ตลาดหลักทรัพย์ฯชี้เลื่อนเลือกตั้ง ทำให้สถานการณ์ในประเทศชัดเจนขึ้น เผยต่างชาติซื้อสุทธิเป็นเดือนแรก 5 พันล้านบาท
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เอเซียพลัส กล่าวว่า มีแนวโน้มว่าหลังจากนี้หน่ายงานงานวิจัยต่างๆ จะมีการปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลง หลังการศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมาเป็นโมฆะ ทำให้ความคาดหวังว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกต้องล่าช้าออกไป กระทบกับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจากหน่วยงานภาครัฐ
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ผ่านมาเป็นเพียงการออกกฎหมายชั่วคราว หากไม่มีการออกประกาศ เพื่อต่ออายุ หรือ แก้ไขกฎหมาย อัตราภาษีที่ระดับ 20% ที่จะครบกำหนดในสิ้นปี 2557 และไม่แน่ใจว่ารัฐบาลชั่วคราวจะสามารถดำเนินการในเรื่องนี้ได้หรือไม่ ซึ่งอาจจะทำให้ต้องกลับไปใช้อัตราภาษี 30% เหมือนในอดีต หากเป็นเช่นนั้นจะกระทบกับบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่กำไรสุทธิจะน้อยลง อัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พีอี) ก็จะเพิ่มขึ้น หุ้นไทยก็จะแพงขึ้นตามไปด้วย
ขณะนี้นักลงทุนยังไม่ได้รับรู้ว่ามีความเสี่ยงในเรื่องนี้อยู่ เพราะมองว่ายังมีเวลาในการดำเนินการ เนื่องจากว่าที่มาตรการนี้จะหมดอายุเป็นช่วงสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตามผลกระทบต่อ บจ.ค่อนข้างแรง หากดูจากฐานกำไรสุทธิของบจ.ในปี 2556 ที่ผ่านมาอยู่ที่ระดับ 7.7 แสนล้านบาท หากกลับไปใช้ภาษีในอัตรา 30% กำไรสุทธิจะเหลือเพียง 6.7 แสนล้านบาทแทน นักลงทุนจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน”
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.2557 เป็นโมฆะ มีส่วนทำให้ภาพสถานการณ์ในประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น จากช่วงก่อนหน้านี้ที่ยังมีความคลุมเครืออยู่ หลังจากนี้ก็ชัดเจนว่าจะต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้ได้รัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยเร็ว ขณะที่ การลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศนั้น เดือนมี.ค.เป็นเดือนแรกที่นักลงทุนซื้อสุทธิในระดับ 5 พันล้านบาท
“สำหรับประเด็นการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 20% ที่จะหมดอายุลงในสิ้นปีนี้นั้น เป็นเรื่องของกรมสรรพากรที่ต้องพิจารณา อย่างไรก็ตามปัจจุบันนักลงทุนก็ยังรับรู้ว่ายังใช้ในอัตรานี้อยู่ ยังไม่ได้รับรู้เป็นอย่างอื่น”
สำหรับภาวะตลาดหุ้นไทยที่ปรับลดลงวานนี้ (24 มี.ค.) เป็นผลมาจากความกังวลสถานการณ์การเมืองในประเทศเป็นหลัก เพราะดัชนีปรับสวนทางกับตลาดหุ้นในต่างประเทศที่ส่วนใหญ่ ปรับเพิ่มขึ้น โดยกังวลว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่อาจจะกินเวลานานกว่าที่คิด ทำให้กระทบกับเศรษฐกิจ
จากการสำรวจผลการดำเนินงานย้อนหลังช่วง 5 ปี (ณ วันที่ 21 มี.ค.) พบว่า กองหุ้นที่มีผลงานดีสุด 5 อันดับแรก ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยมากกว่าปีละ 30% ต่อปี โดยกองทุนหุ้นที่มีผลงานดีสุด 5 อันดับแรก ช่วง 5 ปี ได้แก่ อันดับ1 กองทุนเปิด อเบอร์ดีนสมอลแค็พ (ABSM) ให้ผลตอบแทน 34.63% ต่อปี อันดับ 2 กองทุนเปิด บรรษัทภิบาล หุ้นระยะยาว (CG-LTF)ให้ผลตอบแทน 33.44% ต่อปี กองทุนเปิด แวลูพลัส ปันผล หุ้นระยะยาว (VALUE-D LTF) ให้ผลตอบแทน 32.58% ต่อปี กองทุนเปิดร่วมพัฒนาสอง (RPF2) ให้ผลตอบแทน 32.28% ต่อปี และกองทุนเปิด วรรณเอเอ็มเซ็ท 50 (1AMSET50) ให้ผลตอบแทน 32.20% ต่อปี
นายฉัตรพี ตันติแฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.กรุงศรี เปิดเผยว่า การลงทุนระยะยาวในหุ้นเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนอื่น ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่เปิดตลาดมาผ่านวิกฤติมามากมายก็ยังให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 12% ต่อปี ระยะยาวในที่นี้ควรจะมีมุมมอง 3-5 ปี ขึ้นไป หากดูผลตอบแทนของกองทุนหุ้นไทยเองในระยะยาวช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา ก็ยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี เพื่อลงทุนเพราะคงไม่มีกองทุนไหนกองทุนหนึ่งจะเป็นอันดับ1 ได้ตลอดเวลา แต่การเลือกกองหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอในระยะยาว จะช่วยให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนในหุ้นได้อย่างที่ควรจะเป็น ในปีที่ตลาดแย่ผลตอบแทนกองทุนหุ้นอาจจะไม่ดีแต่ก็ยังดีกว่าตลาด และในปีที่ตลาดดีผลตอบแทนของกองทุนหุ้นก็ดีกว่าตลาด ภาพระยะยาวในลักษณะนี้จะเป็นประโยชน์กับนักลงทุนมากกว่า
"โดยเฉพาะในกลุ่มกองทุนประหยัดภาษีเองแนะนำให้นักลงทุนที่มีสิทธิใช้ประโยชน์ทุกคนควรเข้ามาใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ นอกจากนี้จะเห็นว่าในช่วงที่ผ่านมาที่นักลงทุนต่างชาติขายแต่ก็มีกลุ่มนักลงทุนสถาบันเข้ามาซื้อช่วยพยุงให้ตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้นไม่ผันผวนมากจนเกินไป"








