บาฟส์ คาดรายได้ไตรมาสแรกโต 6% มั่นใจทั้งปีโตเกิน 10% ส่วนกำไรสุทธิคาดโต 5% ตามปริมาณการเติมน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน
นายฉัตรธัย พันธัย ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการเงินและบัญชี บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BAFS) คาดรายได้ในช่วงไตรมาส 1/57 จะเติบโตราว 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะมีปัญหาการเมืองในประเทศแต่ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก โดยปริมาณการเติมน้ำมันในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมายังมีการเติบโตถึง 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่ามากกว่าระดับปกติที่จะมีการเติบโตราว 3% โดยการบินในประเทศยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะสายการบินโลว์คอสต์
ขณะที่รายได้รวมในปีนี้คาดว่าจะมากกว่า 10% เนื่องจากบริษัทฯจะมีการรวมรายได้ของบริษัทขนส่งน้ำมันทางท่อ หรือ FPT ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่เพิ่งปรับโครงสร้างหนี้แล้วเสร็จในปีก่อนเข้ามารวมด้วย
"การเมืองกระทบบ้างแต่ไม่มากเพราะธุรกิจของเราเป็นการให้บริการเติมน้ำมัน ซึ่งต้องดำเนินไปตามเที่ยวบินที่มีการจองล่วงหน้ากันไว้อยู่แล้วไม่เหมือนกับการโดยสารอื่นๆ ที่มีการใช้บริการแบบวันต่อวัน ซึ่ง 2 เดือนที่ผ่านมาก็ยังมีการเติบโตได้ดีเมื่อเทียบกับปีก่อน และล่าสุดมีการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินก็เชื่อว่าจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากขึ้น ซึ่งเราต้องรอดูอีก 1-2 เดือน และจะประเมินตัวเลขกันอีกครั้งหนึ่งว่าจะมีการปรับหรือไม่อย่างไร" นายฉัตรธัย กล่าว
ส่วนกำไรสุทธิในปีนี้คาดว่าจะเติบโตตามปริมาณการใช้บริการน้ำมันที่คาดว่าจะโตราว 5% จากปีก่อนที่อยู่ระดับ 4,951 ล้านลิตร ประกอบกับจะมีการบันทึกกำไรจากบริษัทย่อย คือ บริษัทขนส่งน้ำมันทางท่อ ซึ่งเริ่มมีกำไรมาตั้งแต่ปีก่อนที่ 67 ล้านบาท โดยในปีนี้คาดว่าจะมีกำไรเพิ่มขึ้นแตะระดับ 100 ล้านบาทได้ หลังจากมีการปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้ต้นทุนทางการเงินลดลง ประกอบกับได้มีการปรับราคาค่าบริการด้วย
อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรสุทธิในปีนี้คาดว่าจะปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับไม่ถึง 30% จากปีก่อนที่อยู่ 33.6% เนื่องจากในปีนี้ไม่มีการบันทึกกำไรพิเศษเหมือนในปีก่อน แต่ทั้งนี้ระดับอัตรากำไรสุทธิที่ราว 30% ถือว่าเป็นระดับปกติของบริษัท
ด้านความเสี่ยงของบริษัทจะอยู่ที่สถานการณ์การเมืองเป็นหลัก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่กระทบต่อการท่องเที่ยว โดยหวังว่าสถานการณ์ต่างๆจะคลี่คลายได้ในเวลาอันรวดเร็ว ส่วนเรื่องความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน บริษัทฯไม่กังวลมากนัก เนื่องจากมีสัดส่วนที่เป็นเงินดอลลาร์ราว 20% เท่านั้น และได้ทำประกันความเสี่ยงไว้แล้วไม่ต่ำกว่า 50%
นายฉัตรธัย กล่าวว่า บริษัทตั้งงบลงทุนปีนี้ที่ 1,290 ล้านบาท โดยจะใช้ลงทุนสร้างถังให้เช่าเพื่อเก็บสำรองน้ำมัน 4 ถัง แบ่งเป็น น้ำมันดีเซล 3 ถังที่ดอนเมือง ความจุรวม 30 ล้านลิตร มูลค่า 230 ล้านบาท ถังเก็บน้ำมันเจ็ท เอวัน 1 ถัง ความจุ 14.5 ล้านลิตร ที่สุวรรณภูมิ มูลค่า 350 ล้านบาท และการวางท่อน้ำมันที่สุวรรณภูมิเฟส 2 มูลค่า 710 ล้านบาท โดยการลงทุนทั้งหมดดังกล่าวจะเริ่มก่อสร้างในช่วงครึ่งปีหลังและคาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2558








