วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อาร์เอสชิงเบอร์3'ทีวีดิจิทัล'

อาร์เอสตั้งเป้าชิงอันดับ3 ธุรกิจทีวีดิจิทัลใน3ปี คงเป้ารายได้ปีนี้ 5 พันล้านบาท โต 43%จากปีก่อน ยันไม่มีแผนเพิ่มทุนหลังกู้แบงก์1.8 พันล้านบ.

เจาะค่ายลาดพร้าว "อาร์เอส" ตั้งเป้าชิงอันดับ 3 ธุรกิจทีวีดิจิทัลในเวลา 3 ปี มั่นใจการเมืองยืดเยื้อส่งผลกระทบเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ไม่กระทบผลประกอบการ คาดปีนี้รายได้แตะ 5 พันล้านบาทโต 43% จากปีก่อนที่ทำสถิติสูงสุด ขณะที่ กำไร 600 ล้านบาท จากอานิสงส์ทีวีดิจิทัลหนุนยันไม่มีแผนเพิ่มทุน หันใช้เงินกู้แบงก์แจงหนี้ต่อทุนสูงสุด ทะลุ 2.7 เท่า แต่รับมือได้ หวังธุรกิจทีวีคุ้มทุนภายใน 5 ปี

ปีที่ผ่านมาภาพรวมผลประกอบการ บริษัทอาร์เอสมีการเติบโต ฝ่ากระแสความวุ่นวายทางการเมืองได้อย่างดี โดยรายได้และกำไรทำสถิติสูงสุดตั้งแต่ตั้งบริษัท เพราะรับอานิสงส์ธุรกิจทีวีดาวเทียมผลักดันให้บริษัทอาร์เอสกลับมาเทริน์อะราวด์อย่างเห็นได้ชัด "ดามพ์ นานา" ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัทอาร์เอส(RS) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า ในปี 2557 บริษัทอาร์เอส ยังสามารถจะเติบโตเช่นเดียวกันปีก่อน แม้ว่าสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจยังไม่ได้มีทิศทางที่ดีขึ้น แต่การที่บริษัทจะขยับเข้าไปสู่ธุรกิจทีวีดิจิทัลอย่างเต็มตัว ก็ทำให้เชื่อว่าจะได้รับอานิสงส์ในครั้งนี้อีกเช่นกัน

"ปีนี้บริษัทคาดว่าจะมีรายได้ที่ 5 พันล้านบาท และมีกำไร 600 ล้านบาท โดยธุรกิจสื่อ ได้แก่ โทรทัศน์ วิทยุ และกีฬาจะเป็นธุรกิจที่มีความโดดเด่น โดยจะมีรายได้เติบโตได้ดี ธุรกิจโทรทัศน์น่าจะมีรายได้ 850 ล้านบาทจาก 400 ล้านบาท ธุรกิจวิทยุ มีรายได้ 650 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 17% ขณะที่ธุรกิจกีฬาจะมีรายได้อยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท และน่าจะมีกำไรไม่ต่ำกว่า 100-120 ล้านบาทอย่างไรก็ตามการทำธุรกิจทีวีดิจิทัลในปีนี้แรกคาดว่าจะมีกำไรทันที "

เขาบอกว่าแผนการดำเนินธุรกิจเชิงรุกในปีนี้ บริษัทจะเน้นไปที่ธุรกิจทีวีดิจิทัล โดยบริษัทจะนำช่อง 8 หรือสบายทีวี ที่อยู่ในระบบทีวีดาวเทียมยกระดับเข้าสู่ระบบดิจิทัล ปัจจุบันช่อง 8 อยู่ในอันดับ 5 ของประเทศที่มีคนดูมากสุดในช่วง 2 ปี ถือเป็นจุดแข็งของบริษัทอาร์เอส ซึ่งเข้ามาในธุรกิจทีวีดาวเทียม 4 ปี ถือว่าบริษัทประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ และการจะก้าวข้ามสู่ธุรกิจทีวีดิจิทัล ก็ถือว่าเป็นไม่ยากที่จะผลักดันให้เติบโตต่อไป

"บริษัทอาร์เอสตั้งเป้าหมายในธุรกิจทีวีดิจิทัล คาดว่าจะขึ้นอันดับ 3 ได้ภายใน 3 ปีข้างหน้า เนื่องจากมองว่า ผู้ประกอบการการในธุรกิจทีวีดิจิทัลจะถูกจัดกลุ่มและแบ่งระดับความน่าสนใจ อันดับแรกจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความแข็งแรง อันดับสอง จะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายเดิมที่มีความอ่อนแอ มีต้นทุนการผลิตรายการที่สูง ซึ่งเวลาจะเป็นตัวบ่งชี้ว่ารายใดจะสามารถรักษาอันดับไว้ได้หรือไม่ ขณะที่อาร์เอส มองตัวเองจะสามารถแย่งชิงอันดับ 3 ได้ไม่อยาก กลุ่มที่เหลือจะเป็นกลุ่มเฉพาะกิจ เช่นกลุ่มข่าวสาร และกลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ซึ่งไม่เคยอยู่ในธุรกิจสื่อ "

ดามพ์มองการแข่งขันในธุรกิจทีวีดิจิทัลไว้ว่าตลาดการทำธุรกิจโทรทัศน์ถูกเปิดกว้างมากขึ้นจาก 4 ช่อง เป็น 24 ช่อง ซึ่งทำให้มีช่องทางการในการขยายธุรกิจได้ ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยความเสี่ยงที่รออยู่ข้างหน้า ซึ่งเขาประเมินว่าในช่วงเวลา 2-3 ปี จากนี้ จะเป็นช่วงเวลาของการวัดความสามารถของผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุน และจะรับรู้ว่า รายใดจะอยู่รอดต่อไป บริษัทอาร์เอสมั่นใจว่าจะสามารถแข่งขันได้ เพราะมีต้นทุนการผลิตต่ำ เนื่องจากเป็นผู้ผลิตรายการ รวมทั้งมีคอนเทนท์ที่แข็งแรงอยู่แล้ว ซึ่งวัดได้จากช่อง 8 จึงทำให้มั่นใจว่าจะช่วงชิงอันดับ 3 ในธุรกิจทีวีดิจทัล ได้ไม่ยาก โดยกลยุทธ์ที่เดินไปคือ การทำสัญญากับลูกค้าไว้ก่อนที่ยกระดับเป็นดิจิทัลทีวี โดยหากเข้ามาเซ็นสัญญาระยะยาว บริษัทจะคงราคาไว้เท่าเดิม และเป็นเรทราคาของทีวีดาวเทียม ซึ่งเป้าหมายควรจะมีลูกค้าทำสัญญาไม่ต่ำกว่า 60% และตอนนี้เราได้มาค่อนข้างใกล้เคียงเป้าหมายแล้ว ทั้งนี้ แนวโน้มการปรับขึ้นค่าโฆษณาในช่อง 8 คาดว่าจะปรับขึ้นอัตราประมาณ 50%ทุกปี

ส่วนธุรกิจวิทยุ ยังมีสัญญาณที่ดี จากการปรับราคาขึ้น โดยเฉพาะในคลื่นคลู 93 เมกะเฮิรตซ์ มีการใช้พื้นที่สื่อเต็มรูปแบบ และถ้าพิจารณาที่เรทติ้ง และความคุ้มค่าการโฆษณา ที่มีการแพร่กระจายไปถึงคนได้มากกว่า แม้จะขยับราคาโฆษณาขึ้น 20%ลูกค้าก็ยอมที่จะจ่ายเงิน ขณะที่คลื่น สบายดีเรดิโอ 88.5 เมกะเฮิรตซ์ก็ติดตลาด และคลื่นน้องใหม่ 91.5 เมกะเฮิรตซ์ ก็เริ่มมีพัฒนาการ

ด้านธุรกิจกีฬา บริษัทอาร์เอสได้รับสิทธิ์การถ่ายทอดฟุตบอลโลกปี 2014 และลาลีกา ซึ่งคาดว่าปีนี้จะมีรายได้จากธุรกิจนี้ประมาณ1.4 พันล้านบาท ส่วนกรณีที่เป็นเรื่องคดีความก็อยู่ในการพิจารณาของชั้นศาล ซึ่งมั่นใจว่าผลการตัดสินจะไม่มีผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรในอนาคต เพราะบริษัทมีการเตรียมความพร้อมและเงินไว้แล้ว ขณะที่ธุรกิจงานเพลง และโชว์บิท ซึ่งเป็นธุรกิจเดิม จะมีรายได้จะอ่อนตัวลง โดยปีนี้คาดว่าจะลดลง 12% และโชว์บิทจะลดลง 4%

ส่วนภาพรวมบริษัทในระยะสั้นนั้น สถานการณ์การเมืองมีผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมมีเดียเฉพาะใน 1-2 เดือนแรกเท่านั้น โดยรายได้จากธุรกิจสื่อลดลงประมาณ 30% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการไว้ แต่ช่วงเดือนมี.ค.2557 มีสัญญาณเม็ดเงินโฆษณาเริ่มกลับมาดีกว่าตอนต้นปีแล้ว เนื่องจากเข้าใกล้ช่วงฤดูกาลคึกคัก ในเดือนเม.ย.ของทุกปี

ดามพ์บอกว่าในด้านแหล่งเงินทุน บริษัทยืนยันจะไม่มีการเพิ่มทุนในช่วง 3 ปีนี้ และคาดว่าธุรกิจทีวีดิจิทัลจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 5 ปี ซึ่งเงินทุนส่วนใหญ่ที่ใช้จะเน้นการกู้เงินจากสถาบันการเงิน โดยตอนนี้มีวงเงินสินเชื่อแล้วประมาณ 1.8 พันล้านบาท และจะทยอยนำออกมาใช้ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปจ่ายค่าใบอนุญาต ปัจจุบันบริษัทมีหนี้ต่อทุนอยู่ที่ 0.9 เท่าและจะสูงสุดในอีก 3 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 2.7 เท่า จากนั้นก็จะปรับลดลงเมื่อมีกำไรมากขึ้น