จำนำข้าว โครงการประชานิยม โดยมีรัฐบาลเป็นเจ้ามือใหญ่ กวาดข้าวเข้าสต็อก แบบ Monopoly สวนทางตลาดเสรี เดินมาถึงฉากสุดท้าย สะระตะได้ไม่คุ้มเสีย
โครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลมีเป้าหมายเข้ามาแทรกแซงตลาด โดยหวังจะเป็นผู้ "กำหนดราคาข้าวโลก" เริ่มขึ้นตั้งแต่ตุลาคม 2554 กำหนดราคารับจำนำข้าวเอาใจชาวนาที่ราคาข้าวขาวตันละ 15,000 บาท จนเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นมากมาย สรุปสุดท้าย “ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่" อันดับต้นๆ ของโลกอย่างไทย ก็ใช่ว่าจะกำหนดราคาข้าวโลกได้
หนำซ้ำโครงการนี้ยังถูกระบุว่าเป็น "อภิมหาคอร์รัปชัน"
มาดูผลลัพธ์ร้ายๆ จากโครงการนี้
-ไทยเสียแชมป์ผู้ส่งออกข้าวที่ครองมากว่า 30 ปี
-ราคาข้าวดำดิ่งไม่เป็นท่า
-สต๊อกข้าวกองมหึมา ในจำนวนนี้เป็นข้าวเน่า หมดสภาพ
-รัฐขาดทุนจากโครงการนี้ "หลายแสนล้านบาท"
-รัฐค้างจ่ายค่าข้าวชาวนากว่า "แสนล้านบาท"
-ผู้ค้าข้าวทั้งระบบ ต้องเจ็บตัวระนาว จากการซื้อแพง ขายถูก และขายไม่ได้
สุดทางของโครงการนี้ จึงเป็น "ทางตัน"
แล้วจะไปยังไงต่อ...
"วิชัย ศรีประเสริฐ" นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไรซ์แลนด์อินเตอร์เนชั่นแนล ในฐานะนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ให้ข้อมูลว่า 2 ปีของการดำเนินนโยบายจำนำข้าว (ปี 2555-2556) ด้วยการตั้งราคารับจำนำไว้สูงลิ่ว เดินเข้าสู่ระบบ "ผูกขาด" เมื่อชาวนาแห่นำข้าวมาเข้าโครงการ ส่งผลให้สต็อกข้าวมีปริมาณมหึมา
ประเมินคร่าวๆ น่าจะอยู่ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านตัน
สต็อกข้าวปริมาณสูงจึงเป็นภาระให้รัฐบาลต้องปวดหัวกับการบริหารจัดการ ซึ่งผู้ส่งออกข้าวฟันธงเลยว่า..
"ลำพังรัฐเพียงรัฐบริหารจัดการไม่ไหว เพราะรัฐไม่ใช่พ่อค้าที่มีตลาด ผู้ซื้อข้าวอยู่ในมือ"
ผลที่ตามมาคือ ไทยเสียแชมป์ส่งออกข้าว 2 ปีซ้อน โดยปีแรกของการเริ่มโครงการรับจำนำ (2555) ปริมาณส่งออกข้าวลดลงเหลือ 6.95 ล้านตัน จากปีก่อน (2554) ที่ส่งออกข้าวได้สูงถึง 10. 67 ล้านตัน หายไปประมาณ 35%
ปีที่ 2 (2556) ไทยมีปริมาณการส่งออกข้าวลดลงเหลือ 6.97 ล้านตัน ตัวเลขหายไป ราว 5-6% เมื่อเทียบกับปี 2555
ขณะที่ผู้ส่งออกข้าวที่มาแรงแซงไทยคือ อินเดีย และเวียดนาม
ปัญหาที่รัฐบาลต้องเผชิญ คือการวิ่งหาทาง "ระบายสต็อกข้าว" เพื่อนำเงินมาจ่ายให้กับชาวนา เป็นเงินสูงกว่า "แสนล้านบาท" ซึ่งเป็น "วัวพันหลัก" ที่กระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการจำนำข้าว ดังนั้นวงเงินผลกระทบ ย่อมมากกว่าระดับแสนล้าน
สงคราม "ดัมพ์ราคา" แข่งไทย
วิชัย ยังบอกว่า สต็อกข้าวมากมาย สวนทางกับราคาข้าวในตลาดโลกที่ไม่คงที่ และมีแนวโน้มว่าราคาข้าวโลกจะดิ่งลงเรื่อยๆ ท่ามกลางผลทางจิตวิทยาจาก "คู่ค้า" ที่กดดันตลาดหนัก เพราะรู้ว่าดีว่าไทยกำลังเผชิญกับสต็อกข้าวสะสมไม่ต่ำกว่า 20 ล้านตัน (คิดเป็นปริมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณส่งออกข้าวรวมทั้งโลกที่ 40 ล้านตัน)
จึงต้อง "บีบ" "บีบ" และ "บีบ"
ขณะเดียวกัน ไทยยังมีคู่แข่งอย่างเวียดนามที่ขายข้าวปีละประมาณ 7-8 ล้านตัน อินเดียไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตัน และปากีสถาน ยังไม่รวม สหรัฐ บังคลาเทศ รวมถึงพม่า
รวมทุกประเทศผู้ส่งออกข้าว คาดว่าจะมีปริมาณส่งออกในตลาดรวมกว่า 40 ล้านตัน โดยเฉพาะอินเดีย และเวียดนามที่มีผลผลิตและส่งออก "ติดท็อป 3" ของโลกไล่เลี่ยกับไทย แถมยังแข่งในตลาดเดียวกับไทย
แบบ "ช้างชนช้าง"
อินเดีย แข่งขันกับไทยในตลาดข้าวนึ่ง
ส่วน เวียดนาม แข่งขันกับไทยในตลาดข้าวขาว
ยกตัวอย่างหากไทยขายราคาข้าวตันละ 400 ดอลลาร์สหรัฐ เวียดนามก็ต้องขายถูกกว่าไทยตันละ 20-30 ดอลลาร์สหรัฐ
“มีข่าวครึกโครมเกี่ยวกับการขายข้าวของไทย ผู้ซื้อก็เห็นแล้วว่ากระทรวงพาณิชย์พยายามประกาศขายข้าวให้ได้เดือนละ 1 ล้านตัน เพื่อนำเงินมาจ่ายให้กับชาวนา เกมเลยเดินไปสู่การทำสงครามดัมพ์ราคาแข่งขัน เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยินยอมสูญเสียตลาด โดยเฉพาะเวียดนามที่ยอมขายขาดทุนดีกว่าแบกสต็อกและต้นทุนเก็บไว้ เพราะดอกเบี้ยจ่ายเขาสูง”
ทว่า ในการเร่งระบายข้าว กลับไม่ได้ทำให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการขายข้าว "วิชัย" ระบุเช่นนั้น
เห็นได้จากการประมูลข้าวที่ผ่านมา รัฐบาลยังร่างเงื่อนไขการเปิดประมูลข้าว (TOR) แบบปิด ไม่เปิดกว้างให้ผู้ส่งออกข้าวจำนวนมากเข้าร่วม ส่วนใหญ่จึงเป็นหน้าเดิมที่เคยค้าขายกับรัฐบาลอยู่แล้ว เพราะทุกคนติดข้อจำกัด TOR ที่สร้างเงื่อนไขซื้อยกล็อตทั้งคลังเก็บข้าว แบบเลือกคุณภาพข้าวไม่ได้ จึงสุ่มเสี่ยงเจอคุณภาพข้าวไม่ดี ข้าวเก่าค้างสต็อก
“การขายข้าวไม่ใช่ง่ายๆ อยากขายก็ขายได้เลย วงการค้าข้าวในต่างประเทศต้องมีความเข้าใจ และใช้สายสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับคู่ค้า ไม่ใช่อยู่ๆ จะประกาศขายในปริมาณมาก จะค่อนข้างลำบาก ยิ่งในสภาวะที่ข้าวจากคู่แข่งมีสต็อกล้นทั่วโลก"
ไทยจะระบายข้าวเดือนละ 1 ล้านตันได้ ก็ต่อเมื่อ ฤดูกาลปลูกข้าวผิดปกติ หรือ มีภัยธรรมชาติ เท่านั้น "วิชัย" สำทับ
ส่วนการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) อย่างมากที่สุด จีนก็นำเข้าได้ตามโควตาภายใต้เงื่อนไของค์การการค้าโลก(WTO) ปีละ 5 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวเมล็ดสั้นและเมล็ดยาว อย่างละ 2.5 ล้านตัน
อย่างมากไทยก็ส่งออกข้าวเมล็ดยาวไปจีนได้สูงสุดปีละ 2 ล้านตัน จีนจึงเป็นตลาดที่ไทยใช้ระบายข้าวได้บางส่วน
อย่าคาดหวังจากจีน !!
“โมโนโพลี่” รัฐกลัดกระดุมผิดเม็ด
"ชูเกียรติ โอภาสวงศ์" กรรมการผู้จัดการบริษัท ฮ่วยชวนค้าข้าว จำกัด ในฐานะนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย มองว่า วิธีคิดของรัฐที่ทำตัวเป็น "เจ้ามือใหญ่" ด้วยการใช้วิธี “ผูกขาด หรือ Monopoly” ตลาดข้าว โดยตั้งราคาขายสูงกว่าตลาดถึง 50% ราคาตลาด 10,000 บาทต่อตัน แต่ตั้งราคารับจำนำ 15,000 บาทต่อตัน ถือเป็นวิธีคิดที่บิดเบี้ยวมาตั้งแต่ต้น
“รัฐบาลต้องการให้ข้าวทุกเมล็ดเข้าสู่โครงการรับจำนำ แทนการวิ่งเข้าสู่ตลาดปกติ เอกชนก็ไม่มีใครกล้าซื้อข้าวแข่งรัฐ เพราะในราคาตันละ 15,000 บาทต้องส่งออกในราคา (FOB) สูงถึง ตันละ 800 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 24,000 บาท) ซึ่งผู้ส่งออกไม่สามารถตั้งราคาส่งออกได้สูงขนาดนั้น ข้าวขาวไทยได้ราคาสูงสุดเพียง 620 ดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นราคาก่อนที่โครงการรับจำนำจะเริ่ม"
รัฐบาลใช้วิธีกวาดสต็อกข้าวเข้ามาเก็บไว้ในคลังปริมาณมากๆ เพื่อหวังจะกำหนดราคาขายเอง แต่เมื่อถึงเวลาประกาศว่าจะระบายข้าวผ่านกลไกรัฐต่อรัฐ (G to G) เพียงวิธีการเดียว หรือขายให้ "บริษัทเครือข่ายรัฐ" จะมีการเปิดประมูลบ้างแต่ก็เพียงไม่กี่หมื่นตัน
“รัฐเคยพูดเสมอในช่วงที่มีสต็อกข้าวเข้ามาในช่วงเริ่มต้นโครงการรับจำนำประมาณ 5 ล้านตันว่า จะขายผ่านวิธี G to G ทางเดียว ที่มีประมาณ 7-8 ล้านตัน แต่ไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดว่า ขายราคาเท่าไหร่ และปริมาณเท่าไหร่กันแน่ ทำให้ตรวจสอบรายละเอียดไม่ได้ แต่ความเป็นจริงคือการทยอยเวียนขายกันในประเทศ ไม่งั้นผู้ส่งออกรายอื่นจะมีข้าวส่งออกได้อย่างไร เพราะไม่ได้ซื้อจากรัฐ”
การจูงใจด้านราคาทำให้ข้าวเกือบทั้งตลาดวิ่งเข้ามาสู่มือของรัฐ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมามีข้าวสารราว 34-35 ล้านตัน (คำนวณจากประมาณการข้าวเปลือก 60 ล้านตัน) รัฐบาลขายข้าวไปแล้ว 13-14 ล้านตัน นำเงินที่ได้จากการขายข้าวมาคืนคลังไปแล้ว 1.4 แสนล้านบาท หรือคำนวณปริมาณขายได้ข้าวได้ในราคาเพียงกิโลกรัมละ 10 บาท
แต่ราคารับซื้อของรัฐคำนวณได้ในต้นทุนกิโลกรัมละ 24 บาท เท่ากับว่ารัฐยอมขายขาดทุนกว่าครึ่ง
บริหารจัดการแบบใช้ "เงินภาษีประชาชน" ไปอุ้ม
"ซื้อข้าวในราคาแพง ปล่อยขายข้าวในราคาถูก” แบบยอมขาดทุนถึงกิโลกรัมละ 14 บาท
ชูเกียรติ ยังมองว่า การรับจำนำข้าวในราคาสูง เป็นการทำลาย "ระบบค้าข้าวไทย" ให้เสียหายมหาศาล โดยปริมาณส่งออกที่ลดลงไปมากทำให้ไทยสูญเสียส่วนการตลาด และราคาข้าวของไทยก็ลดลงมาแทบจะเท่ากันกับเวียดนาม จากราคาที่เคยต่างกันเกือบ 100 ดอลลาร์สหรัฐ
ระบบผูกขาดของรัฐ ยังทำให้เกิดสต็อกข้าวในปริมาณสูง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ช่วงที่ปล่อยกลไกเสรี แทบไม่มีข้าวเหลืออยู่ในสต็อก
"เราไม่ใช่ไม่เห็นด้วยว่าไม่ควรมีการแทรกแซงราคาข้าว เพื่อช่วยเหลือชาวนา แต่รัฐบาลควรแทรกแซงในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ใช่แทรกแซงมากเกินไป จนกระทบต่อตลาดข้าวทั้งระบบ"
โครงการรับจำนำข้าวที่ข้าวส่วนใหญ่เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดรัฐ ยังเปิดช่องให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันมากมายมหาศาลในทุกกระบวนการ ตั้งแต่ ชาวนาแจ้งการถือกรรมสิทธิ์การปลูกข้าวสูงกว่าเกินกว่าปริมาณที่ปลูกได้จริง เพื่อนำสิทธิ์ไปขายต่อ
ขณะที่ขั้นตอนโรงสี ก็มีการ เล่นแร่ แปรธาตุ ในคลัง โรงสีมีหน้าที่รับจ้างสีข้าวส่งให้รัฐอย่างเดียว โดยมีเครือข่ายของรัฐเข้ามานำข้าวไปขายต่อให้กับผู้ส่งออก ตัดพ่อค้าคนกลาง หรือ วงจรหยงค้าข้าว
สุดท้ายขั้นตอนการระบายข้าว เป็นการระบายโดยพึ่ง "บริษัทเครือข่ายรัฐ" ให้เป็นผู้ซื้อข้าวจากรัฐบาลในราคาถูก แต่ขายต่อให้กับวงการผู้ส่งออกที่มีออเดอร์ในมือ สถานการณ์บีบบังคับให้หาซื้อข้าวไปส่งออก ผู้ส่งออกบางรายจึงจำเป็นต้องวิ่งมาซื้อข้าวจากบริษัทเครือข่ายรัฐรายนี้
“หากราคาตลาดขายอยู่ที่ก.ก.ละ 14 บาท เครือข่ายฯอาจจะขายอยู่ที่ 12-15 บาท ได้กำไรก.ก.ละ 2-3 บาท ตันละ 2,000-3,000 บาท"
อย่าถามว่าเครือข่ายรัฐคือบริษัทอะไร ชูเกียติเอ่ยชื่อบริษัทที่ฟังแล้วคุ้นหู
"ใครๆ ก็รู้" ชูเกียรติ บอก
ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็อ้างการระบายข้าวว่า มีสัญญาขายข้าว G to G กับรัฐบาลจีน ฟิลิปปินส์ ในช่วง ปี 2555 แต่แท้ที่จริงข้าวกลับเวียนขายให้กับผู้ส่งออก ตัวเลขการส่งออกไปจีนแท้จริงในปีนั้นเพียง 3 แสนตัน และG to G กับจีนที่แท้จริง จะต้องทำสัญญาผ่าน COFCO Corporation รัฐวิสาหกิจรายเดียวที่มีอำนาจนำเข้าข้าวได้ปีละ 5 ล้านตัน
ในวงการค้าข้าวรู้กันดีว่า ใครอยากได้ข้าวต้องไปหาพ่อค้าข้าวที่ชื่อ เสี่ย......คนนี้ ชูเกียรติ เอ่ยชื่อ
สังเกตได้ว่าผู้ส่งออกข้าวที่เข้าร่วมโครงการประมูลที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะเป็นหน้าเดิมๆ ที่เข้ามาประมูลและค้าขายกับโครงการรัฐอยู่เป็นประจำ ประกอบด้วย นครหลวงค้าข้าว เอเชียโกลเด้น ไรซ์ พงษ์ลาภ และข้าวไชยพร จะมีหน้าใหม่เข้ามาบ้าง เช่น เม่งต๋าย
รัฐชอบค้ากับผู้ส่งออกเหล่านี้ เพราะค้าขายได้ปริมาณมาก เพราะพวกเขาเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ และเป็นเครือข่ายคู่ค้าที่รู้จักกันมานาน จึงไว้ใจได้
“ผู้ส่งออกหน้าเดิมเหล่านี้ค้าขายกับรัฐมานาน จึงต้องเข้าร่วมประมูลและเข้ามาซื้อข้าว เพราะพวกเขาก็ต้องการรักษาฐานลูกค้า เพราะมีออเดอร์ในมือ และยังต้องรักษาธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ที่มีพนักงานหลายร้อยพันคน จึงหยุดส่งออกไม่ได้ ไม่มีทางเลือกต้องซื้อข้าวต่อจากเครือข่ายของรัฐบาล" เขาเล่า
เขายังบอกด้วยว่า บริษัทเครือข่ายรัฐที่มาซื้อข้าวจากรัฐบาล หากซื้อในปริมาณไม่ต่ำกว่า 27 ล้านตัน ในก.ก.ละ 10 บาท จะได้เงิน 2.7 แสนล้านบาท หากนำไปขายในราคาก.ก.ละ 15-20 บาท ก็เท่ากับว่าได้กำไร "หลายแสนล้านบาท" จากส่วนต่างของราคาซื้อกับราคาขาย เนื่องจากปริมาณข้าวมีจำนวนมาก
เขาบอกว่า ผู้ส่งออกข้าวเครือข่ายรัฐรายนี้มาแรงถึงกับมีสถิติส่งออกสูงขึ้นถึง 225 % ในปี 2555
การค้าข้าวยุคนี้ จึงเป็นยุครัฐบาลผูกขาด โดยใช้ "คอนเน็คชั่น" เป็นตัวนำในการระบายข้าว เข้ากระเป๋าใครก็ไม่รู้ อย่างผิดระบบ
ชูเกียรติ ยังระบุลงไปชัดๆ ว่า บริษัทเครือข่ายรัฐรายนี้ คือตัวการสำคัญที่ทุกราคาข้าวไทย เพราะไปขายตัดราคาในหลายประเทศที่เปิดประมูล ได้เปรียบผู้ส่งออก เพราะขายข้าวได้ในราคาต่ำ เช่น ในมาเลเซียเปิดประมูลขายข้าวผู้ส่งออกทั่วไปให้ราคาตันละ 420 ดอลลาร์ต่อตัน แต่บริษัทเครือข่ายรัฐรายนี้ ทุบราคาขายเหลือตันละ 380 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างนี้ใครจะไปสู้ได้
เจียเม้งจำต้อง "เดินตามเกมรัฐ"
"วัลลภ มานะธัญญา" ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย ข้าวหอมมะลิตรา “หงษ์ทอง” ผู้นำตลาดข้าวหอมมะลิในประเทศ และส่งออกในต่างประเทศ ยอมรับว่า การค้าข้าวในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หาข้าวเข้ามาแปรสภาพเพื่อบรรจุข้าวถุงจำหน่ายและส่งออกยากมาก เพราะข้าววิ่งเข้าโครงการของรัฐบาลเกือบหมด ซัพพลายเออร์เจ้าเดิมๆ ที่เคยส่งข้าวให้กับเขา ก็ไม่มีข้าวส่งให้กับแบรนด์หงษ์ทอง
ทว่า กลุ่มธุรกิจบางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง มีซัพพลายเออร์หน้าใหม่เข้ามาเสนอขาย ที่มีข้าวในมือ ซึ่งคนในวงการรู้กันดีว่าเป็นใคร แม้จะรู้ว่าเป็นข้าวจากบริษัทในเครือรัฐ แต่เราก็ไม่มีทางเลือกก็ต้องเข้าไปซื้อ แต่ขอต่อรองราคาบนเงื่อนไขเลือกคุณภาพข้าวได้
“ข้าวไปอยู่ในโครงการรัฐเราก็ต้องซื้อ และยอมซื้อในราคาตลาด โดยข้าวหอมมะลิกิโลกรัมละ 30 บาท แต่ยังดีที่เราเลือกคุณภาพข้าวได้ เขาก็ให้เราเลือก ซึ่งไม่ใช่ง่ายๆ เพราะต้องไปคัดเลือกกลับตรวจสอบตามมาตรฐานของเรา หากไม่ได้มาตรฐานก็ส่งคืนได้"
วัลลภ ยังเล่าสภาพธุรกิจท่ามกลางโครงการรับจำนำว่า พอเอาตัวรอดได้ “ไม่เจ็บตัว แต่ก็ไม่ร่ำรวยเติบโตอย่างสูง” รายได้ปี 2557 เพิ่มขึ้นมาไม่มาก อยู่ที่ 5,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนรายได้อยู่ที่ 5,600 ล้านบาท ผลมาจากการแบรนด์ที่ติดตลาด ทำให้เอาตัวรอดมาได้
“เรารักษาลูกค้าไว้ได้ทุกตลาด แม้จะซื้อข้าวจากบริษัทเครือข่ายรัฐ เพราะเราคัดข้าวและนำมาปรับปรุงคุณภาพข้าวให้ได้มาตรฐาน ขายได้ในราคาสูงถึงตันละ 1,100-1,200 ดอลลาร์สหรัฐ ยังสามารถรักษาฐานลูกค้าประจำได้ อย่างจีน ฮ่องกง และอื่นๆ เพราะจับตลาดกลุ่มข้าวพรีเมี่ยม"
วัลลภ บอกว่า เขายังโชคดีกว่าผู้ส่งออกรายอื่นอยู่มาก เมื่อเทียบกับผู้ส่งออกที่ไม่มีแบรนด์ขายแบบเทกอง (Bulk) เป็นกระสอบหลายรายยอดส่งออกและรายได้ร่วงหนักไปกว่า 40-50%
-----------------------------------
ข้าวไทยหลุดโคจร "ข้าวพรีเมี่ยม"
"เจริญ เหล่าธรรมทัศน์" นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และประธานกรรมการบริษัท อุทัยโปรดิวส์ จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกข้าว มองว่า สต็อกข้าวไทยที่ล้นประเทศ เพราะไทยไม่ใช่ผู้ขายเจ้าเดียวในตลาดโลก ดังนั้นต่อให้รัฐบาลจะขายข้าวในสต๊อด
ยังไงก็ขายไม่หมด !!!
ผลจากการที่รัฐบาลเร่งวิ่งระบายข้าวเพื่อหาเงินมาจ่ายคืนให้กับชาวนา ด้วยการยอมขายขาดทุน ราคาข้าวในตลาดโลกก็ตกลงมาทันที
จากต้นปี 2557 ราคาข้าวขาว 5% ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 14.50 บาท (ราคาส่งออกตันละ 400 ดอลลาร์สหรัฐ) แต่เมื่อรัฐบาลทยอยระบายข้าว ล่าสุด เดือนมีนาคม ราคาข้าวเก่าลดลงมาประมาณ 20-30% อยู่ที่กิโลกรัมละ 11.50 บาท (ราคาส่งออก 370-380 ดอลลาร์สหรัฐ) ยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องหลังจากรัฐบาลประกาศระบายข้าวต่อเนื่อง
กลยุทธ์ที่จะลากราคาข้าวไทยไปสู่ "ราคาพรีเมี่ยม" จึงไม่ใช่อีกต่อไป เพราะหลายประเทศไม่เชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทย ที่ยอมลดราคาข้าวให้ต่ำลงเพื่อแข่งขันกับตลาดข้าวเวียดนาม ขณะที่ข้าวจากอินเดีย กลับมีราคาสูงถึงตันละ 410 ดอลลาร์สหรัฐ
เขาบอกว่า ตั้งแต่ต้นปี 2557 หลังจากที่รัฐบาลเร่งทยอยขายข้าวเฉลี่ยเดือนละ 7 แสนตัน รวม 2 เดือนไทยส่งออกข้าวไปแล้วกว่า 1.4-1.5 ล้านตัน เทียบปริมาณการส่งออกไทยเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 5 แสนตัน ขณะที่ราคากลับตกลงไปประมาณ 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
การระบายข้าวต่อเนื่อง พร้อมกับการส่งออกที่สูงขึ้น มีผลทำให้ตลาดข้าวไทยตกลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในเดือนมีนาคม 2557 ราคาข้าวในโครงการรับจำนำ ลดลงเหลือเพียงตันละ 6,500 บาท จากปกติตันละ 15,000 บาท และราคาทั่วไปที่โรงสีรับซื้ออยู่ที่ตันละ 10,000-12,000 บาท
เขาบอกว่า ทางออกของปัญหาที่ดูเหมือน "สะเทือนใจ"ประเทศที่เคยเป็นผู้นำส่งออกข้าวโลก กับข้อเสนอ "ลดพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรัง" โดยเจรจาให้ชาวนาให้หยุดปลูกพร้อมกับชดเชยค่าเสียหายให้กับชาวนา
เป็นทางเลือกเดียวที่จะหยุดการเพิ่มปริมาณสต็อกข้าว
“เราปล่อยให้คนอื่นวิ่งนำหน้าเราไปไกล เราจึงต้องทวง "เบอร์หนึ่ง" ตัดวงจรซัพพลายข้าวไทยลง โดยเฉพาะนาปรัง (นอกฤดูกาลเพาะปลูก) แทนการมานั่งบริหารจัดการสต็อกเก่าที่มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านตัน แต่ละปีจะมีผลผลิตเพิ่มมา 20 ล้านตัน กินเองในประเทศก็เพียง 10 ล้านตัน และส่งออก 6.5 ล้านตัน ต้องเริ่มต้นตัดซัพพลายออกโดยเร็วแข่งกับสต็อกใหม่ที่จะเข้ามาทุกปี”





