แบงก์รับแนวโน้มหนี้เสียยังเพิ่มขึ้น แบงก์กรุงเทพระบุเอ็นพีแอลเพิ่ม 3-4 พันล้านบาท หนี้จัดชั้นพุ่ง 3 หมื่นลบ. โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและลูกค้าบุคคล
นายสุวรรณ แทนสถิตย์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ในขณะนี้เริ่มเห็นแนวโน้มที่ภาคธุรกิจชะงักงันจากผลกระทบของสถานการณ์ทางการเมืองรวมถึงภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลง เห็นได้จากลูกหนี้ที่ค้างชำระตั้งแต่ 1 เดือนแต่ไม่เกิน 3 เดือน (Special Mention) ของธนาคารในช่วงต้นปีที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท จากก่อนหน้านี้อยู่ที่ 1-2 หมื่นล้านบาท ขณะที่หนี้ที่ค้างชำระเกิน 3 เดือน หรือจัดชั้นเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น 3-4 พันล้านบาท ทำให้เอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.3% จากฐานสินเชื่อรวมของธนาคารมีอยู่ 1.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4 หมื่นล้านบาท โดยในช่วงที่เหลือของปีนี้เอ็นพีแอลยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นได้อีกโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย (เอสเอ็มอี) ที่ได้รับผลกระทบกระจายไปทุกธุรกิจ ดังนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องแก้ไขปัญหาให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ทั้งนี้เอ็นพีแอลของธนาคารกรุงเทพสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2556 อยู่ที่ 42,653 ล้านบาท คิดเป็น 2.18% ของสินเชื่อรวม
"ผู้ประกอบการบางรายอาจได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 แล้วยังไม่ฟื้น หรือบางรายก็เพิ่งฟื้นแต่ยังไม่เต็มที่ ขณะที่สถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นเป็นปัจจัยซ้ำเติมผู้ประกอบการบางรายที่อาจไม่แข็งแกร่งพอเกิดปัญหาติดขัดเร็วขึ้น แต่ก็ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง แต่ยอมรับว่าผู้ประกอบการบางรายเริ่มมีสัญญาณอ่อนแอให้เห็น เหมือนคนเป็นไข้ไม่สบาย แต่ไม่ต้องถึงขั้นเข้าห้องไอซียู เพียงแต่ต้องใช้ยารักษา ใครแข็งแรงก็อยู่ได้ ใครอ่อนแอก็อาจไม่รอด แม้ปัญหาการเมืองจะไม่ใช่ปัจจัยหลักปัจจัยเดียวที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจ แต่ถ้าเป็นปล่อยให้บรรยากาศเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ แนวโน้มเศรษฐกิจก็ตกลง ความสามารถของภาคธุรกิจก็ต่ำไปด้วย ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน เพื่อให้ไทยปรับตัวและใช้ประโยชน์ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวขึ้น ขอเพียงแต่ไทยอย่าทำตัวเอง ก็เชื่อว่าภาคธุรกิจจะยังแข็งแกร่งได้”นายสุวรรณ กล่าว
นายสุวรรณ กล่าวอีกว่า ในส่วนของธนาคารเตรียมมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเอสเอ็มอีที่มีปัญหาหากเกิดกรณีจำเป็น โดยเบื้องต้นเตรียมวงเงินปล่อยสินเชื่อสำหรับลูกค้าที่มีปัญหาสภาพคล่องรายละไม่เกิน 20 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ซึ่งแต่ละรายอาจได้รับพิจารณาวงเงินสินเชื่อไม่เต็มเพดาน แตกต่างกันไปความเสี่ยงของลูกค้าที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี นอกเหนือจากการยกเว้นดอกเบี้ย และการยืดระยะเวลาชำระ ที่ทางธนาคารเฝ้าติดตามดูแลและให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าอย่างใกล้ชิด
ทางด้านนายศรัณย์ทร ชุติมา รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจพิเศษ ธนาคารไทยพาณิชย์กล่าวว่า แนวโน้มเอ็นพีแอลในสถานการณ์ปัจจุบันยังมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และคงเป็นเรื่องยากที่จะปรับลดลง โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากลูกหนี้ในทุกกลุุ่ม โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจอุปโภคบริโภคและลูกค้าบุคคล รวมถึงธุรกิจเอสเอ็มอีที่ยังมีความน่าเป็นห่วง ส่วนธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองจะเป็นลูกค้าในกรุงเทพมากกว่าส่วนลูกค้าที่อยู่ในต่างจังหวัดยังไปได้ดี ขณะที่หนี้เสียจากลูกค้าขนาดใหญ่ยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนมากนัก
"ส่วนลูกนี้ที่อยู่ในกลุ่มกล่าวถึงพิเศษหรือ(SM) ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ไม่ได้เป็นตัวสะท้อนเอ็นพีแอลในอนาคตมากนัก เพราะเปรียบเหมือนคนที่เพิ่งไอ หากกินยาทันก็จะไม่เป็นไข้ ซึ่งลูกหนี้ที่ต้องจับตาพิเศษในขณะนี้ก็เพิ่มขึ้น แม้ไม่ถึงกับกระโจนเพิ่มขึ้น แต่ก็เพิ่มขึ้นตามภาวะ หากปล่อยไว้ก็อาจกลายเป็นเอ็นพีแอลได้ ส่วนแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปียังตอบได้ยากเพราะคงต้องขึ้นกับสถานการณ์ ซึ่งก็ยังน่าเป็นห่วง ในขณะนี้ธนาคารพยายามประคองลูกหนี้ให้ได้มากที่สุด"
ทั้งนี้เอ็นพีแอลของธนาคารไทยพาณิชย์ สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2556 อยู่ที่ 38,232 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.06% ของสินเชื่อรวม
ก่อนหน้านี้นายเวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาเริ่มเห็นเอ็นพีแอลจากลูกค้าในกลุ่มเอสเอ็มอีขนาดย่อมที่มีวงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท หรือ SSME ปรับเพิ่มขึ้น 2.3% เป็น 2.6 % แล้วขณะที่ลูกหนี้ที่ค้างชำระเกิน 30 วันแต่ไม่ถึง 90 วันเริ่มมีมากขึ้นและอาจทำให้หนี้เสียเพิ่มขึ้นได้อีก โดยลูกค้าเริ่มประสบปัญหาเช็คเด้ง ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่ากังวล เพราะผู้ประกอบการมีปัญหาสภาพคล่องทั้งนี้หากลูกหนี้ค้างชำระเกิน 2 เดือนธนาคารจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปคุยเพื่อให้ความช่วยเหลือและดูแลความเสี่ยงให้ทัน ทั้งการขยายระยะเวลาตั๋วพีเอ็น รวมถึงการให้สินเชื่อระยะยาว ตลอดจนยืดระยะเวลาชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้น






