วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.หั่นเป้าจีดีพีวันนี้ชี้การเมืองฉุดศก.โตต่ำ

ธปท. ปรับตัวเลขจีดีพีวันนี้ ระบุเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ "ฟิทช์ เรทติ้งส์" เตือนการเมืองชะงักนาน จ่อลดเรทติ้งไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ ในการแถลงรายงานนโยบายการเงินของการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยระบุว่ามาจากการลงทุนชะลอและการเบิกจ่ายภาครัฐที่มีปัญหาจากการเมือง ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ

นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในวันนี้ (21 มี.ค.) ธปท. จะประกาศตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ใหม่ ซึ่งตัวเลขที่จะประกาศออกมา ยอมรับว่า เป็นตัวเลขการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทย ซึ่งศักยภาพเศรษฐกิจไทยในอดีตเคยพูดกันที่ 4-5%

ทั้งนี้ รายงานนโยบายการเงินก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนต.ค. 2556 ได้ประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2557 จะขยายตัวได้ 4.8% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.2%

"เราก็ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้คงไม่สามารถเติบโตได้ตามศักยภาพ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินของไทย ต้องผ่อนคลาย โดยตัวเลขศักยภาพที่พูดถึงกันในอดีตอยู่ที่ 4-5% เพียงแต่ตัวเลขนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ โดยอยู่ที่ว่าเรามีการลงทุนมากน้อยแค่ไหน" นางรุ่งกล่าว

นางรุ่งกล่าวอีกว่า การที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้ตามศักยภาพนั้น จำเป็นต้องมีการลงทุนที่เพิ่มเติม รวมทั้งนโยบายการคลังต้องกลับมาทำหน้าที่ได้ตามปกติ ส่วนภาคการส่งออกของไทยนั้น แม้จะมีแนวโน้มว่าจะเติบโตขึ้นได้ แต่โดยภาพรวมแล้วก็ยังคงต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น

"การที่เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะแทนที่คนไทยจะมีการเติบโตของรายได้ที่มากกว่านี้ ก็ทำให้การเติบโตของรายได้ช้าลง ทั้งยังทำให้ศักยภาพของเศรษฐกิจในการรองรับแรงช็อกยังลดลงตามไปด้วย" นางรุ่งกล่าว

ฟิทช์จ่อลดเรทติ้งประเทศไทย

นายแอนดรู โคลคูฮูน หัวหน้ากลุ่มจัดอันดับเครดิตประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ ฟิทช์ เรทติ้งส์ หรือ ฟิทช์ สถาบันจัดอันดับชั้นนำจากยุโรป ให้ความเห็นเกี่ยวกับภาวะชะงักงันทางการเมืองเกิดขึ้นยืดเยื้อ และมีแนวโน้มลากยาวจนถึงครึ่งหลังของปีนี้ อาจทำให้ฟิทช์พร้อมทำการประเมินเรทติ้งแนวโน้มประเทศไทยใหม่

"หากมีรัฐบาลที่ไม่สามารถจัดทำงบประมาณปี 2558 ให้เกิดผลสำเร็จในทางปฏิบัติได้ จะส่งผลเชิงลบต่ออันอับความน่าเชื่อถือของไทยได้" นายโคลคูฮูน กล่าว

นอกจากนี้ หากผ่านไปถึงเดือนส.ค. และยังไม่มีรัฐบาล หรือไม่มีรัฐสภา ที่มีความพร้อมสามารถดำเนินการจัดทำงบประมาณปี 2558 ให้เกิดผลสำเร็จในทางปฏิบัติ ส่งผลให้อันดับแรกเกิดผลกระทบเชิงลบมากมายต่อการเติบโต และยังจะส่งสัญญาณเป็นลบ เกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองเป็นพื้นฐานของประเทศด้วย

ทั้งนี้ ฟิทช์ และ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส หรือ มูดี้ส์ ยังคงเรทติ้ง ให้ไทยไม่เปลี่ยนแปลง จากแนวโน้มให้มีเสถียรภาพ พร้อมเห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยยังแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันเตือนว่ามีความเสี่ยงหลายอย่างเกิดกับความน่าเชื่อถือของประเทศ หากภาวะชะงักงันทางการเมืองยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง และสัปดาห์นี้เพิ่งมีการยกเลิกใช้ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินในกรุงเทพฯ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว หลังจากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง และวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาตัดสินว่าการจัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ปีนี้เป็นโมฆะหรือไม่

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา อ่อนค่าลงต่อเนื่องเกือบ 4% แล้ว ทำให้ค่าเงินบาทติดกลุ่มสกุลเงินเอเชียให้ผลประกอบการแย่สุด

หอการค้าคาดไตรมาสแรกติดลบ1%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ประมาณการเศรษฐกิจไตรมาส 1 ปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวติดลบ 1% จากผลกระทบจากแผนการลงทุนของภาครัฐและเอกชนที่ชะลอตัว จากปัญหาทางการเมือง การท่องเที่ยวชะลอตัว ประชาชนชะลอใช้จ่ายตั้งแต่ปลายปี 2556 จนถึงปัจจุบัน

ส่วนคาดการณ์จีดีพี ทั้งปีนี้ว่า จะขยายตัวเฉลี่ย 2.5% ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ช่วงก่อนหน้านี้ เมื่อ ธ.ค. 2556 ว่าจะขยายตัวได้ 4.5% ซึ่งผลกระทบดังกล่าว ทำให้จีดีพี ของไทยลดลงทันที 420,000-430,000 ล้านบาท หรือจากเดิมที่คาดไว้ 12.87 ล้านล้านบาท เหลือ 12.44 ล้านล้านบาท

ชี้โอกาสเศรษฐกิจไทยติดลบน้อยมาก

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า อัตราขยายตัวที่มีโอกาสความเป็นไปได้รวม 3 กรณี ได้แก่ กรณีขยายตัว 2-3% ที่มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด 65% หากสถานการณ์ทางการเมืองค่อนข้างมีเสถียรภาพ และมีรัฐบาลได้ช่วงครึ่งปีหลัง ประชาชน นักธุรกิจ นักลงทุนและนักท่องเที่ยวกลับมามีความเชื่อมั่นในช่วงครึ่งปีหลัง

กรณีขยายตัวต่ำกว่า 2% มีความเป็นไปได้ 25% หากสถานการณ์ทางการเมืองไม่มีเสถียรภาพ ยังไม่มีรัฐบาลจนถึงช่วงกลางปี การลงทุนภาครัฐไม่สามารถดำเนินการได้ช่วงครึ่งปีหลัง ประชาชน นักธุรกิจ นักลงทุนและนักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

และกรณีสุดท้ายขยายตัว 3-4% ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ 10% หากสถานการณ์ทางการเมืองค่อนข้างมีเสถียรภาพ และมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพภายในเดือนพ.ค. และการลงทุนของภาครัฐดำเนินการได้ใกล้เคียงแผนที่ได้วางไว้ ประชาชน นักธุรกิจ นักลงทุนและการท่องเที่ยวมีความเชื่อมั่นในช่วงครึ่งแรกของปี

"โอกาสที่จีดีพีจะขยายตัวติดลบมีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก จึงไม่ได้นำมารวมไว้ในสมมติฐาน แต่หากไม่มีรัฐบาลจนถึงสิ้นปีนี้ ไม่มีการลงทุนเพิ่ม และเกิดเหตุความ รุนแรงทางการเมือง ก็มีความเป็นไปได้ที่จีดีพีทั้งปีจะเลวร้ายที่สุด แค่ติดลบไม่เกิน 1% ทั้งนี้คาดเดือน พ.ค.นี้ ถ้ามีรัฐบาลทั้งกรณีที่มีการเลือกตั้งได้ครบทั่วประเทศ หรือว่ารัฐบาลที่มาจากรัฐธรรมนูญจะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ในครึ่งปีหลัง" นายธนวรรธน์ กล่าว

เศรษฐกิจทุกภาคของไทยติดลบ

นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอค้าการไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคในไตรมาสแรกของปีนี้ ยังอยู่ในภาวะติดลบทุกภาค โดยภาคเหนือ -1.1% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ -2.1% ภาคใต้ -0.8% ภาคกลาง -1.3% และ กรุงเทพฯและปริมณฑล -0.9% สาเหตุมาจาก การบริโภคของประชาชนที่ชะลอตัวลงเพราะชาวนาจำนวนมากยังไม่ได้รับเงินจากโครงการจำนำข้าว, ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ, ผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองและ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นต้น

ส่วนผลสำรวจสถานภาพของธุรกิจเอสเอ็มอีไทย พบว่า ขณะนี้ธุรกิจเอสเอ็มอีประสบปัญหายอดขายลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 23.91% และมีกำไรสุทธิลดลง 14.5% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมถึงต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง การเข้ามาแข่งขันของผู้ประกอบการต่างชาติ ปริมาณนักท่องเที่ยวน้อยลง และ ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย ขณะเดียวกันยังพบว่าธุรกิจเอสเอ็มอียังขาดสภาพคล่อง 15.3% รวมถึงมีความสามารถในการชำระหนี้ลดลง 10.5% มีการจ้างงานลดลง 6.3% และมีต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 12.4%