาร ก็จะเป็นทางหนึ่งที่จะเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาหนี้เสียได้ รวมถึง การเร่งใช้จ่ายกองทุนนอกงบประมาณก็ต้องเร่งเรื่องการเบิกจ่ายด้วย”เขากล่าว
หวังเศรษฐกิจไทยโตได้ในไตรมาส4
เขากล่าวด้วยว่า นอกจากสมมติฐานดังกล่าวแล้ว เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงอื่นนอกจากปัจจัยการเมือง คือ 1.การลดมาตรการคิวอีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งกระทบต่อการไหลออกของเงินทุน และ เสถียรภาพค่าเงิน 2.เศรษฐกิจจีนที่ขยายตัวได้ลดลง แต่เรายังเชื่อว่า จีนจะมีนโยบายการดูแลเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นและสามารถดำเนินนโยบายเชิงรุกได้ 3.ปัญหาภัยแล้ง 4.ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศระหว่างยูเครนกับไครเมีย
และ ที่สำคัญ คือ 5.กรณีการปรับลดภาษีนิติบุคคลที่จะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย หากไม่สามารถแก้ไขได้ทัน อัตราภาษีจะกลับไปอยู่ที่ 30% จากปัจจุบันอยู่ที่ 20% และ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะต้องมีการพิจารณาอัตราใหม่ เนื่องจาก อัตรา 7% ในปัจจุบันจะหมดอายุลงในเดือนกันยายนนี้ หากสองกรณีนี้ ไม่สามารถดำเนินการได้ทันเวลา ก็จะกระทบต่อโมเมนตัมการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้อย่างแน่นอน
“หากมองภาพรวมของเศรษฐกิจปีนี้เป็นรายไตรมาส เรามองว่า ในไตรมาสแรกของปีจะขยายตัวได้ต่ำ ส่วนหนึ่งเพราะฐานปีก่อนสูงถึง 5.4% ส่วนไตรมาสสองจะเริ่มดี ไตรมาสสามมีรัฐบาลใหม่ และ เศรษฐกิจจะขยายตัวสูงสุดในไตรมาสที่สี่”เขากล่าว
ชี้ภาษีมูลค่าเพิ่มน่าห่วง
นายสมชัย ยังกล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า จากปัญหาการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงเดือนดังกล่าว ทำให้ข้อมูลเศรษฐกิจทุกตัวอยู่ในภาวะชะลอ ยกเว้นภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวเป็นบวก และเสถียรภาพเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยในส่วนตัวเลขที่ชะลอนั้น คือ การบริโภค ตัวแปรที่สำคัญ คือ การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขยายตัวติดลบ 2.4% จากที่ขยายตัวติดลบในเดือนพ.ย. 2556 จำนวน 8.3% และ ขยายตัวเป็นบวกในเดือนธ.ค. ที่ 2.9% และ 2.7% ในเดือนม.ค. ถือว่า เป็นสัญญาณที่ไม่ดี
อย่างไรก็ดี การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคในประเทศนั้น ถือว่า ยังขยายตัวเป็นบวก แต่บวกในอัตราลดลง โดยในเดือนธ.ค. ขยายตัวที่ 9.9% จากนั้นเดือนม.ค. ติดลบ 8.8% และเดือนก.พ. บวกที่ 2.2% แต่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ไม่ดี เพราะปกติอัตราการขยายตัวจะต้องอยู่ในเลขสองหลัก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ หากการเมืองยังยืดเยื้อก็มีโอกาสที่การจัดเก็บภาษีดังกล่าวจะขยายตัวติดลบได้
ส่วนการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้านั้น ได้ขยายตัวติดลบมาต่อเนื่อง โดยตัวเลขเดือนธ.ค. ขยายตัวติดลบที่ 5% เดือนม.ค. ขยายตัวติดลบที่ 4.5% และ เดือนก.พ. ขยายตัวติดลบ 8.1% ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ จะทำให้การจัดเก็บรายได้ของกรมศุลกากรลดลงตามไปด้วย และ ที่สุดก็จะกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลให้ต่ำกว่าเป้าหมายได้ เพราะฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม ถือว่า เป็นฐานภาษีขนาดใหญ่ของรายได้รัฐบาล
ด้านตัวเลขการลงทุนนั้น มีความชัดเจนว่า คนไทยเองก็ไม่ลงทุนเพิ่ม คนต่างชาติเองก็ไม่กล้าลงทุนใหม่ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในไทยเดิมนั้น ก็ยังไม่มีแผนที่จะทิ้งการลงทุนจากไทย แต่การอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนใหม่ๆ ก็ยังไม่เกิดขึ้น เพราะคณะกรรมการบีโอไอยังไม่มี โดยมีตัวเลขที่รอส่งเสริมการลงทุนอยู่ถึง 5 แสนล้านบาท
เอชเอสบีซีหั่นจีดีพีไทยเหลือ 3%
ด้าน เอชเอสบีซี ธนาคารชั้นนำของโลกจากอังกฤษ ได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีลงเช่นเดียวกัน เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2557 จะโต 3% และปีหน้าโต 4% เทียบกับคาดการณ์ก่อนหน้าที่ 3.5% และ4.5% ตามลำดับ ซึ่งก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยโตล้าหลังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอันเป็นผลจากเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในปีที่ผ่านมา
ความต้องการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งฟื้นตัวดีขึ้นแล้วก่อนที่ความตึงเครียดทางการเมืองปะทุขึ้นในเดือนพ.ย. มีแนวโน้มที่จะอ่อนแอลง การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนรวมขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้ ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐยังคงเป็นประเด็นปัญหาที่ชะลอการเติบโตเศรษฐกิจ เนื่องจากการใช้จ่ายชะงักไปจากการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลและมีข้อจำกัดจากการมีสถานะเป็นรัฐบาลรักษาการ
ทั้งนี้ตัวเลขเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากดัชนีการบริโภคของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ยังคงออกมาไม่ค่อยดีในเดือนม.ค. และดัชนีการลงทุนภาคเอกชนลดลงเป็นเดือนที่ห้าติดต่อกัน ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยไม่สดใส ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคขณะนี้อยู่ในระดับต่ำที่สุดตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมในนครนิวยอร์ก ปี 2544 ขณะที่ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจอยู่ในระดับต่ำ สองปีติดต่อกันแล้ว
ผลลัพธ์ทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญ ในการฟื้นตัวของภาคธุรกิจ แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ยาก การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. ก็ยังคงไม่เสร็จเรียบร้อย และรักษาการนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขณะนี้ก็กำลังเผชิญกับข้อกล่าวหาการทุจริตในคดีที่เกี่ยวข้องกับโครงการจำนำข้าว
ธปท.ห่วงนำเข้าหดตัวแรง
นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ตัวเลขการนำเข้าเดือนก.พ. 2557 ที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศออกมาว่าติดลบ 16.6% นั่นถือว่าเป็นตัวเลขซึ่งต่ำกว่าที่ ธปท. ได้คาดการณ์เอาไว้ โดยสาเหตุที่การนำเข้าหดตัวลงค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะว่ามีการนำเข้าน้ำมันลดลง
“ก่อนหน้านี้เรามีการเร่งสำรองน้ำมันเพิ่มตามกฎหมาย ทำให้มีการนำเข้าน้ำมันเพิ่มในช่วงที่ผ่านมา แต่เดือนล่าสุดเข้าใจว่าการนำเข้าในส่วนนี้ลดลงค่อนข้างมาก ซึ่งอาจจะมาจากสาเหตุดังกล่าวก็ได้”นางรุ่งกล่าว
นอกจากนี้อีกสาเหตุที่ทำให้การนำเข้าลดลง เชื่อว่ามาจากการชะลอลงทุนของภาคธุรกิจ หลังจากไม่มั่นใจในภาพรวมเศรษฐกิจที่เริ่มได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง เพราะเท่าที่ตามดูตัวเลขการนำเข้าที่ลดลง ส่วนใหญ่เป็นการลดลงในส่วนของสินค้าทุนเป็นหลัก ซึ่งตรงนี้อาจส่งผลต่อการลงทุนที่ชะลอลงในอนาคตได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตามเชื่อว่า การส่งออกที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น น่าจะเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้การลงทุนภาคเอกชนเริ่มฟื้นกลับมาได้บ้าง โดยเฉพาะการลงทุนที่ผลิตเพื่อการส่งออก
“เรายังมองว่า การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น เพราะเครื่องชี้ต่างๆ ทำให้ดูว่าการส่งออกมีแนวโน้มดีขึ้น ก็น่าจะช่วยให้การลงทุนในส่วนนี้กลับมาได้บ้าง แต่ภาพการลงทุนที่ยังเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในประเทศ อาจจะชะลอออกไปก่อน” นางรุ่ง กล่าว
ส่วนตัวเลขการส่งออกเดือนก.พ. ที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขการเติบโตที่ 2.4% นั้น ถือว่าเป็นไปตามที่ ธปท. ได้คาดการณ์ไว้แล้ว โดย ธปท. มองว่าตัวเลขการส่งออกเฉลี่ยทั้งปีในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 4.5% ซึ่งช่วงครึ่งปีแรกการเติบโตอาจยังไม่ดีนัก แต่จะเริ่มดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีความชัดเจนขึ้น







