คลัง เดินหน้าระดมเงินผ่านตลาดตราสารหนี้กว่าแสนล้านบาท ช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย.นี้ เชื่อไม่ซ้ำรอยพันธบัตร ธ.ก.ส. เหตุนักลงทุนเข้าใจ
จับตา!คลังเดินหน้าระดมเงินผ่านตลาดตราสารหนี้กว่าแสนล้านบาท ช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย. นี้ ทั้งในรูปพันธบัตรเพื่อยืดหนี้ 5 รัฐวิสาหกิจ รวม 2 หมื่นล้านบาท และออกบอนด์ออมทรัพย์ 5 หมื่นล้านบาท ไถ่ถอนบอนด์ออมทรัพย์เดิมที่ครบชำระหนี้ รวมถึงออกพีเอ็นและตั๋วเงินคลัง ที่จะเปิดประมูลสัปดาห์ละ 1.5-2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามแผนก่อหนี้สาธารณะ มั่นใจนักลงทุนตอบรับดี โดยเฉพาะช่วงดอกเบี้ยขาลง เชื่อไม่ซ้ำรอยพันธบัตร ธ.ก.ส. เหตุนักลงทุนเข้าใจ
นายสุวิชญ โรจนวานิช ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนเม.ย. ถึง เดือนมิ.ย. นี้ จะมีรัฐวิสาหกิจจำนวน 5 แห่ง ที่จะระดมเงินทุนด้วยการออกพันธบัตร เพื่อนำเงินที่ได้มายืดหนี้เดิม (Roll Over) ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในจำนวนนี้ มีเพียง ร.ฟ.ท. และ ขสมก.ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าวให้
“มีการประชุมเพื่อบริหารจัดการการออกตราสารหนี้ของรัฐวิสาหกิจ โดยสรุปว่า ช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย. นี้ มีแนวโน้มว่า 5 รัฐวิสาหกิจดังกล่าว จะระดมเงิน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมา Roll Over หนี้เดิม ซึ่งจำนวนเงินอาจเปลี่ยนแปลงตามความสามารถในการชำระหนี้ของแต่ละแห่ง” นายสุวิชญ กล่าว
นอกจากนี้ สบน. ยังมีแผนที่จะออกพันธบัตรออมทรัพย์วงเงิน ไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมา Roll Over พันธบัตรออมทรัพย์ ที่ครบกำหนดชำระวงเงิน 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งวงเงินที่เหลืออาจใช้วิธีการชำระหนี้ทั้งหมด และช่วงไตรมาส 3 ของปีงบประมาณ หรือนับตั้งแต่เดือนเม.ย. นี้ สบน.มีแผนจะระดมเงินจำนวนหลายแสนล้านบาท โดยการออกตราสารในหลากหลายรูปแบบและหลายอายุ ได้แก่ การออกตั๋วเงินคลัง การออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (พีเอ็น) พันธบัตรระยะสั้นอายุ 3-5 ปี และพันธบัตรระยะยาวนานถึง 50 ปี เป็นต้น
“แม้ว่าการระดมเงินทุนเพื่อใช้ในโครงการจำนำข้าว จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่สบน. ยังมีแผนที่จะออกตราสารหนี้ต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นไปตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะปีนี้ โดยส่วนของการออกตั๋วเงินคลังนั้น แผนของเรา คือ ตลอดระยะเวลา 3 เดือนนั้น เราจะออกทุกสัปดาห์ๆ ละ 1.5-2 หมื่นล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้ตลาดตราสารหนี้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น” นายสุวิชญ กล่าว
เขากล่าวด้วยว่า การที่รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งมีแผนจะระดมเงิน ไม่ว่ากระทรวงการคลังจะค้ำประกันหรือไม่ก็ตาม เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดเองก็ยังมีความต้องการที่จะลงทุน เพื่อหาผลตอบแทนที่ดีกว่า โดยเฉพาะในยามที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำ ความต้องการในการลงทุนในตราสารของรัฐบาล หรือตราสารของรัฐวิสาหกิจก็ยังคงมี โดยเฉพาะสถาบันที่มีเงินเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่น ประกันสังคม หรือ ประกันชีวิต เป็นต้น
ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประชุมที่ผ่านมาได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 2.00% ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 3 ปี 3 เดือน ทำให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากลงตาม ขณะที่สำนักวิจัยหลายแห่งประเมินว่า กนง. อาจจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยภายในกลางปีนี้อีก 0.25% ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.75%
“เมื่อเราบอกรายละเอียดเกี่ยวกับแผนในการระดมเงินแก่นักลงทุน เขาก็เข้าใจได้ ถ้าเราไม่ออกตราสารเลย ก็จะมีปัญหาเหมือนกัน เพราะนักลงทุน เขาก็ไม่มีแหล่งที่จะไปลงทุน โดยเฉพาะในยามที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเราก็จะได้ประโยชน์ เพราะเป็นช่วงดอกเบี้ยขาลง ทำให้ต้นทุนเราถูกลงด้วย” นายสุวิชญ กล่าว
แผนยืดหนี้รสก.ป่วนแบงก์เมินให้กู้
ขณะที่ แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การยืดอายุหนี้ (Rollover Debt) ของรัฐวิสาหกิจหลายแห่งที่กู้มาตั้งแต่ปี 2551-2552 และครบกำหนดปีนี้ อาทิ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้ เนื่องจากไม่มีสถาบันการเงินให้ความสนใจเข้ามาปล่อยกู้กับกระทรวงการคลัง หลังจากรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ในช่วงรักษาการ ทำให้ไม่มีอำนาจในการกู้เงินหรือสร้างภาระต่อรัฐบาลชุดใหม่ เพราะเกรงว่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 181 (3) นอกจากนี้ยังเกิดความไม่มั่นใจต่อรัฐบาลว่าจะสามารถชำระหนี้ได้หรือไม่ หลังจากมีปัญหาติดหนี้ค่าข้าวในโครงการรับจำนำแก่ชาวนามากกว่า 1 แสนล้านบาท และหาแหล่งเงินกู้ไม่ได้ แม้จะเปิดประมูลเงินกู้ แต่ก็ไม่มีสถาบันการเงินเข้ามาร่วมประมูล
ขณะเดียวกัน สบน. ก็ยังไม่มีการหารือในเรื่องการออกพันธบัตรออมทรัพย์ (Saving Bond) ที่มีแผนที่จะระดมเงินลงทุน วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก หลังจากเมื่อเดือนก่อนหน้านี้เคยเปิดประมูลแล้ว แต่มีสถาบันการเงินมาเข้าร่วมน้อยมาก รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่เสนอก็ไม่น่าสนใจและสูงเกินไป นอกจากนั้นเมื่อรัฐบาลตัดสินใจใช้งบกลาง รายการสำรองจ่าย 2 หมื่นล้านบาทมาจ่ายให้แก่ชาวนาที่มีใบประทวนเข้าโครงการรับจำนำข้าวช่วงเดือนต.ค.-พ.ย. 2556 ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2556
นอกจากนั้น การออกตั๋วพีเอ็นของ ธ.ก.ส. วงเงิน 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเดิม ธ.ก.ส.จะทยอยออกตั๋วครั้งละ 2 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ยกว่า 3% แต่เนื่องจากมีปัญหาติดขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญในประเด็นการค้ำประกันของกระทรวงการคลัง
"ตอนนี้ สบน. ไม่คุยเรื่องการกู้เงินจากการออกบอนด์ออมทรัพย์ วงเงิน 2 หมื่นล้านบาทเลย ส่วนตั๋วพีเอ็นของ ธ.ก.ส. อีก 8 หมื่นล้านบาท ที่เคยเตรียมการไว้ว่าจะออกมาระดมเงินเพื่อจ่ายหนี้ชาวนาก็ต้องหยุดไว้ก่อน หลังจากอาจจะมีปัญหาข้อกฎหมายในประเด็นที่กระทรวงการคลังต้องค้ำประกันตั๋วพีเอ็น รวมทั้งประเด็นที่สถาบันการเงินอาจไม่สนใจเข้ามาซื้อ เพราะไม่เชื่อมั่นรัฐบาลรักษาการว่าสามารถกู้เงินได้หรือไม่"
ด้านแหล่งข่าวจาก ธ.ก.ส. กล่าวว่า ได้มีการหารือถึงการเตรียมมาตรการเยียวยาชาวนา ที่ไม่สามารถนำข้าวนาปรังปี 2556/2557 ที่จะออกในช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย. นี้ จำนวน 10.2 ล้านตัน เข้าโครงการรับจำนำได้อีก หลังจากรัฐบาลรักษาการสั่งยุติโครงการ แค่ข้าวนาปี ซึ่งจะส่งผลไปถึงการประมูลข้าวน้อยลง เพราะโรงสีจะหันไปซื้อข้าวโดยตรงจากชาวนาที่ราคาถูกกว่า และยังได้ข้าวใหม่ที่ไม่มีปัญหาเสื่อมคุณภาพอีกด้วย ทำให้คาดว่าชาวนาอาจจะต้องยอมขายข้าวให้แก่โรงสีในราคาที่ขาดทุน อย่างไรก็ตาม เบื้องต้น ธ.ก.ส.จะมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าในประเด็นที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้อยู่บ้างแล้ว อาทิ เช่น การขยายเวลาชำระหนี้ หรือ ชะลอคิดดอกเบี้ยชั่วคราว และปรับโครงสร้างหนี้
"ตอนนี้ เจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส.เริ่มคุยกันบ้างแล้วว่า ข้าวนาปรังที่จะออกมาช่วงหลังสงกรานต์ กว่า 10 ล้านตัน จะทำยังไง เพราะว่าโครงการรับจำนำไม่มีแล้ว ชาวนาอาจต้องยอมขายข้าวราคาต่ำให้แก่โรงสี ที่มีอำนาจต่อรองมากขึ้น ขณะที่ชาวนาไม่มีทางเลือกอื่นเลย" แหล่งข่าวระบุ







