5 ปี BG เด้งขึ้นแท่นผู้นำ

ปวิณ ภิรมย์ภักดี หลายชายรุ่นที่ 4 ของ สันติ ภิรมย์ภักดี มุ่งมั่นปั้น บางกอกกล๊าส ขึ้นแท่น ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ครบวงจร ภายใน 5 ปี
ธงผืนใหญ่ของ “ปวิณ ภิรมย์ภักดี” เจเนอเรชั่นที่ 4 รุ่นเดียวกับ “ปิติ ภิรมย์ภักดี-วุฒินันท์ ภิรมย์ภักดี” คือ นำ บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BG ผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และระดับชั้นแนวหน้าในภูมิภาคเอเชีย เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงไตรมาส 2/2557
ด้วยการเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวน 241.4 ล้านหุ้น คิดเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนหุ้นทั้งหมด มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 5 บาท เงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปก่อสร้างและพัฒนาโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ประเภทแก้วแห่งใหม่ จังหวัดราชบุรี ที่เหลือนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
“ปวิณ” เป็นบุรุษชายคนสุดท้อง ในจำนวนพี่น้อง 4 คน (พลิศร์-สรวัช ภิรมย์ภักดี และ “ปีย์จิต โอสถานนท์” (ภิรมย์ภักดี) ของ “วาปี-ท่านผู้หญิงเหมือนจิตร ภิรมย์ภักดี” และมีศักดิ์เป็นหลานชายของ “สันติ ภิรมย์ภักดี” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ซึ่ง “บางกอกกล๊าส” ถือหุ้นใหญ่ 50.62 เปอร์เซ็นต์ โดย “บุญรอดบริวเวอรี่” รองลงมาเป็น “ตระกูลภิรมย์ภักดี” จำนวน 8.18 เปอร์เซ็นต์ (ตัวเลขหลังขายหุ้นไอพีโอ)
ห้องประชุมเล็กที่เต็มไปด้วยรูปภาพและถ้วยรางวัลของ “สโมสรฟุตบอลบางกอกกล๊าส” เจ้าของฉายา "The Rabbits" ดำเนินการโดยบริษัท บีจีเอฟซี สปอร์ต จำกัด ณ ชั้น 32 อาคารโอเชียน ทาวเวอร์ คือ “จุดนัดพบ” ระหว่าง “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” กับ “ปวิณ ภิรมย์ภักดี” กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ”บมจ.บางกอกกล๊าส “สโมสรฟุตบอลแห่งนี้ส่งรายได้เข้าบริษัทประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้รวม “ฟุตบอล” คือ กีฬาสุดโปรดของผม หากจะนั่งคุยเรื่องนี้คงต้องคุยกันเป็นเดือนๆ” เขาพูดถึงความชอบส่วนตัว
ตอนประเทศไทยเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 สดๆร้อนๆ เป็นช่วงที่กำลังบินกลับเมืองไทยพอดี หลังเรียนจบปริญญาตรี BBA (MANAGEMENT), DENVER UNIVERSITY (USA) ตอนนั้นไม่อยากทำงานกับธุรกิจของครอบครัว เพราะต้องการเข้าไปทำงานในบริษัทน้ำมันแห่งหนึ่ง แต่ช่วงนั้นบริษัทน้ำมันกำลังปลดพนักงานออก 500 คน เขาเลยไม่รับเรา ทั้งๆที่ยื่นข้อเสนอขอเข้าไปฝึกงานโดยไม่รับเงินเดือนก็ตาม
ตอนนั้นเดินไปปรึกษาคุณพ่อ ท่านแนะนำว่า 6 เดือนแรกให้ลองมาทำงานในบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด จากนั้นค่อยไปทำงานใน “บมจ.บางกอกกล๊าส” 6 เดือนหลัง แล้วลองชั่งใจดูว่า ชอบงานที่ไหนมากกว่ากัน สุดท้ายเรารู้สึกว่า ไม่ชอบการงานใน “บุญรอดบริวเวอรี่” แต่ชอบใน“บางกอกกล๊าส” มากกว่า
“ผมชอบทำงานแบบ “ธุรกิจกับธุรกิจ” หรือ บีทูบี (B-to-B = Business-to-Business) อธิบายง่ายๆ คือ ธุรกิจกับธุรกิจติดต่อซื้อขายสินค้ากันผ่านอินเตอร์เน็ต ผมไม่ชอบทำงานแบบ “ธุรกิจกับผู้ซื้อปลีก” หรือ บีทูซี (B-to-C = Business-to-Consumer) คือ ประเภทที่ผู้ซื้อปลีกใช้อินเตอร์เน็ตในการซื้อสินค้าจากธุรกิจที่โฆษณาอยู่ในอินเตอร์เน็ต”
แม้จะเริ่มงานใน “บางกอกกล๊าส” ในช่วงวิกฤติปี 2540 แต่ถือว่า “โชคดี” เพราะได้เรียนรู้และศึกษาการทำธุรกิจในช่วงวิกฤติ ตอนนั้นบริษัทต้องวางแผนธุรกิจแบบ “ระมัดระวัง” แต่ด้วยความที่ “บางกอกกล๊าส” เป็นบริษัทที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ไม่มีหนี้ มีแค่หนี้ของลูกค้าเท่านั้น ทำให้เราไม่โดนผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจเท่าไร
“ผมสัมผัสงานใน “บางกอกกล๊าส” แทบทุกจุด ตำแหน่งแรก คือ เจ้าหน้าที่การตลาด ก่อนจะย้ายไปเรียนรู้งานในอีกหลายแผนก”
ถามถึงโจทย์สำคัญในช่วง 5 ปีข้างหน้า (2557-2561) ของ “บุญรอดบริวเวอรี่” ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ “ปวิณ” เล่าว่า ธุรกิจของ “กลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่” ต้องเป็น “เบอร์ 1 หรือ ไม่ก็เบอร์ 2 เท่านั้น” นี่คือ สารของผู้ถือหุ้นใหญ่ วันนี้ธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วที่มีกำลังการผลิตประมาณ 3,640 พันตันต่อวันของเราขึ้นแท่นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในเมืองไทย และอาเซียน แม้สัดส่วนลูกค้าจะมาจากฝั่ง “กลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่” ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ อีก 50 เปอร์เซ็นต์ มาจากลูกค้าทั่วไปก็ตาม
ฉะนั้นสเต็ปต่อไป คือ เราต้องเป็น “ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ครบวงจร ทั้งบรรจุภัณฑ์แก้ว หรือ บรรจุภัณฑ์ที่ไม่ใช้แก้ว” ธุรกิจที่ไม่ใช่แก้ว คือ “ธุรกิจแพคเกจจิ้ง” เช่น ฝาพลาสติก ฝาอะลูมิเนียม ลังพลาสติก กล่องกระดาษลูกฟูก และขวดพลาสติกชนิดอื่นๆ เป็นต้น เราต้องขึ้นแท่น 1 ในแถบอาเซียนให้ได้ นี่คือ แผนระยะยาวของเรา
ฉะนั้นเพื่อให้เป็นไปตามโจทย์ที่ตั้งไว้ กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ได้เปิด “ไฟเขียว” เรื่องการลงทุนบรรจุภัณฑ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจกลุ่มบุญรอด ซึ่งเราอาจเข้าไปลงทุนก่อน ถ้าหากเห็นว่า มีมูลค่าเพิ่ม หรือมีช่องทางการตลาดให้กับเรา แผนนี้ไม่ได้ทำแค่เพียงในประเทศเท่านั้น แต่จะออกไปทำในต่างประเทศด้วย ผู้ถือหุ้นใหญ่เข้าสนับสนุนเต็มที
เขา เล่าต่อว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า เราจะพยายามลดสัดส่วนรายได้จากธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วให้เหลือ 60 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 85 เปอร์เซ็นต์ และจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจบรรจุภัณฑ์อื่นๆเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 15 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าจะเริ่มค่อยๆ เห็นสัดส่วนรายได้บรรจุภัณฑ์แก้วลดลงในปี 2558
ถามถึง “กลยุทธ์” เขาบอกว่า เราจะขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ,หาพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อร่วมทุน ,พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และควบรวมกิจการ (M&A) ในธุรกิจที่บริษัทยังไม่มี รวมถึงขยายไปสู่ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ใช่แก้วมากขึ้น เขาย้ำ ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าที่ไม่ใช่แก้วประมาณ 1,000 รายการ
"จากนี้ไปเป้าหมายการเติบโตของ “บางกอกกล๊าส” ต้องขึ้นเป็นเลข 2 หลัก”
ทำไมต้องลดสัดส่วนรายได้ธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้ว? “ปวิณ” ตอบคำถามนี้ว่า เรามองในเรื่องการกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ เมื่อในอดีตลูกค้าหลักของเราเป็นกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่มากถึง 85 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อมีการขึ้นภาษีเหล้า เบียร์ ย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจของเราด้วย เมื่อเห็นความเสี่ยงตรงนั้น นโยบายเบื้องต้น คือ การผันสินค้าของเราไปขายให้ลูกค้ารายอื่นๆ เพื่อไม่ให้อิงอยู่กับลูกค้ารายเดียว หากเราไม่มีธุรกิจมาช่วยประคองความเสียหายคงเกิดเยอะแยะ
นอกจากนี้เรายังมีเป้าหมายจะขยายตลาดธุรกิจที่ไม่ใช่แก้วไปสู่ตลาดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 โดยยังคงใช้ฐานการผลิตในเมืองเป็นหลัก เนื่องจากมีต้นทุนต่ำ ทั้งเรื่องระบบขนส่งและต้นทุนวัตถุดิบ
ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้รวม และปี 2557 คาดว่าจะมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ สำหรับตลาดในประเทศบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) อันดับ 1 คิดเป็นสัดส่วน 30 เปอร์เซ็นต์ของตลาดรวม
เขา เล่าต่อว่า สำหรับธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้ว ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยมีต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมแก้วค่อนข้างต่ำ เห็นได้จากการที่บริษัทสามารถส่งออกไปในหลายประเทศทั่วโลก “จุดเด่น” ของ “บางกอกกล๊าส” คือ มีต้นทุนต่ำ เพราะเรามีการบริหารจัดการเรื่องต้นทุนได้ดี เชื่อว่าเมื่อมีการเปิด AEC ธุรกิจเรามีโอกาสเติบโตได้อีก
“ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะสร้างโรงบรรจุภัณฑ์แก้วใหม่ ต้องคำนึงในหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตลาดภายในประเทศนั้นๆ ราคาต้นทุนในเชิงค่าพลังงาน ต้นทุนค่าขนส่ง และบุคลากร เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องคิดก่อนตัดสินใจ เชื่อว่า ในอนาคตศูนย์กลางอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์แก้วคงขยับเข้ามาในแถบอาเซียน”
ส่วนบรรจุภัณฑ์อื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์แก้ว ต้องยอมรับว่าคู่แข่งค่อนข้างมาก ไม่เหมือนธุรกิจแก้ว เราคงแข่งเรื่องต้นทุนการผลิตไม่ได้แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้เปรียบคู่แข่ง คือ บริษัทมีพันธมิตรทางธุรกิจที่สร้างมูลค่าให้กับบริษัท และเรามี “วันสต็อปเซอร์วิส” พูดได้ว่า เราคือ Convenience Store ของธุรกิจ “แพคเกจจิ้ง” ลูกค้าเข้ามาสามารถเลือกสินค้าได้ทุกอย่าง
“ปวิณ” ยอมรับว่า ปี 2557 เป็นปีที่ต้อง “เช็ดเหงื่อ” กันหน่อย ซึ่งเป็นผลมาจากทางการปรับขึ้นอัตราภาษีเบียร์ แต่เชื่อว่า รายได้ยังทำได้เป็นตัวเลขสองหลัก แต่เราคงต้องใช้ “ความระมัดระวัง” ในการลงทุนมากขึ้น เราคงต้องดำเนินธุรกิจด้วยการ “รัดเข็มขัด” มากขึ้น
สำหรับการลงทุนในต่างประเทศเป็นสิ่งที่ “บางกอกกล๊าส” มองมาโดยตลอด ปัจจุบันกำลังศึกษาว่าที่ไหนมีศักยภาพ ตอนนี้กำลังคุยกับพันธมิตรหลายราย หากต้องการลงทุนจริงๆคงเป็นประเทศในแถบอาเซียน แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันเราขอศึกษาก่อน
ถามถึงแผนลงทุนในเมืองไทย เขาบอกว่า บริษัทมีแผนการขยายลงทุน เพื่อสร้างเตาหลอมแก้วที่ 1 จังหวัดราชบุรี ขนาดกำลังการผลิต 320 ตันต่อวันมูลค่าลงทุน ประมาณ 2,000 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2558 ซึ่งตามแผน 5 ปี บริษัทจะต้องขยายเตาหลอมในจังหวัดราชบุรีให้ได้ 4 แห่ง
ส่วนกำลังการผลิตในปีนี้คาดว่าจะเพิ่มในส่วนเตาหลอมแก้วที่ 4 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อีก 450 ตันต่อวัน ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ด้วยเงินลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท ส่งผลให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 3,640 ล้านตันต่อวัน เป็น 4 ,450 ตันต่อวัน
โดยภายหลังโครงการขยายกําลังการผลิตและสร้างโรงงานใหม่ดังกล่าวแล้วเสร็จ บริษัทจะมีโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วจํานวน 6 โรงงาน และมีเตาหลอมแก้วทั้งสิ้น 15 เตา ซึ่งจะทําให้บริษัทมีกําลังการผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“สโมสรฟุตบอลบางกอกกล๊าส”
“ปวิณ ภิรมย์ภักดี” ในฐานะประธาน “สโมสรฟุตบอลบางกอกกล๊าส” เล่าถึงทีมฟุตบอลของตัวเองว่า ก่อตั้งมาในปี 2551 ด้วยทุนจดทะเบียนจำนวน 20 ล้านบาท ถือหุ้นโดย “บางกอกกล๊าส” ในสัดส่วน “ร้อยเปอร์เซ็นต์” ถือเป็นหนึ่งในสโมสรระดับแนวหน้า จากทั้งหมด 18 สโมสร ในศึกฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นลีกสูงสุดของประเทศไทย
รายได้ของสโมรฟุตบอลจะมาจาก 3 ทาง ประกอบด้วย 1.รายได้จาก “สปอนเซอร์” 2.รายได้จากลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด ซึ่งปัจจุบัน “ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป” เซ็นต์สัญญาการถ่ายทอดสด 3 ปี ปีละ 600 ล้านบาท ซึ่งทีมฟุตบอล “ไทยพรีเมียร์ลีก” ที่มี 20 ทีม รับเงินไปคนละ 20 ล้านบาทต่อปี ซึ่งรวม 3 ปี ทีมละ 60 ล้านบาท หลัง 3 ปี จะมีการเจรจาใหม่ สุดท้ายคือ รายได้ การขายสินค้า ขายตั๋ว
“ปวิณ” บอกว่า แรกเริ่มมีวัตถุประสงค์ตั้งสโมสร เพื่อบริหารจัดการสโมสรฟุตบอลบางกอกกล๊าส ต่อมาทางบริษัทได้มีนโยบายที่จะขยายประเภทของสโมสรกีฬาให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น หลังเล็งเห็นถึงศักยภาพทางด้านกีฬาของนักกีฬาไทย ซึ่งมีความสามารถในประเภทกีฬาชนิดต่างๆ
ขณะเดียวกันบริษัทยังมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างและพัฒนาอาชีพนักกีฬาของสังคมไทย โดยยกระดับมาตรฐานอาชีพนักกีฬาในกีฬาแต่ละประเภท และสร้างโอกาสทางอาชีพ สร้างความรับรู้ถึงความสำคัญของกีฬาในชุมชน รวมทั้งมีส่วนร่วมเพื่อปลูกฝังเยาวชนไทยให้มีน้ำใจนักกีฬา ห่างไกลจากยาเสพติด




