เมื่อเจ้าพ่อโรงหนัง วิชา พูลวรลักษณ์ มีความเชื่อว่า ธุรกิจภาพยนตร์กำลังมุ่งหน้าสู่ขาขึ้น ตลาดต่างจังหวัด จึงกลายเป็น ขุมทองชั้นดี
“การเมืองยืดเยื้อ เศรษฐกิจชะลอตัว ภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่เข้าฉายลดลง” นักวิเคราะห์เชื่อว่า ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งแรงสั่นสะเทือนต่อ “กำไรสุทธิ” ในปี 2557 ของ บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ปหรือ MAJOR โอกาสปรับตัวลดลงอาจมีให้เห็นไม่มากก็น้อย
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุความเห็นผ่านบทวิเคราะห์ว่า ในปี 2557 เมเจอร์ฯ อาจมีกำไรสุทธิประมาณ 875 ล้านบาท ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน) ทำนายกำไรสุทธิของเมเจอร์ฯไว้ระดับ 927 ล้านบาท โดยทั้ง 2 โบรกเกอร์ให้ราคาเหมาะสมหุ้น MAJOR ระดับ 21.20 บาท และ 19.80 บาท ตามลำดับ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาพยนตร์ไทยฟอรม์ยักษ์เรื่อง “พี่มากพระโขนง” ที่เข้าฉายเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2556 จนสามารถโกยรายได้ได้มากถึง 1,000 ล้านบาท จะเป็น “แรงหนุนสำคัญ” ที่ทำให้ “กำไรสุทธิ” ในปี 2556 ของ “เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป” ขึ้นแท่น “หลักพันล้าน” เป็นครั้งแรก
เมื่อปี 2556 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,051 ล้านบาท และมีรายได้รวม 8,239 ล้านบาท ขณะที่บริษัทรับรู้ผลขาดทุนจาก บมจ.เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ หรือ MPIC จำนวน 55 ล้านบาท ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ 91.37 เปอร์เซ็นต์ หลัง “เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์” มีราายได้จากการขายวีซีดีและดีวีดีลดลง
“อุตสาหกรรมหนังกำลังเข้าสู่ช่วงขาขึ้น” เจ้าพ่อโรงหนัง “วิชา พูลวรลักษณ์” ในฐานะประธานกรรมการบริหาร และหุ้นใหญ่ 34.49 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลข ณ วันที่ 5 มี.ค.2557 บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป พูดเรียกเรทติ้งกับ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” หลังจบงานแถลงข่าวเมเจอร์ฯจับมือกับอิออนทำแคมเปญ 365 วัน อิออนให้คุณเติมเต็มความสุขไม่รู้จบ
“ผมเชื่อว่า ทุกอย่างจะสะท้อนผ่านผลประกอบการของบริษัท โดยจะเริ่มเห็นสัญญาณมาตั้งแต่ปี 2556 ผมเชื่อว่าปี 2557 รายได้ของบริษัทจะขยายตัวประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์ แต่หากมองข้ามไปอีก 5 ปีข้างหน้า (2557-2561) บริษัทต้องมีอัตราเติบโตปีละ 10-15 เปอร์เซ็นต์ ทำตัวเลขได้เท่านี้ ผมพอใจแล้ว หากเราสามารถขยายตัวได้แบบนี้ทุกปี นั่นแปลว่า ฐานลูกค้าของเมเจอร์กำลังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ”
ถามว่า วางแผนจะขยายฐานลูกค้าอย่างไร เขาตอบว่า เราจะงัด “กลยุทธ์การลงทุน” ออกมาใช้ โดยจะเน้นขยายตลาดออกไปในต่างจังหวัดมากขึ้น ด้วยศักยภาพและความพร้อมของเมเจอร์ เราสามารถทำได้ ภายใน 5 ปีข้างหน้า บริษัทจะมีโรงภาพยนตร์ประมาณ 1,000 โรง “วิชา” เริ่มเฉลยยุทธศาสตร์ระยะยาว
คุณลองคิดตามนะ ภาพยนตร์จาก “ฮอลลีวู้ด” ที่ทำเงินมากที่สุด คือ เรื่อง “ทรานฟอร์เมอร์” ทำรายได้มากถึง 300 ล้านบาท ส่วนภาพยนตร์ไทย คือ เรื่อง “พี่มากพระโขนง” ทำรายได้ถึง 1,000 ล้านบาท นั่นแปลว่า ฐานลูกค้าที่ดูหนังไทยใหญ่กว่าหนังฮอลีวู้ดไม่ต่ำกว่า 3 เท่า ลูกค้าที่ดูหนังไทยส่วนใหญ่จะเป็นคนต่างจังหวัด ฉะนั้นโอกาสเติบโตในตลาดต่างจังหวัดยังมีอีกมาก ทุกวันนี้ตลาดต่างจังหวัดยังมีจำนวนโรงภาพยนตร์ค่อนข้างน้อย
ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า เราอยากเห็นสัดส่วนรายได้จากต่างจังหวัดและกรุงเทพปริมณฑล 50:50 จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนรายได้จากกรุงเทพฯและปริมณฑล 70 เปอร์เซ็นต์ และต่างจังหวัด 30 เปอร์เซ็นต์ โดยในปี 2557 เราเตรียมจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายโรงภาพยนตร์ 40 โรง แบ่งเป็นลงทุนในต่างจังหวัด 70 เปอร์เซ็นต์ และอีก 30 เปอร์เซ็นต์จะอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล
เมื่อลูกค้าต่างจังหวัดชอบดูภาพยนตร์ไทย เราเชื่อว่า ปีนี้จะมีจำนวนภาพยนตร์ไทยออกมาในตลาดค่อนข้างมากกว่าปีก่อน ซึ่งแต่ละเรื่องมักใช้เงินสร้างไม่ต่ำกว่า 30-40 ล้านบาท นั่นหมายความว่า ภาพยนตร์ไทยเริ่มมีคุณภาพมากขึ้น ในเดือน พ.ค.นี้ เรื่องสมเด็จพระนเรศวรน่าจะสามารถเข้าฉายได้
“ผมเปรียบโรงภาพยนตร์เหมือนหัวรถจักร เมื่อหัวรถจักรขยายตัวมากขึ้น นั่นหมายถึง การขยายสาขาของเมเจอร์ที่มากขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่า อุตสาหกรรมหนังกำลังจะเติบโต”
“วิชา” เล่าต่อว่า ที่ผ่านมาเราได้รับการติดต่อจากผู้ผลิตภาพยนตร์หลายค่ายๆให้ร่วมเป็นพันธมิตรในการสร้างภาพยนตร์ ในอนาคตมีแนวโน้มจะเห็นเราจับมือกับค่ายหนังยักษ์ใหญ่ “ผมเชื่อว่า ธุรกิจภาพยนตร์กำลังจะดี” เขาย้ำ หากมีหนังดีจำนวนคนดูก็ย่อมเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากในช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา แม้เมืองไทยจะมีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง แต่รายได้ของเมเจอร์ยังเติบโต 13 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ทั้งที่เดือน ม.ค.-ก.พ. ไม่มีหนังฟอร์มใหญ่เข้ามาฉายเลย
ปีก่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์เติบโตประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เราเชื่อว่า ปี 2557 อาจขยายตัวใกล้เคียงกัน การเมืองไม่สงบและเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้กำลังซื้อไม่ดี แต่ทางเมเจอร์ได้รับผลกระทบแค่สาขาพารากอนเท่านั้น โดยรวมถือว่า เติบโตดี ด้วยความที่เรามีสาขากระจายอยู่หลากหลายแห่ง เมื่อลูกค้าไม่สามารถเข้ามาดูในเมืองได้ ก็ยังสามารถไปใช้บริการสาขาที่อยู่นอกการชุมนุมได้
“โกอินเตอร์ สู่ประตูอาเซียน” วิชา เกริ่นนำ ก่อนขยายความต่อว่า ปัจจุบันประเทศในแถบอาเซียนกำลังอยู่ในช่วง “บูม” หลังมีนักลงทุนหลากหลายธุรกิจสนใจเข้าไปลงทุนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ “โรงแรม-ออฟฟิศ-ห้างสรรพสินค้า” เราจึงกลายเป็นตัวเลือกหนึ่งของเหล่าผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าที่ต้องการเข้าไปลงทุนในแถบอาเซียน ที่ผ่านมามีคนมาชักชวนเหมือนกัน
ล่าสุดเราได้เข้าไปลงทุนกับพันธมิตรประเทศกัมพูชา ด้วยการเปิดโรงภาพยนตร์ ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา โดยเมเจอร์ถือหุ้น 70 เปอร์เซ็นต์ เพื่อสร้างโรงหนัง จำนวน 7-8 แห่ง ภายใต้งบลงทุนประมาณ 250-300 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือน ก.ค.นี้ กัมพูชาถือเป็นประเทศแรกในแถบอาเซียนที่เราได้ขยายธุรกิจเข้าไป
“ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้ต่างประเทศแค่ 2-3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น”
เมื่อ 4 ปีก่อน บริษัทได้เข้าไปลงทุนในประเทศอินเดีย ผลการลงทุนถือว่า ประสบความสำเร็จ โดยเราได้เข้าไปถือหุ้นใน บริษัท พีวีอาร์ บลูโอ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจโบว์ลิ่งในประเทศอินเดีย โดยเมเจอร์ถือหุ้นในสัดส่วน 49 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันมีลานโบว์ลิ่ง 100 กว่า เลน คาดว่าปลายปี 2557 จะมีเพิ่มขึ้นจำนวนลานโบว์ลิ่งเป็น 200 เลน
นอกจากนั้นบริษัทยังเข้าไปถือหุ้น 7 เปอร์เซ็นต์ ใน บริษัท พีวีอาร์ ซิเนม่า จำกัด หรือ PVRL ผู้ประกอบธุรกิจโรงภาพยนตร์ชั้นนำในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอินเดีย ตอนนี้เรามีแนวความคิดว่า จะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นมากขึ้น แต่ติดปัญหาตรงที่เงินลงทุนค่อนข้างสูง เนื่องจากปัจจุบัน “พีวีอาร์ ซิเนม่า” มีมูลค่ามาร์เก็ตแคปแล้ว “หลายหมื่นล้านบาท” หากเมเจอร์จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนอีก 5 เปอร์เซ็นต์ ต้องใช้เงินลงทุนมากถึง 2,000 ล้านบาท
“เจ้าของเมเจอร์ฯ” บอกว่า ตลาดภาพยนตร์ของประเทศอินเดีย ถือว่าเติบโตมาก ครั้งแรกที่เข้าไปซื้อหุ้น PVRL ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 165 รูปีร์ ปัจจุบันราคาหุ้นพุ่งมายืนระดับ 600 รูปีร์ หากเมเจอร์ขายหุ้นจะได้ “กำไร” มากถึง 4 เท่า
ถามต่อว่า “วิชา” จะขายหุ้น PVRL หรือไม่ เขาเลือกที่จะหัวเราะแทนคำตอบ ก่อนพูดว่า ตลาดประเทศอินเดียมีโอกาสเติบโตอีกมาก ด้วยความที่ประเทศอินเดียมีประชากรเป็นพันล้านคน แต่ประเทศไทยมีประชากรไม่ถึง 70 ล้านคน เท่ากับว่า ศักยภาพของประเทศอินเดียงยังสามารถขยายโรงภาพยนตร์ได้เป็นพันโรง ตอนแรกที่เราเข้าไปถือหุ้น ประเทศอินเดียมีโรงภาพยนต์แค่ 70 โรง แต่ปัจจุบันมีกว่า 400 โรงแล้ว
“วันนี้เรายังไม่มีแผนจะเข้าไปเทคโอเวอร์ใคร ตอนนี้ขอพักก่อน อยากโฟกัสเรื่องธุรกิจที่มีอยู่ให้ดีที่สุด”






