รูปร่างหน้าตาถอดแบบมาจากพ่อ-แม่แล้ว'กฤต นามเกิด'ทายาทคนโต'อาภาสิริกรุ๊ป'อาณาจักรอสังหาฯ 4 พันล้าน นครศรีฯยังไม่แตกแถวแนวคิดแท้'ลูกไม้ใต้ต้น
ชื่อของ “อาภาสิริ” อาจดูใหม่ในสนามอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ แต่สำหรับภาคใต้ โดยเฉพาะฐานที่มั่นในจังหวัดนครศรีธรรมราช “อาภาสิริ” เป็นที่รู้จักดีในฐานะอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่า 4 พันล้าน ของตระกูล “นามเกิด” ธุรกิจปศุสัตว์รายใหญ่ที่ป้อนตลาดภาคใต้ มาตั้งแต่ปี 2525 ก่อนจะแตกแขนงมาจับธุรกิจอสังหาฯในปี 2547 ณ วันนี้สยายปีกงดงามทั้งในจังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสำคัญภาคใต้ จาก 16 โครงการในมือ และยังคงขยายการลงทุนต่อเนื่อง รวมถึงโครงการล่าสุด “เวียเซเว่น บาย อาภาสิริ” (VIIA7 by Apasiri ) กรุงเทพฯ
ธุรกิจหลายพันล้านที่เต็มไปด้วยความท้าทาย วันนี้อยู่ในมือของ “กฤต นามเกิด” ทายาทคนโตวัย 25 ปี กรรมการบริหาร “อาภาสิริกรุ๊ป” ที่จบปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัย เซ็นทรัล ควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย
เขายอมรับว่า ไม่เคยสัมผัสธุรกิจครอบครัวเลยตั้งแต่เด็ก แต่ได้รับอิทธิพลอย่างมาก จากการเลี้ยงดูของผู้เป็นแม่ “อาภา นามเกิด” หญิงแกร่งที่ขับเคลื่อนธุรกิจปศุสัตว์ “บริษัท พีเอส คอนแทรค ฟาร์มมิ่ง จำกัด” (เดิมชื่อ ภาคใต้ค้าสัตว์) ให้กลายเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์รายใหญ่ของภาคใต้ มีมูลค่าหลายพันล้านบาท
“คุณแม่ท่านคอยสร้างเหตุการณ์ให้ผมคิด”
กฤต บอกวิธีการเลี้ยงดูที่ “ลึกซึ้ง” ของผู้เป็นแม่ เช่น เวลาไปเที่ยวแล้วเจอของขายอยู่ แม่ก็จะถามว่า “อยากได้ไหม ?” ซึ่งเมื่อไรที่เขาตอบว่าอยากได้ ท่านก็จะซื้อให้ จนเวลาผ่านไปเมื่อของชิ้นนั้นไม่ถูกเขาให้ความสนใจอีก ท่านก็จะกลับมาสอนว่า..
“เวลาอยากได้อะไร ต้องคิด ต้องทบทวน ว่าเราจะได้ใช้ประโยชน์จากมันจริงๆ หรือไม่ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องคิดก่อนทุกครั้ง”
หลังจากธุรกิจปศุสัตว์เข้าสู่ยุควิกฤติ กิจการที่เคยรุ่งเรืองถูกพิษไข้หวัดนกเล่นงานจน “เจ๊งไม่เป็นท่า” วันนั้นเองที่ผู้เป็นแม่ซึ่งทำแต่งานวันละไม่ต่ำกว่า 18-20 ชั่วโมง กลับมามีเวลาให้ลูกชายมากขึ้น แม้แต่วันที่ไปร่ำเรียนที่เมืองนอก ก็สไกซ์คุยกันทุกวัน เวลากลับมาเมืองไทย แม่จะคอยตัดข่าวธุรกิจที่น่าสนใจใส่แฟ้มเพื่อให้เขาเอากลับไปอ่านที่เมืองนอก แม่จึงเป็นทั้งแรงบันดาลใจ และผู้มีอิทธิพลต่อชีวิตของเขา
“คุณแม่ท่านถามว่า ธุรกิจที่ท่านทำจะเอาไหม ถ้าไม่เอาคุณแม่จะขาย แล้วมาแบ่งสมบัติกัน แต่ละคนก็ไปทำในสิ่งที่ตัวเองสนใจ แต่ผมบอกว่า ‘ผมจะทำ’ กลายเป็นว่า คำว่าจะทำในวันนั้น เป็นแรงขับในชีวิตผม รวมถึงการเลือกเรียนด้วย”
จากเด็กที่เก่งวิทยาศาสตร์ และชอบมากๆ กับการสอน เขาตัดสินใจเบนเข็มเลือกเรียน “บริหารธุรกิจ” เพื่อรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว ตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับแม่
การไปศึกษายังไม่เพียงให้ความรู้ในวิชาธุรกิจ แต่เขาได้ประสบการณ์เต็มๆ จากการทำธุรกิจตัวเองที่เมืองนอก
“ผมไม่ใช่คนที่ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย แต่สนใจสินค้าชิ้นใหญ่ๆ อย่าง อยากอยู่ห้องพักดีๆ มีเฟอร์นิเจอร์ดีๆ ซึ่งลำพังเงินที่คุณแม่ให้มา ผมใช้ชีวิตอย่างนั้นไม่ได้ หรือแม้แต่จะทำงานเหมือนนักศึกษาทั่วไปก็คงไม่พอ ผมเลยมองหาธุรกิจที่น่าสนใจทำ”
ตอนที่คิดเรื่องนี้ กฤต มีอายุเพียง 18 ปี เขาเห็นโอกาสจาก “ธุรกิจห้องเช่า” ในออสเตรเลีย ดินแดนที่มีผู้คนแวะเวียนไปไม่ขาด แม้แต่กลุ่มนักศึกษาก็เป็นโอกาสของเขา จึงเริ่มเขียนแผนธุรกิจ เพื่อเสนอนักลงทุนให้มาลงเงินกับธุรกิจนี้ ซึ่งนั่นก็คือ คุณแม่ของเขา
“ตอนนั้นคิดอย่างเดียว ทำอย่างไรจะให้คุณแม่ท่านยอมลงทุนด้วย ซึ่งถ้าท่านไม่เห็นภาพ ผมคงขอเงินมาทำอะไรไม่ได้ ก็เลยต้องเขียนแผนธุรกิจ..สุดท้ายท่านก็ยอมลงทุนด้วย”
แต่อายุแค่ 18 ปี กฎหมายออสเตรเลียไม่อนุญาตให้ทำธุรกิจได้ เขาเลยต้องไปชวนเพื่อนรุ่นพี่คนไทย มาร่วมหุ้นด้วย สุดท้ายธุรกิจห้องเช่าก็ถือกำเนิดขึ้น และขยายไปจนมีมากกว่า 15 ยูนิต สร้างรายได้กว่าแสนบาทต่อสัปดาห์
ดูหอมหวาน แต่ธุรกิจแรกในชีวิต ก็ให้บทเรียนที่สำคัญแก่เขา ไม่ใช่แค่การเรียนรู้งานในธุรกิจให้เช่า แต่คือปัญหาความขัดแย้งทางความคิดกับ “หุ้นส่วน” ที่นำมาซึ่งการตัดสินใจขายกิจการทิ้ง นำเงินติดกระเป๋ากลับไทยหลักแสนบาท
ในเวลาเพียง 3 ปี เขาจึงได้ทั้งปริญญาสาขาธุรกิจ และปริญญาชีวิตที่นับว่า “คุ้มค่ามากๆ”
การกลับมาดูธุรกิจครอบครัว ตาม “คำมั่นสัญญา” กฤต ได้พิสูจน์ตัวเองในงานหลายด้าน โดยเริ่มเข้าไปในธุรกิจ “ปศุสัตว์” แน่นอนว่าไม่ง่าย เพราะเขาไม่เคยรู้ หรือแม้แต่คลุกคลีกับมันมาก่อน อาศัยแค่ เรียนรู้จากผู้ใหญ่ในองค์กร ค่อยๆ ศึกษาและพิสูจน์ตนเอง แต่ก็ทำผลงานได้ไม่ขี้เหร่ เช่น การดูแลฝ่ายจัดซื้อโรงฟักลูกไก่ที่หัวหิน ธุรกิจใหม่ของครอบครัว และสามารถต่อรองราคาสินค้าได้เกือบ 50% จนสามารถสร้างโรงงานที่มีต้นทุนถูกลงถึงเกือบครึ่ง ตลอดจนการพัฒนาฝ่ายบุคคลให้มีระบบมากขึ้น จนลดเทิร์นโอเวอร์พนักงานให้ต่ำลง รวมถึงพัฒนาฝ่ายไอที มาช่วยให้การทำธุรกิจยุคใหม่ ที่สะดวกและง่ายขึ้น
จนวันที่ครอบครัว ขยายมาสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เขาก็ได้เข้ามาดูแลอย่างเต็มตัว ภายใต้อาณาจักร “อาภาสิริกรุ๊ป” ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์ทั้ง โครงการบ้าน อาคารพาณิชย์ และบริษัทรับสร้างบ้าน
นับเป็นครั้งแรกที่ครอบครัวปล่อยมือให้เขาพิสูจน์ตัวเองอย่างเต็มที่ ท่ามกลาง “งานหนัก” และโจทย์สารพัดที่รุมเร้า
“ช่วงนั้นธุรกิจปศุสัตว์ ไม่ดี คุณแม่ท่านก็ไปแก้ปัญหาตรงนั้น แล้วเงินหมุนก็มาลงที่อสังหาฯ กลายเป็นว่าตรงนี้ท่านโยนให้ผมดูแล และจะพลาดไม่ได้ด้วย” เขาบอกความท้าทาย
ที่มาของการเรียนรู้ ลองผิดลองถูก กล้าเผชิญหน้ากับทุกปัญหาที่โถมซัดใส่ และการถูกเล่นงานจากศัตรูทางธุรกิจ นับเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็ทำให้เขา “แข็งแกร่ง” ขึ้นมากในเวทีนี้
จนวันที่ “อาภาสิริ” พร้อมแล้วที่จะสยายปีกสู่สนามสุดร้อน กรุงเทพฯ กับคอนโดมิเนียมย่านบางนา “เวียเซเว่น บาย อาภาสิริ” ความหรูหราแบบสังคมชั้นสูง แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ “The Great Gatsby” ที่ไม่ทิ้งจุดยืนอาภาสิริ ที่เขาบอกว่า การออกแบบต้อง “ไม่เห่ย” มีหน้าตาที่โดดเด่นให้คนพูดถึง ไปอีกหลายสิบปี
“อย่างน้อยๆ ขายไม่ได้ แต่ก็ต้องให้คนพูดถึง”
ก่อนจะย้ำว่าลูกค้าต้องรู้สึก “ภูมิใจ” ที่ได้เลือกแบรนด์ของพวกเขา โดยเฉพาะแนวคิดที่ว่า “ความสุขของลูกค้า” สำคัญกว่า “กำไรสูงสุด”
“เราไม่จำเป็นต้องเอาเยอะ แต่เราต้องให้ลูกค้าเยอะกว่าคนอื่น”
เส้นทางของอาณาจักรอาภาสิริกรุ๊ป ไม่ได้หยุดเพียงแค่เมืองหลวง แต่การเดินทางของพวกเขา วิ่งจากปลายด้ามขวาน พร้อมงอกงามในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ อย่างโครงการใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวที่ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดเชียงใหม่ รอให้ทุกคนได้ติดตามความสำเร็จของพวกเขา
ชีวิตได้รับอิทธิพลค่อนข้างมากจากคนเป็นแม่ บ่มเพาะให้ผู้บริหารหนุ่มเติบโตและแข็งแกร่งในสายธุรกิจนี้ บางคนอาจว่า ความคิดรุ่นเก่า “ใช้ไม่ได้” แต่สำหรับเขากลับเชื่อว่า ธุรกิจจะสำเร็จได้ ถ้าเรียนรู้จากคนรุ่นเก่า
“ผมเชื่อว่าแนวทางของคนรุ่นเก่า พิจารณาดีๆ มันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และถ้าเราตั้งใจทำตาม เราก็จะประสบความสำเร็จได้ จากการเรียนรู้จากคนรุ่นเก่า”





