เอกชนประเมินผลกระทบหลังจากศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกร่างพ.ร.บ.กู้2ล้านล้านบาท หลายกลุ่มธุรกิจมองยังไม่ส่งผลกระทบ และเสนอแนะให้มีความชัดเจนแผนระยะยาว
เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่าแผนที่ชัด
นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่ารัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศควรใช้โอกาสที่ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทต้องยกเลิกไปตามคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญกลับมาทบทวนโครงการลงทุนด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศใหม่อีกครั้งโดยเฉพาะการวางแผนยุทธศาสตร์การคมนาคมขนส่งทางน้ำให้มีความชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากการคมนาคมขนส่งทางน้ำถือว่ามีต้นทุนทางโลจิสติกส์ถูกที่สุดเมื่อเทียบกับการคมนาคมขนส่งเส้นทางอื่นๆ แต่ประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจนแผนยุทธศาสตร์การคมนาคมขนส่งทางน้ำว่าจะพัฒนาไปในทิศทางใด
นายนพพรกล่าวด้วยว่าแม้ใน พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทจะบรรจุแผนการพัฒนาการคมนาคมทางน้ำไว้บางส่วน เช่น โครงการท่าเรือปากบารา ท่าเรือปากบารา จ.สตูล ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท แต่แผนดังกล่าวก็ขาดการเชื่อมโยงการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างซึ่งจะทำให้การก่อสร้างท่าเรือแห่งนี้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ รวมทั้งอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นจะช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น
ส่วนเรื่องการลงทุนเรื่องระบบรางคาดว่ากระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าโครงการรถไฟรางคู่ตามแผนที่ได้ศึกษาไว้ โดยใช้วิธีการบรรจุแผนไปไว้ในงบประมาณปกติ ซึ่งคาดว่าโครงการนี้จะสามารถก่อสร้างได้ตามแผนเนื่องจากเป็นโครงการที่ทุกฝ่ายเห็นว่ามีความสำคัญและไม่มีกระแสต่อต้านจากประชาชน
นายนพพร กล่าวว่า นอกจากลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมแล้ว เราจะต้องมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องของบุคลากรที่จะรองรับการพัฒนาระบบคมนาคมในอนาคตเนื่องจากในอนาคตอันใกล้นี้จะมีการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน (เออีซี) อย่างเต็มรูปแบบการบริการโลจิสติกส์จะเป็นสาขาอาชีพที่ต้องการบุคลากรที่มีความพร้อมจำนวนมาก
นอกจากนั้นรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศจะต้องมองความสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาวคือมองไปในเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอย่างแท้จริง ไม่ใช่ใช้เงินไปในโครงการที่กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นหรือเป็นประโยชน์ต่อคนบางกลุ่มเท่านั้น อย่างโครงการจำนำข้าว หรือโครงการรถยนต์คันแรก ที่สร้างปัญหาต่อเศรษฐกิจในระยะยาว หรือแม้แต่ผลักดันโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้เงินจากภาษีของประชาชนไทยไปลงทุนจนเกิดหนี้สินระยะยาว แต่คนที่ได้ประโยชน์คือต่างชาติที่มาใช้ประโยชน์มากกว่าโครงการลักษณะดังกล่าวก็ต้องมีการทบทวนและไม่ปล่อยให้เกิดขึ้นอีก
“ผมมองว่าเรื่องที่มาของเงินในการลงทุนของภาครัฐไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ปัญหาใหญ่คือเรื่องของยุทธศาสตร์การลงทุนด้านโลจิสติกส์ที่ต้องมีความชัดเจน เพราะถ้ามีความชัดเจนผมเชื่อว่าเอกชนก็พร้อมสนับสนุน นักลงทุนต่างชาติก็ให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุน ที่สำคัญเราต้องมีรัฐบาลที่มองเห็นความสำคัญของเรื่องนี้เข้าใจเรื่องการลงทุนและวางแผนที่ชัดเจนและถูกต้อง”นายนพพรกล่าว
ท่องเที่ยวชี้ไม่กระทบระยะสั้น
นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่าเสียโอกาสด้านการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมากกว่าผลกระทบในระยะสั้น เนื่องจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง ไม่ได้เกิดความเสียหายรุนแรงหากประเทศไทย หากไม่มีโครงการนี้
"รัฐบาลควรหันไปใช้งบประมาณที่มีอยู่ในการขับเคลื่อนโครงการรถไฟรางคู่ทดแทนน่าจะมีประโยชน์มากกว่า"
นางปิยะมาน กล่าวว่า ผลกระทบต่อรายได้การท่องเที่ยวที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่เท่ากับ ปัญหาด้านคมนาคมที่มีอยู่และยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะกฎหมายที่ควบคุมการจัดระเบียบผู้ให้บริการด้านการขนส่งกับนักท่องเที่ยว อาทิ ปัญหารถบัสโดยสารที่ยังขาดมาตรฐานความปลอดภัย ปัญหาการให้เช่ารถจักรยานยนต์ เป็นต้น
นางปิยะมาน ยังแนะว่า รัฐบาลควรเร่งรัดแผนการขยายรันเวย์เฟส 3 ของสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ปัจจุบันยังไม่ผ่านการพิจารณาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ทั้งๆ ที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยขยายตัวทุกปี ทำให้สทท.มองว่า กระทรวงคมนาคมควรหันมาให้ความสนใจแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ซึ่งเป็นโครงการที่จัดสรรงบประมาณรองรับอยู่แล้ว
'ยักษ์ค้าปลีก'เดินหน้ารุกภูธร
นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่าโครงการนี้ล้มไป ไม่ได้กระทบต่อแผนขยายการลงทุนของกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ซึ่งผู้ประกอบการแต่ละค่ายต่างเร่งขยายเครือข่ายสร้างโอกาสทางธุรกิจ ขณะที่การลงทุนเมกะโปรเจคภายใต้โครงการ 2 ล้านล้าน อานิสงส์ที่จะมาถึงธุรกิจค้าปลีกต้องใช้เวลาอย่างน้อย 9-15 เดือน ไม่ได้เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น
"การยกเลิก หรือโครงการไม่สามารถเดินหน้าได้ในขณะนี้ ไม่ได้ส่งผลกำลังซื้อทันทีทันใด ทั้งวงจรของการลงทุน จ้างงาน ฯลฯ จะส่งผลประโยชน์ต่อค้าปลีกหลังจากเริ่มโครงการ 9-15 เดือน"
แหล่งข่าวจากกลุ่มเซ็นทรัล ค้าปลีกขนาดใหญ่ที่มีแผนขยายสาขาในต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลยังคงเดินหน้าลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกิจการค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ เพื่อขยายเครือข่ายเข้าถึงลูกค้าโดยมีแผนเปิดโครงการใหม่และสาขาใหม่จำนวนมาก ภายใต้งบลงทุนกว่า 4.4 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้าหมายผลักดันยอดขายเติบโต 14% คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.67 แสนล้านบาท
"แม้จะยังไม่มีการลงทุนเมกะโปรเจค วงเงิน 2 ล้านล้าน แต่ประเทศไทยยังมีการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ตามการเติบโตของชุมชน วิถีชีวิต พัฒนาการทางธุรกิจ ส่งผลให้เศรษฐกิจและกำลังซื้อในตลาดต่างจังหวัดขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง เป็นโอกาสสำคัญของภาคการลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ"
อย่างไรก็ตาม ไทยมีความได้เปรียบในฐานะศูนย์กลางแห่งภูมิภาคอาเซียน จำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยเฉพาะระบบคมนาคม ขนส่ง ฯลฯ เพื่อสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันเหนือคู่แข่งประเทศเพื่อนบ้านที่ต่างเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เช่นเดียวกัน









