วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลงทุนใหม่ภาครัฐปี58'ชะงัก'

สำนักงบประมาณ คาดทำงบปี2558 ล่าช้าอย่างน้อย5เดือน ตั้ง "3สมมติฐาน" ตามกรอบเวลา ขึ้นอยู่กับผลเลือกตั้งใหม่ ช้าสุดเดือนก.พ.ปีหน้า

สำนักงบประมาณกางปฏิทินจัดทำงบประมาณปี 2558 ใหม่ หลังจากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 เดือน ยังไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ โดยตั้งสมมติฐานการจัดทำงบประมาณขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งครั้งใหม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และรัฐบาล แต่งบประมาณปี 2558 จะล่าช้ากว่ากำหนดเดิมอย่างน้อย 5 เดือน

นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 จะล่าช้าจากกำหนดเดิมออกไปประมาณ 5 เดือน จากปกติที่จะต้องแล้วเสร็จก่อนวันที่ 30 ก.ย. 2557 เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมือง และขณะนี้เป็นรัฐบาลรักษาการไม่สามารถดำเนินการได้

สำนักงบประมาณ ได้ทำความเข้าใจกับหน่วยงานราชการต่างๆ ให้เตรียมจัดทำคำของบประมาณใน 3 ส่วน เพื่อเตรียมความพร้อมรอรัฐบาลใหม่ คือ 1.รายจ่ายประจำขั้นต่ำ 2.รายจ่ายภารกิจพื้นฐาน และ 3.รายจ่ายผูกพันข้ามปีงบประมาณ

"ทั้ง 3 ส่วน ถือเป็นสัดส่วนประมาณ 70% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ขณะที่อีก 30% ของงบประมาณรายจ่ายฯซึ่งอยู่ในส่วนรายจ่ายยุทธศาสตร์ตามการดำเนินนโยบายของรัฐบาลใหม่ หน่วยงานราชการต่างๆ จะต้องรอการแถลงนโยบายของรัฐบาลใหม่ก่อน จึงจะจัดทำคำของบประมาณในส่วนนี้ได้"

ก่อนหน้านี้ สำนักงบประมาณ คาดว่างบประมาณปี 2558 จะอยู่ที่ 2.7 ล้านล้านบาท โดยจะขาดดุลประมาณ 5 แสนล้านบาท

ตั้ง3สมมติฐานอิงผลเลือกตั้ง

ทั้งนี้ สำนักงบประมาณได้จัดทำร่างปฏิทินงบประมาณประจำปี 2558 เบื้องต้นเพื่อส่งให้หน่วยงานราชการต่างๆ เตรียมความพร้อมในการจัดทำงบประมาณ 2558 โดยมี 3 สมมติฐานตามการคาดการณ์ว่าการเลือกตั้งแล้วเสร็จจนนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลได้

สมมติฐานที่ 1 การเลือกตั้งจะแล้วเสร็จในวันที่ 27 เม.ย. 2557 กรอบเวลาในการจัดทำงบประมาณ ได้แก่ การกำหนดวงเงิน การจัดทำยุทธศาสตร์ การจัดทำคำของบประมาณ เพื่อจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2558 จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 26 มิ.ย. - 9 ก.ย. 2557 และขั้นตอนการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ระหว่างวันที่ 17 ก.ย. - 22 ธ.ค. 2557 และจะสามารถนำ พ.ร.บ.งบประมาณ 2558 ขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ในวันที่ 29 ธ.ค. 2557

สมมติฐานที่ 2 การเลือกตั้งจะแล้วเสร็จในวันที่ 4 พ.ค. 2557 กรอบเวลาในการจัดทำงบประมาณได้แก่การกำหนดวงเงิน การจัดทำยุทธศาสตร์ การจัดทำคำของบประมาณ เพื่อจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2558 จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 3 ก.ค. - 16 ก.ย. 2557 และขั้นตอนการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาระหว่างวันที่ 24 ก.ย. - 29 ธ.ค. 2557 และจะสามารถนำ พ.ร.บ.งบประมาณ 2558 ขึ้นทูลเกล้าฯได้ในวันที่ 5 ม.ค. 2558

สมมติฐานที่ 3 การเลือกตั้งจะแล้วเสร็จในวันที่ 31 พ.ค. 2557 กรอบเวลาในการจัดทำงบประมาณได้แก่การกำหนดวงเงิน การจัดทำยุทธศาสตร์ การจัดทำคำของบประมาณ เพื่อจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2558 จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 31 ก.ค. - 14 ต.ค. 2557 และขั้นตอนการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาระหว่างวันที่ 20 ต.ค. 2557 - 2 ก.พ. 2558 และจะสามารถนำ พ.ร.บ.งบประมาณ 2558 ขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ในวันที่ 9 ก.พ. 2558

ยันไม่มีปัญหาชัตดาวน์เหมือนสหรัฐ

นายสมศักดิ์ กล่าวด้วยว่าเมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณ 2557 ในวันที่ 30 ก.ย. 2557 และเริ่มปีงบประมาณใหม่ตามกฎหมายกำหนดว่าในกรณีที่ยังไม่สามารถใช้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายในปีต่อไปได้ ให้ใช้งบประมาณไปพลางก่อน

ในช่วงแรกของปีงบประมาณ 2558 จะใช้กรอบงบประมาณรายจ่ายของปี 2557 ไปพลางก่อน โดยความสามารถในการใช้งบประมาณไปพลางก่อนได้ประมาณ 6 เดือน หรือ นับจากวันเริ่มต้นปีงบประมาณ 2558 ในวันที่ 1 ต.ค. ก็จะสามารถใช้ได้ถึงวันที่ 31 มี.ค. 2558 โดยมีวงเงิน 50% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือคิดเป็นวงเงินประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท

ในกรณีที่การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไปอีกการขยายวงเงินรายจ่ายไปพลางก่อนก็สามารถทำได้ตามความจำเป็น แต่ต้องไม่เกิน 100% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีในปีที่ผ่านมา

“หากยังไม่สามารถจัดทำรายจ่ายงบประมาณ 2558 ได้ก็สามารถเบิกจ่ายจากรายการงบประมาณเบิกจ่ายไปพลางก่อนได้ ทำให้รายจ่ายประจำอย่างเงินเดือนข้าราชการจะไม่มีได้รับผลกระทบ เนื่องจากอยู่ในรายการรายจ่ายประจำขั้นต่ำอยู่แล้ว ดังนั้นมั่นใจว่าในประเทศไทยจะไม่เกิดปัญหาการชัตดาวน์หน่วยงานราชการเหมือนกับสหรัฐ” นายสมศักดิ์ กล่าว

พร้อมโยกโครงการ2ล้านล้านใช้งบปกติ

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณ 2558 ซึ่งบางหน่วยงานอาจจะรวมโครงการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งบางโครงการเข้ามาอยู่ในคำของบประมาณเนื่องจากไม่สามารถลงทุนตาม พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทได้แล้ว

"เรื่องนี้ยังไม่ได้หารือในรายละเอียดกับกระทรวงคมนาคม แต่บางหน่วยงานก็สามารถทำคำของบประมาณในส่วนนี้มาในคำขอใช้งบประมาณในส่วนรายจ่ายภารกิจพื้นฐาน แต่อะไรที่เป็นนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ก็ต้องรอแนวทางนโยบายจากรัฐบาลใหม่"

ก่อนหน้านี้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ระบุจะมีการหารือกับกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ เพื่อโอนโครงการลงทุนตามร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน มาใช้ในงบประมาณปกติ โดยจะตัดโครงการรถไฟความเร็วสูงออกไป

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมที่จะต้องเข้ามาอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี อาจกระทบกับเป้าหมายการจัดทำงบประมาณสมดุล แต่ขณะนี้สำนักงบประมาณยังคงเป้าหมายในการปรับลดการขาดดุลงบประมาณลงเรื่อยๆ เนื่องจากมองว่าการขาดดุลงบประมาณต่อไปเรื่อยๆ แม้จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีในระยะแรก แต่อาจเกิดปัญหาตามมา เช่น ปัญหาเงินเฟ้อได้

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2558 ตั้งเป้าว่าจะขาดดุลงบประมาณเหลือ 2 แสนล้านบาท ขณะที่ ปีงบประมาณ 2559 ตั้งเป้าจะลดการขาดดุลงบประมาณเหลือ 1 แสนล้านบาท ก่อนจะเข้าสู่ภาวะงบประมาณสมดุลในปีงบประมาณ 2560

แนะกู้เงินตามพ.ร.บ.หนี้-ดึงเอกชนลงทุน

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ต้องดูนโยบายรัฐบาลใหม่ด้วยว่าให้น้ำหนักการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากหรือไม่ โดยหากต้องการใช้งบประมาณในการลงทุนก็มีความเป็นไปได้ที่จะต้องมีการขาดดุลงบประมาณเพิ่ม อย่างไรก็ตาม อาจมีวิธีอื่นเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแทนการลงทุนโดยใช้การตั้งงบประมาณขาดดุลอย่างเดียว เช่น การกู้เงินโดยให้กระทรวงการคลังค้ำประกันตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ หรืออาจใช้วิธีการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) ซึ่งก็สามารถใช้ได้หลายวิธี

ทั้งนี้ต้องหารือกับหลายๆ ฝ่าย เช่น สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคมนาคม รวมทั้งฝ่ายกฎหมายว่าคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญนั้นตีความโดยเคร่งครัดมากเพียงใดเกี่ยวกับการลงทุนในโครงการเหล่านี้จะต้องใช้การลงทุนโดยใช้งบประมาณเพียงอย่างเดียวหรือไม่

“การขาดดุลงบประมาณของไทยสามารถขึ้นไปได้ถึง 5 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งการจากดุลงบประมาณในระดับนี้ก็ไม่กระทบต่อหนี้สาธารณะ แต่เราก็จะพยายามที่จะไม่ได้การขาดดุลงบประมาณขึ้นไปถึงเพดานที่กำหนดไว้ เพราะหากในการบริหารรายได้ไม่เข้าเป้าก็จะมีปัญหาตามมา ซึ่งมองว่าการขาดดุลไม่ควรเกิน 15% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือถ้าคิดว่าตั้งเป้าลดการขาดดุลฯ เหลือ 2 แสนล้านแต่เมื่อต้องลงทุนก็อาจขาดดุลเพิ่มอีกหนึ่งเท่าก็คือประมาณ 4 แสนล้านบาท ก็น่าจะเพียงพอ”

คาดไม่มีลงทุนใหม่ภาครัฐในปี 2558

นายสมศักดิ์ ยอมรับว่าเงินงบประมาณรายจ่ายของภาครัฐที่จะลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจในปี 2558 อาจจะไม่มากนัก เนื่องจากเป็นไปได้ที่จะไม่มีโครงการลงทุนใหม่ของรัฐ โดยเม็ดเงินที่จะลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจจะมีเฉพาะงบลงทุนที่มีการผูกพันงบประมาณไว้แล้วเหมือนกับที่กันจากปี 2557 ไปดำเนินการในปี 2558

ขณะนี้เศรษฐกิจที่ยังเดินหน้าได้ส่วนหนึ่งคือในปี 2556 มีการกันงบประมาณมาลงทุนในปี 2557 เป็นวงเงิน ประมาณ 1.2 - 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้มีการเบิกจ่ายไปแล้วประมาณ 1 แสนล้านบาทเศษ โดยใน 2557 ก็จะมีโครงการลงทุนของรัฐบางโครงการที่ทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างไม่ทันและต้องไปดำเนินการในปีงบประมาณ 2558 อีกประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ส่วนหนึ่ง เนื่องจากในปีงบประมาณ 2558 อาจไม่มีการลงทุนโครงการใหม่ของภาครัฐ

เหลืองบกลาง4.7หมื่นล้านใช้ได้ถึงสิ้นปี 2557

สำหรับงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นปี 2557 ขณะนี้เหลือประมาณ 4.7 หมื่นล้านบาทเศษ ซึ่งไม่รวมกับเงินที่กระทรวงการคลังนำไปใช้ค้ำประกันเงินทดรองราชการ จากกรมบัญชีกลางเพื่อนำไปจ่ายหนี้ให้กับชาวนาจำนวน 2 หมื่นล้านบาท

"เชื่อว่าเงินงบกลางที่เหลืออีก 4.7 หมื่นล้านบาท จะสามารถรองรับได้ถึงสิ้นปีงบประมาณ 2557 ถ้าไม่เกิดภัยธรรมชาติใหญ่ อย่าง เช่น สึนามิ น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ ซึ่งในกรณีที่เกิดภัยธรรมชาติรุนแรงที่จะต้องใช้งบกลางฯ เป็นจำนวนมาก ก็อาจสามารถไปใช้ระเบียบเงินทดรองราชการเพื่อผู้ประสบภัยได้ ซึ่งเป็นอีกวิธีการหนึ่งตามวิธีการงบประมาณ ซึ่งต้องดูสถานการณ์ตามความเหมาะสม"