วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมือง-ศก.-รถคันแรก ดันหนี้เสีย'รถมือสอง'พุ่ง

ปัญหาการเมือง-ศก.-รถคันแรก แบงก์ชาติพบหนี้เสียรถมือสองพุ่ง แนะเต็นท์ขายขาดทุนเคลียร์สต็อก

แบงก์ชาติระบุสัญญาณหนี้เสียรถมือสองพุ่ง หลังลูกค้ายอมทิ้งหันไปซื้อรถใหม่ ผู้ค้าระบุภาพรวมตลาดยังทรุดหนัก ยอดขายร่วงต่อเนื่อง 50% ผลกระทบเศรษฐกิจชะลอตัว พิษรถคันแรกเร่งปรับตัว เพิ่มช่องทางขาย ปรับพอร์ต ลดขนาดธุรกิจ ขณะที่กลุ่มทุนญี่ปุ่นเดินหน้ารุกไทย ดันตลาดเข้าสู่ยุคโมเดิร์นเทรด เล็งขยายเครือข่าย 100 แห่ง ปีหน้า

ตลาดรถยนต์มือสอง ได้รับผลกระทบต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2554 จากเหตุน้ำท่วมใหญ่ ส่งผลให้ลูกค้าขาดความเชื่อมั่นที่จะซื้อรถ จากนี้ปี 2555 ภาครัฐเปิดโครงการรถคันแรก ที่ให้สิทธิคืนเงินภาษีสูงสุด 1 แสนบาท ทำให้ลูกค้าหันไปซื้อรถใหม่มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังเกิดปัจจัยลบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนพุ่ง ความวุ่นวายทางการเมือง ส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่ายลงไป รวมถึงการซื้อรถมือสอง

นายอานุภาพ คูวินิชกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.อยู่ระหว่างติดตามดูคุณภาพสินเชื่อครัวเรือนอย่างใกล้ชิดว่าจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมากน้อยแค่ไหน เพราะช่วงที่ผ่านมาพบว่าสินเชื่อกลุ่มดังกล่าวได้พัฒนาเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) และสินเชื่อที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษ (เอสเอ็ม) เนื่องจากมียอดค้างชำระเกิน 1 เดือน แต่ไม่เกิน 3 เดือนเพิ่มขึ้นพอสมควร

“ทั้งเอ็นพีแอลและเอสเอ็มดูไม่ค่อยดีเท่าไรเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ ส่วนหนึ่งเพราะภาวะเศรษฐกิจชะลอลง รวมถึงการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มเช่าซื้อรถยนต์มียอดเอ็นพีแอลและเอสเอ็มเพิ่มขึ้นมากสุดในกลุ่ม ซึ่งทางเราก็ติดตามดูอยู่”

เอ็นพีแอลและเอสเอ็มในกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่มาจากรถยนต์มือสอง ซึ่งมีสาเหตุหลักจากโครงการรถยนต์คันแรก ทำให้รถยนต์มือสองมีราคาถูกลง ลูกค้าจึงปล่อยทิ้งแล้วหันไปซื้อรถยนต์มือหนึ่งแทน

รายงานข่าวจาก ธปท. เปิดเผยว่า ตัวเลขเอ็นพีแอลกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2556 อยู่ที่ 2% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งขณะนั้นอยู่ที่ระดับ 1.4% ขณะที่สินเชื่อที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษเนื่องจากมียอดค้างชำระเกิน 1 เดือนแต่ไม่เกิน 3 เดือน ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2556 อยู่ที่ 7.7% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 6%

แนะขายขาดทุนเคลียร์สต็อก

นายธีระวัฒน์ พงษ์อดุลยสุข กรรมการผู้จัดการบริษัท วัน ทู คาร์ จำกัด ผู้บริหารเว็บไซต์ วันทูคาร์ แหล่งรวมตลาดรถมือสอง ที่มีเต็นท์รถเป็นสมาชิกกว่า 1,000 ราย กล่าวว่า ตลาดยังไม่ปรับตัวดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะรถในกลุ่มตลาดแมส และอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่พบว่าช่วงต้นปีมียอดขายที่ลดลงเฉลี่ย 50% เนื่องจากมีผลกระทบมาก รวมถึงสถานการณ์ทางการเมือง และมีสินค้าหลัก คือ รถยนต์นั่ง ซึ่งยังคงได้รับผลพวงจากโครงการรถคันแรก โดยเฉพาะรถขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ขณะที่เต็นท์ต่างจังหวัดได้รับผลกระทบน้อยกว่า เพราะสินค้าส่วนใหญ่คือรถปิกอัพ ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรถคันแรกน้อยกว่า จากการที่ส่วนลดด้านภาษีไม่จูงใจมากนัก ส่วนรถในตลาดบน ระดับราคา 1-2 ล้านบาท ก็ยังสามารถทำยอดขายได้น่าพอใจ

สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ขณะนี้ผู้ประกอบการมือสองหายไปจากตลาดจำนวนมาก โดยเฉพาะรายเล็กที่เงินทุนไม่มาก หรือใช้เงินกู้มาลงทุน ขณะที่รายใหญ่ยังพอสามารถประคองตัวด้วยการบริหารงาน และบริหารเงินให้อยู่รอดรอเวลาที่ตลาดจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง

แนวทางที่ผู้ประกอบการดำเนินการในขณะนี้ มีทั้งการจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย การหาช่องทางการขายใหม่ๆ เช่น ช่องทางออนไลน์ ที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย และจำนวนมาก และบริหารสต็อกใหม่ โดยจะต้องยอมขายขาดทุน (cut loss)

"ราคารถที่ตกลง ทำให้หลายเต็นท์มีสต็อกรถที่ซื้อมาราคาแพงกว่าราคาขายในปัจจุบัน ดังนั้นหากไม่ตัดใจ คัตลอส ออกไป ก็จะทำให้เงินจม ดังนั้นจึงควรจะต้องยอมขาดทุน ก่อนที่จะหารถชุดใหม่เข้าเต็นท์ในราคาที่สามารถทำกำไรได้"

รถใหม่แข่งดุ ฉุดมือสองร่วง

แหล่งข่าวจากเต็นท์รถในนครปฐม กล่าวว่า ตลาดรถมือสองยังคงได้รับผลกระทบ รวมถึงการแข่งขันของรถใหม่ป้ายแดง ที่มีแคมเปญที่รุนแรง ทำให้ลูกค้ามือสองส่วนหนึ่งหันไปซื้อรถใหม่แทน ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวโดยการ เลือกซื้อรถเข้าเต็นท์ ในปริมาณจำกัดและเลือกรถที่ปล่อยง่าย แต่ขณะเดียวกันก็พบว่ามีผู้ค้าที่หายไปจากตลาดจำนวนมากเช่นกัน

"ช่วงนี้พ่อค้าหายไปมากพอสมควร ดูได้จากตลาดประมูลที่ไม่มีผู้ค้าหนาแน่นเหมือนก่อน แต่ในด้านของตัวรถ พบว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้น"

แหล่งข่าวจากเต็นท์ โอเค ยูสคาร์ ถนนศรีนครินทร์ กล่าวว่า เต็นท์ยังคงพอมีลูกค้าเข้ามาบ้าง หลังจากที่ฐานราคารถมือสองได้ปรับลดลง อีกทั้งลูกค้ามีโอกาสที่ได้รถที่มีระยะทางการใช้งานน้อยลง อย่างไรก็ตาม เต็นท์ได้จำกัดการซื้อรถเข้าอย่างระมัดระวัง โดยจะเน้นรถตลาดที่เป็นที่นิยมเพื่อไม่ให้ค้างสต็อกนาน

"เราไม่สามารถตั้งราคาบวกกำไรได้เหมือนก่อน ต่อคันกำไรน้อยลง เพราะว่า รถขายยากขึ้น

ด้าน นางสาวกิตติธรา รวมธรรม นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว ซึ่งก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปีที่ผ่านมา หลังจากตลาดได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เพื่อเพิ่มศักยภาพ ยกระดับมาตรฐานการประกอบวิชาชีพผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว กล่าวว่าสมาคมพยายามที่จะหาช่องทางการขายใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนสมาชิก โดยล่าสุดได้ร่วมกับ บริษัท ไอคาร์ เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้บริหารเว็บไซต์ซื้อขายรถยนต์ ไทยคาร์ดอทคอม เพื่อนำเสนอสินค้าสู่ผู้บริโภคได้มากขึ้น และช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงาน

"ข้อดีของการซื้อขายรถยนต์ทางออนไลน์ คือ สะดวกรวดเร็ว เข้าถึงผู้บริโภคได้เป็นจำนวนมาก มีรถยนต์ใช้แล้วคุณภาพดีมีให้เลือกหลากหลายตอบสนองได้ทุกความต้องการในการใช้งาน มีราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค ประหยัดเวลาไม่ต้องเดินทาง สามารถซื้อและขายผ่านทางออนไลน์ได้" นางสาวกิตติธรา กล่าว

เชื่อตลาดมือสองมีอนาคต

นายธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามยังเห็นว่าตลาดรถมือสองยังคงมีอนาคตที่ดี เนื่องจากพื้นฐานกำลังซื้อคนไทยยังดี และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยอดขายรถใหม่มีจำนวนมาก ทำให้จะมีทางเลือกในตลาดรถมือสองมากขึ้นในอนาคต ดังนั้นหากปัญหาเศรษฐกิจ การเมืองคลี่คลาย รวมถึงผลกระทบจากรถคันแรกหมดไป เชื่อว่าตลาดจะกลับมาสดใสอีกครั้งในช่วง 2 ปี จากนี้

สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวในตลาด เมื่อล่าสุดวานนี้ (17 มี.ค.) กลุ่มทุนธุรกิจรถมือสองรายใหญ่จากญี่ปุ่น บริษัท กัลลิเวอร์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด ได้เข้ามาเปิดตลาดในไทยอย่างเป็นทางการ โดยร่วมทุนกับ วี-กรุ๊ป โดยถือหุ้นในสัดส่วน 49/51 มีแผนทำตลาดด้วยรูปแบบใหม่ คือ โมเดิร์นเทรด และเป็นการลงทุนโดยการสร้างเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าไว้ 100 แห่ง ซึ่งต่างจากเต็นท์รถในปัจจุบัน ที่ส่วนใหญ่มีเพียงแห่งเดียว

นายคัทซึชิ โนมูระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วี-กัลลิเวอร์ จำกัด กล่าวว่า กัลลิเวอร์ เชื่อว่าตลาดรถมือสองของไทย จะเติบโตในระยะยาว แม้ช่วงนี้จะมีสถานการณ์ที่ไม่ดีก็ตาม เนื่องจากเห็นว่าสัดส่วนการถือครองรถของคนไทยยังต่ำคือ 13.8% จากข้อมูลในปี 2553 ซึ่งหากเทียบกับญี่ปุ่นพบว่ามีสัดส่วนถือครอง 86.5% ดังนั้นตลาดจึงยังเปิดกว้างทั้งรถใหม่ และรถมือสอง

กัลลิเวอร์ จะนำรูปแบบการทำธุรกิจในญี่ปุ่นมาใช้ ทั้งเรื่องของโครงสร้างราคา การจัดทำระบบฐานข้อมูลทางการตลาด และการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อลูกค้า การให้บริการตรวจสอบรถ และประเมินราคารถฟรี การจ่ายเงินที่รวดเร็ว จากการมีฐานการเงินที่แข็งแกร่ง รวมถึงการรับประกัน 6 เดือน หรือ 1 หมื่นกิโลเมตร และการเปิดโอกาสให้ลูกค้าขายคืนรถได้ภายใน 30 วัน

กัลลิเวอร์ อินเตอร์เนชันแนล เป็นผู้รถมือสองที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มีโชว์รูมกว่า 400 แห่ง โดยในแต่ละปี กัลลิเวอร์ ซื้อรถ 200,000 คัน และขายไปยังตลาดประมูล 140,000 คัน ที่เหลือเป็นการขายผ่านโชว์รูม

สำหรับขนาดรถมือสองในไทย นายฉัตรชัย วณิชธนานันต์ รองนายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วรวมทั้งสิ้นประมาณ 5,000 ราย มูลค่าตลาดรวมกว่า 6 แสนล้านบาทต่อปี โดยข้อมูลจากสมาคมเช่าซื้อ พบว่าปี 2556 มียอดเช่าซื้อรถยนต์ใช้แล้วมีประมาณ 200,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าการซื้อขายในตลาดรถยนต์มีมูลค่าสูง

ลานประมูลยังโตต่อเนื่อง

นายไซม่อน มอแรน รองประธาน แมนไฮมม์ เอเชีย แปซิฟิก ธุรกิจประมูลรถยนต์ เปิดเผยว่า การที่ตลาดรถยนต์ใหม่ของไทยมีปริมาณมาก ทำให้มีความต้องการหมุนเวียนรถมือสองมากขึ้น และทำให้ตลาดประมูลมีบทบาทสำคัญในการขายส่ง

โดยในส่วนของ แมนไฮมม์ นั้น พบว่าเติบโต 3 เท่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีการขยายลานประมูลในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยปัจจุบันมีลานประมูลในกรุงเทพฯ 5 แห่ง พิษณุโลก 2 แห่ง สุราษฎร์ธานี 1 แห่ง และ นครราชสีมา อีก 1 แห่ง

ขณะที่ สหการประมูล ลานประมูลใหญ่ที่สุดในขณะนี้ ก็เตรียมขยายลานประมูลใหม่ ที่ สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา ฝั่งธนบุรี จากเดิมมีที่สำนักงานใหญ่ และรังสิตคลอง 8