ค่าเงิน-หุ้นเอเชียร่วงหนัก ผวาเฟดขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด ธปท.ประเมินผลกระทบไม่รุนแรงเท่าปี 2556 ชี้แนวโน้มสหรัฐฟื้น ผลดีเศรษฐกิจไทย
นักวิเคราะห์เตือนรับมือตลาดเงินป่วน เข้าสู่ยุคดอลลาร์แข็งค่า-หุ้นร่วง หลังเฟดลดคิว-ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าตลาดคาดการณ์ ด้าน ธปท.ประเมินกระทบไม่รุนแรงมากเหมือนปีก่อน แต่แนวโน้มเงินทยอยไหลออก ขณะที่ "ภัทร" คาดสิ้นปีส่อแตะ 33.5 บาทต่อดอลลาร์
ค่าเงินในเอเชียร่วงลงแรง หลังจากที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) โดยลดซื้อพันธบัตรอีก 10,000 ล้านดอลลาร์ เหลือ 55,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ในการประชุมเมื่อวันที่ 18-19 มี.ค. ที่ผ่านมา
แม้ว่า การปรับวงเงินลดคิวอี เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว แต่การส่งสัญญาณว่าอาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 6 เดือนข้างหน้า หลังจากยุติการใช้มาตรการคิวอีนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดเงิน และตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนอย่างรุนแรง โดย ดาวโจนส์ แนสแด็ก และ เอสแอนด์พี 500 รวมถึงตลาดหุ้นเอเชีย และตลาดหุ้นไทย ปรับตัวลดลงกันถ้วนหน้า
ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ เปิดตลาดร่วงทันที 0.59% โดยการซื้อขายช่วงเช้าอยู่ที่ 32.31/36 จาก 32.14/16 เมื่อวันที่ 19 มี.ค. เช่นเดียวกับตลาดต่างประเทศ (offshore) เปิดการซื้อขายอยู่ที่ 32.30/34 อ่อนจากระดับ 32.14/18
นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟด อาจเร็วกว่าการคาดการณ์ของตลาดอยู่บ้าง จึงมีผลให้นักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์ที่เป็นสกุลดอลลาร์ จึงทำให้ค่าเงินสกุลอื่นๆ ที่ไม่ใช่ดอลลาร์อ่อนค่าลง รวมถึงค่าเงินบาทของไทยด้วย
นางรุ่ง กล่าวว่า ผลกระทบต่อตลาดอัตราแลกเปลี่ยนโลก รวมถึงค่าเงินบาทไทย คงไม่มีการเคลื่อนไหวที่รุนแรงเท่ากับเมื่อตอนเดือนมิ.ย. 2556 ซึ่งขณะนั้น เฟดส่งสัญญาณเป็นครั้งแรก ว่า จะปรับลดขนาดของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ลง
"การปรับลดขนาดของคิวอีลงต่อเนื่อง เป็นเรื่องที่ตลาดได้พูดคุยกันไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ครั้งนี้ อาจจะมีประเด็นเรื่องดอกเบี้ย ที่เฟดอาจจะปรับขึ้นเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์เอาไว้ ซึ่งตรงนี้คงมีผลต่อตลาดการเงินอยู่บ้าง เพียงแต่เราเชื่อว่า คงไม่แรงเท่ากับตอนที่เฟดออกมาส่งสัญญาณเป็นครั้งแรก ว่าจะเริ่มต้นลดขนาดของคิวอี" นางรุ่ง กล่าว
ส่งสัญญาณดีต่อเศรษฐกิจไทย
นางรุ่ง ประเมินว่า การที่เฟดออกมาส่งสัญญาณชัดเจนว่า อาจจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย หลังจากที่มาตรการคิวอีจบลงไปแล้ว 6 เดือน น่าจะเป็นการส่งสัญญาณถึงความมั่นคงของเศรษฐกิจสหรัฐ ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวได้อย่างเข้มแข็งจริง น่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจไทยด้วย
ส่วนประเด็นที่ว่า เมื่อเฟดส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยในกลางปีหน้าแล้ว จะมีผลทำให้การดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของไทย มีความยากลำบากมากขึ้นหรือไม่นั้น นางรุ่ง กล่าวว่า ถ้อยแถลงของเฟดคงเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะนำมาพิจารณาในการดำเนินนโยบายด้านดอกเบี้ย ซึ่งอัตราดอกเบี้ยถือเป็นเครื่องมือหลักที่ กนง. ใช้ในการดูแลเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่การเปลี่ยนแปลงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ก็เป็นองค์ประกอบหนึ่ง ซึ่งต้องคำนึงถึงด้วยเช่นกัน
ภัทรคาดบาทอ่อนปลายปี แตะ 33.5
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมวิจัยลูกค้าบุคคล ฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล บล.ภัทร กล่าวว่า ผลการประชุมเอฟโอเอ็มซีของเฟดครั้งนี้ มีประเด็นที่แตกต่างจากที่ตลาดคาดการณ์ไว้บ้าง ตรงที่ เฟด ส่งสัญญาณว่าอาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย หลังจากที่ยุติการใช้คิวอีไปแล้ว 6 เดือน ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า ดอกเบี้ยนโยบายของเฟด จะเริ่มปรับขึ้นตั้งแต่เดือนมี.ค. หรือเดือนเม.ย. 2558 เป็นต้นไป
ส่วนผลกระทบต่อตลาดเงินโลก รวมถึงค่าเงินบาทไทยนั้น เงินบาทคงมีทิศทางการอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากการที่ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น โดย บล.ภัทร มองค่าเงินบาทไทยช่วงปลายปีนี้ไว้ที่ 33.5 บาทต่อดอลลาร์
"คิดว่าผลกระทบต่อค่าเงินคงมีบ้าง แต่คงไม่เกิดเหตุการณ์ช็อกรุนแรงเหมือนในอดีต เพราะเดิมทีตลาดก็คาดกันไว้บ้างอยู่แล้วว่า ดอกเบี้ยจะเริ่มเป็นทิศทางขาขึ้น เพียงแต่สัญญาณที่ส่งมาจากเฟด อาจจะขึ้นเร็วกว่าที่คาดบ้างเท่านั้น ดังนั้นในแง่ของเงินทุนเคลื่อนย้าย ก็คงมีบ้างที่จะทยอยไหลออกไป" นายพิพัฒน์ กล่าว
นักลงทุนขายลดเสี่ยง
นายศิระ คล่องวิชา ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนตราสารหนี้ บลจ.กรุงศรี กล่าวว่า การที่เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดคาดไว้นั้น ในระยะสั้นตลาดตราสารหนี้สหรัฐ นักลงทุนคงขายลดความเสี่ยงหรือขยับจากตราสารหนี้ระยะยาวมาหลบในตราสารหนี้ระยะสั้นก่อนเพราะจากสัญญาณดังกล่าวแสดงว่าในช่วงต้นไตรมาส 2 ปี 2558 อาจจะเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยแล้ว จากเดิมที่มองกันไว้ปลายปี 2558 แต่ในระยะกลางถึงยาว เป็นผลดีต่อตลาดตราสารหนี้สหรัฐ จะช่วยให้ตลาดตราสารหนี้สหรัฐ มีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นและคงต้องรอให้มีการขึ้นดอกเบี้ยจริงก่อน จึงน่าจะเห็นเงินไหลกลับเข้าไปลงทุนในลาดตราสารหนี้สหรัฐมากขึ้น
"การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐคงทำแบบค่อยเป็นค่อยไปในปลายปีหน้าอาจจะขยับไปที่ 1% และไป 2% ในปลายปีถัดไปเพราะตอนนี้อัตราเงินเฟ้อเองยังไม่ใช่ปัญหา เว้นแต่เงินเฟ้อจะมาเร็วและแรง เพราะหากปล่อยให้ดอกเบี้ยขึ้นเร็วไป จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐได้เช่นกัน ดังนั้น เฟด เอง จึงพยายามสื่อสารกับตลาดมาตลอด ซึ่งหากทำได้ดี การเดินนโยบายต่างๆ ก็จะง่ายขึ้นด้วย"
หุ้นไทยคงให้น้ำหนักการเมือง
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ยังคงเป็นปัจจัยในประเทศเป็นหลัก ทั้งภาวะเศรษฐกิจและความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่คลี่คลาย ซึ่งต้องติดตามการพิจารณาของศาลวันนี้ (21 มี.ค.) ว่าจะตัดสินให้การเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะหรือไม่ หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ บรรยากาศการลงทุนที่เป็นลบอยู่แล้ว ก็จะลบอีก
สถานการณ์ภายนอกมีทิศทางดีขึ้น หลังจากเฟดมีความชัดเจนเรื่องมาตรการคิวอี ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐ ก็มีแนวโน้มดีขึ้น มีการติดตาม หรือมอนิเตอร์หลายปัจจัยมากขึ้น จากเดิมที่จะดูเฉพาะตัวเลขการว่างงานเท่านั้น ทั้งภาวะเงินเฟ้อ และดอกเบี้ย แสดงว่าสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ
"ตลาดหุ้นไทย ตอบรับสถานการณ์ภายนอกไม่มาก เพราะส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว ไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ ประกอบกับปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อการลงทุนในประเทศ ยังคงเป็นปัจจัยการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก"
หุ้นเอเชียร่วงหวั่นเฟดขึ้นดอกเบี้ย
ดัชนีหั่งเส็งในตลาดหุ้นฮ่องกง ร่วงลง 1.79% หรือ 386.53 จุด ที่ระดับ 21,182.16 วานนี้ (20 มี.ค.) ส่วนดัชนีนิกเคอิในตลาดโตเกียวลดลง 1.65% หรือ 238.29 จุดที่ระดับ 14,224.23 หุ้นเซี่ยงไฮ้ลดลง 1.40% หรือ 28.25 จุดที่ระดับ 1,993.48
หุ้นเกาหลีใต้ลดลง 0.94% หรือ 18.16 จุด ที่ระดับ 1,919.52 หุ้นไต้หวันร่วงลง 1.06% หรือ 92.13 จุด ที่ระดับ 8,597.33 หุ้นฟิลิปปินส์ลดลง 0.70% หรือ 45.14 จุด ที่ระดับ 6,417.35
หุ้นยุโรปเปิดตลาดวานนี้ ลดลงในการซื้อขายช่วงแรก โดยดัชนีเอฟทีเอสอี 100 ในตลาดลอนดอน ลดลง 0.40% ดัชนีซีเอซีในกรุงปารีส ลดลง 0.76% ดัชนีดีเอเอกซ์ในตลาดแฟรงก์เฟิร์ต ลดลง 0.66%
ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดวันพุธ (19 มี.ค.) ลดลง 0.70% หรือ 114.02 จุด
นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวหลังเสร็จสิ้นการประชุม 2 วันว่าเฟดจะลดการเข้าซื้อพันธบัตรลงอีกเดือนละ 10,000 ล้านดอลลาร์ อันเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายคาดหมายไว้แล้ว แต่นางเยลเลนสร้างความปั่นป่วนแก่ตลาดด้วยการระบุว่ากรอบเวลาสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยอาจอยู่ในราว 6 เดือน หลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยุติลง
แนวโน้มที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) จะสิ้นสุดลงภายในปีนี้ ทำให้นักวิเคราะห์ตีความว่าคำพูดของนางเยลเลน หมายความว่าสหรัฐอาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยเริ่มตั้งแต่ต้นปีหน้า อันเป็นการสวนทางกับการคาดหมายของนักวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ ที่คาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยปลายปีหน้า
อัตราดอกเบี้ยที่สูงมักเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจแข็งแกร่ง แต่มีแนวโน้มที่จะถ่วงตลาดหุ้น
นักวิเคราะห์ชี้จุดเริ่มต้นดอลลาร์แข็ง
นายฮิโรมิชิ ชิรากาวา นักวิเคราะห์แห่งบริษัทเครดิตสวิส กล่าวว่า นางเยลเลน อาจไม่ใช่ผู้กำหนดนโยบายสายพิราบอย่างที่คาดกัน และตลาดควรพุ่งความสนใจไปที่ความเป็นไปได้ที่ยุคของเงินดอลลาร์แข็งค่าและการอ่อนค่าของหุ้นจะเริ่มต้นขึ้น ทั้งนี้ เงินดอลลาร์พุ่งไปอยู่ที่ 102.32 เยนต่อดอลลาร์ในนิวยอร์ก จาก 101.51 เยนในตลาดโตเกียว
ด้าน นายไมเคิล เจมส์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เวดบุชซิเคียวริตีส์ กล่าวว่า กรอบเวลาการขึ้นดอกเบี้ยสะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงจากยุคดอกเบี้ยต่ำมาก อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ตลาดคาดหมายกันไว้
นายฮิโรมิชิ ทามูระ นักยุทธศาสตร์แห่งโนมูระซิเคียวริตีส์ กล่าวว่า การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มของญี่ปุ่นในวันที่ 1 เม.ย. และความวิตกเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีน มีผลต่อบรรยากาศในตลาดหุ้นเช่นกัน
แต่ นายฮิวจ์ จอห์นสัน แห่งบริษัทฮิวจ์จอห์นสันแอดไวเซอร์ กล่าวว่า ตลาดตีความคำพูดของนางเยลเลนผิดไป และนักลงทุนก็มีปฏิกิริยามากเกินไป การเทขายชะลอตัวลงเมื่อตลาดสรุปได้ว่านางเยลเลนไม่ได้พูดอะไรที่แตกต่างไปจากที่ตลาดคาดหมายมากนัก
ชี้ราคาทองอ่อนตัวระยะสั้น
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลง หลุดแนวรับสำคัญที่ 1,345 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มาอยู่ที่ 1,328 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งถือว่าเป็นการอ่อนตัวเกินความคาดหมาย เนื่องจากนักลงทุนตื่นตระหนกกับข่าวการลดวงเงินคิวอี และแนวโน้มข่าวการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ส่งผลให้นักลงทุนเทขายทองคำออกมา
ขณะที่ราคาทองคำในประเทศปรับตัวลดลง 100 บาทต่อบาททองคำ จาก 20,450 บาท เหลือ 20,350 บาทต่อ 1 บาททองคำ และจะเห็นว่าอัตราการปรับลดลงไม่สูงนัก เพราะค่าเงินบาทมีความผันผวนแรง และมีแนวโน้มจะอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ซึ่งโดยปกติหากราคาทองคำปรับตัวลดลงในระดับ 20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาทองคำไทยควรจะลดลงระดับ 200 บาทขึ้นไป
"แนวโน้มราคาทองคำในระยะสั้น อาจจะอ่อนค่าลงมาหลังจากที่เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ระยะกลางถึงระยะยาว ประเมินว่า ราคาทองคำยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น เนื่องจากมีปัจจัยความเสี่ยงเรื่องของความวุ่นวายในยูเครน ถือว่าเป็นปัจจัยที่จะทำให้ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปยืนในระดับ 1,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ภายในปีนี้ ซึ่งประเมินว่ากรอบการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ จะอยู่ในระดับ 1,170 ดอลลาร์ ถึง 1,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ "
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์และระมัดระวังการลงทุน เพราะมองว่าราคาทองคำจะอ่อนตัวระยะสั้นเท่านั้น






