บล.ฟิลลิป แนะลดน้ำหนักหุ้นไทย หันลุยนอกเชียร์ "ยุโรป-ญี่ปุ่น" น่าสนใจสุด ด้านบลจ.กรุงศรี ชูหุ้นยุโรปน่าสนใจ หลังเศรษฐกิจพลิกฟื้น
นายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์กองทุนรวม บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ให้ความเห็นเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นของนักลงทุน โดยแนะนำให้ลดน้ำหนักของหุ้นไทยลง และกระจายการลงทุนไปในตลาดหุ้นพัฒนาแล้วเพิ่มมากขึ้นในปีนี้ โดยเฉพาะตลาดหุ้นยุโรปที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัว อัตราการว่างงานยังสูง และกำไรบริษัทยังไม่สะท้อนภาพการฟื้นตัวออกมา อีกตลาดที่น่าสนใจรองมา คือ ญี่ปุ่น จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่พยายามทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าจะส่งผลดีต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่นโดยรวม
ขณะที่สหรัฐเองตลาดปรับตัวขึ้นมามากพอสมควรแล้วและน่าจะตอบรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไปมากแล้วในระยะสั้นอาจจะมีความน่าสนใจน้อยลงไป ส่วนตลาดหุ้นไทยเองในปีนี้จากภาพเศรษฐกิจที่ยังดูไม่ดีจากผลกระทบจากปัจจัยการเมืองอาจจะทำให้ตลาดหุ้นไทยยังไปต่อได้ยาก คงต้องรอดูว่าการเมืองจะจบอย่างไร และจะมีการลงทุนภาครัฐกลับเข้ามาได้เมื่อไร ตรงนั้นน่าจะเป็นจุดบวกที่จะทำให้ตลาดหุ้นไทยเดินหน้าต่อไปได้
“ตลาดหุ้นไทยในระยะยาวยังดูดี เพียงแต่ต้องรอการเมืองให้จบ และมีรัฐบาลมานำในเรื่องของการลงทุนต่างๆ ให้ชัดเจนซึ่งคงต้องรอดูต่อไป แต่ในระยะสั้นผลกระทบจากปัญหาการเมืองเองอาจทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวมากกว่าคาดในปีนี้อาจจะโตไม่ถึง 3.0% และนั่นมีความเป็นไปได้ค่อนข้างมากที่อาจจะเห็นธนาคารแห่งประเทศไทย อาจจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย หรืออาร์พี 1 วัน ลงอีก หากตัวเลขเศรษฐกิจยังออกมาไม่ดีต่อเนื่องเช่นกัน”
สำหรับตลาดหุ้นจีน เขากล่าวว่าในระยะสั้นภาพยังคงดูไม่ดีนัก หลังรัฐบาลจีนออกมายอมรับว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ อาจจะต่ำกว่าระดับที่คาดการณ์ไว้ 7.5% ก็เป็นไปได้
"ปัจจุบันตลาดหุ้นจีนได้รับรู้ข่าวร้ายต่างๆ ไปมากแล้ว ล่าสุดก็มีบริษัทต่างๆ ในจีนมีการผิดนัดชำระหนี้มากขึ้นโดยเฉพาะบริษัทเดินเรือ ก่อสร้างและเหล็ก ที่ก่อนหน้านี้ถูกมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลควบคุมไว้จนทำให้ต้องปรับลดขนาดธุรกิจลงจากการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนและเป็นกลุ่มธุรกิจแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจนขาดทุนจนส่งผลต่อเนื่องให้ไม่มีเงินมาจ่ายหนี้ที่กู้ยืมมาได้"
ในส่วนของแบงก์เองรัฐบาลจีนก็ยังคงควบคุมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งที่ตลาดหวังจะเห็นจากนี้ของตลาดหุ้นจีนคือข่าวดีมากกว่า แต่ในเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจเชื่อว่ารัฐบาลคงไม่มีนโยบายอะไรออกมาเพิ่มเติม เพราะปัจจุบันเน้นไปในเรื่องของการปรับสมดุลของโครงสร้างทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งจริงๆ ถือเป็นข่าวดีของจีนในมุมมองระยะยาว แต่ไม่ใช่ในระยะสั้นแต่ประการใด
“สำหรับนักลงทุนที่มีการลงทุนในกองหุ้นจีนอยู่แล้วและมีเงินเย็นจริงๆ ที่มองการลงทุนระยะยาว 3 ปี ขึ้นไป ก็แนะนำให้ทยอยเข้าลงทุนได้ แต่ถ้าไม่ได้มีมุมมองระยะยาวขนาดนั้นและสนใจจะลงทุนในจีนจริงๆ ก็แนะนำให้หันไปมองตลาดหุ้นอื่นแทนก่อน โดยเฉพาะหุ้นในตลาดพัฒนาแล้ว เพื่อรอสัญญาณการฟื้นตัวของจีนอีกครั้งก่อนเข้าลงทุนก็ได้”
ด้านนายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ. กรุงศรี เปิดเผยว่า เศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มที่ดี โดยเริ่มกลับมาเติบโตเป็นบวกตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2556 และในปีนี้ประเมินว่าเศรษฐกิจจะโตเป็นบวกประมาณ 1% และ 1.4% ในปี 2558 จากที่ติดลบ 0.4% ในปี 2556 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเองชอบทิศทางที่ชัดเจนและทิศทางของเศรษฐกิจยุโรปกำลังเป็นการฟื้นตัวจากลบมาเป็นบวก ผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนจะมีนัยสำคัญมาก และในปีที่ผ่านมาเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่ตลาดพัฒนานั้นไหลเข้าญี่ปุ่นมากสุดและปัจจุบันเงินลงทุนที่ไหลเข้ายุโรปที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนมิ.ย.2556 มีขนาดใกล้เคียงกับเงินที่ไหลเข้าหุ้นญี่ปุ่นแล้ว ในขณะที่ไหลเข้าสหรัฐเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“เชื่อว่าปี 2557 นี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังคงให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกติดต่อกันได้เป็นปีที่ 3 ต่อเนื่องหลังจากขึ้นมาแล้ว 2 ปี ในปีก่อนตลาดหุ้นยุโรปให้ผลตอบแทนประมาณ 20% และในปีนี้คาดว่าจะให้ผลตอบแทนประมาณ 11-13%”
นายประภาส ยังกล่าวอีกว่า ในแง่ของมูลค่าตลาดหุ้นยุโรปเองยังถูกเมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาอื่นอย่างสหรัฐหรือญี่ปุ่น โดยมีสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ประมาณ 13.5 เท่า มีสัดส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และราคายังต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนวิกฤติประมาณ 30% โดยในปีนี้กำไรบริษัทจดทะเบียนคาดว่าจะโตประมาณ 13% และมีอัตราจ่ายเงินปันผล 3.6% ในด้านเศรษฐกิจเองยุโรปก็มีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นเช่นกัน โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของกลุ่มประเทศยูโรโซนบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจยูโรโซนจะฟื้นตัวในอัตราที่สูงขึ้น นอกจากนี้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมูดี้ส์และเอสแอนด์พี ต่างทยอยปรับอันดับความน่าเชื่อถือของกลุ่มประเทศที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวที่ดีขึ้น
ปัจจุบันบริษัทมี “กองทุนเปิดกรุงศรียุโรปอิควิตี้ (KF-EUROPE)” ซึ่งลงทุนในกองทุน “Alliance Europe Equity Growth Fund” ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นคุณภาพดีในยุโรป โดยหุ้น 10 อันดับแรกมีน้ำหนักในพอร์ตประมาณ 34.72% แต่มีสัดส่วนของรายได้จากตลาดเกิดใหม่ประมาณ 41.8% เพราะบริษัทเหล่านี้ล้วนเป็นบริษัทข้ามชาติชั้นนำที่รู้จักทั่วโลก
“หุ้นที่กองทุนหลักเลือกลงทุนนั้นจะเน้นหุ้นที่มีการเติบโตจากภายในที่มาจากกำไรและกระแสเงินสดของกิจการเป็นหลักซึ่งจะเป็นการเติบโตในระยะยาว และไม่ชอบหุ้นที่เติบโตเป็นวัฏจักร กองทุนหลักจึงสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนในระยะยาว และกองทุนหลักเน้นถือหุ้นเพื่อลงทุนในระยะ 3 - 5 ปี ขึ้นไป นักลงทุนที่สนใจจึงควรจะมีมุมมองการลงทุนในระยะยาวด้วยเช่นกัน”








