"สุพันธุ์" ชิงประธานสอท. เน้นนโยบายปรองดอง ลั่นหากชนะพร้อมดึงฝ่าย "วิศิษฎ์" ร่วมบริหาร ส.อ.ท. ยันปกป้องส.อ.ท.ปลอดนักการเมืองเข้าแทรกแซง
วันที่ 17 มี.ค.นี้จะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อเลือกประธานส.อ.ท.คนใหม่แทนนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ที่หมดวาระลง โดยมีผู้เสนอตัวเข้าแข่งขันในการเลือกตั้งประธานครั้งนี้ 2 คน ประกอบด้วย นายสุพันธุ์ มงคลสุธี กับนายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ทั้ง 2 คนต่างมั่นใจว่าจะได้รับความไว้วางใจสมาชิกให้เป็นประธานส.อ.ท.คนใหม่ หลังจากในช่วงปีที่ผ่านมามีความขัดแย้งอย่างหนักในองค์กรนี้
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ผู้สมัครชิงประธานส.อ.ท.คนใหม่แทนนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล กล่าวว่า นโยบายหลักของตนหากได้รับเลือกตั้งเป็นประธาน ส.อ.ท. จะเน้นเรื่องการสร้างความเป็นเอกภาพภายใน ส.อ.ท.
เรื่องแรกที่จะดำเนินการ คือ เข้าไปประสานงานกับทีมงานของนายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ รองประธาน ส.อ.ท. ที่เป็นคู่แข่ง ให้เข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อที่จะสร้างองค์กรให้เป็นปึกแผ่นไม่แตกแยกเช่นที่ผ่านมา รวมทั้งจะให้สมาชิกกลุ่มอุตสาหกรรมทั้ง 42 กลุ่ม เข้าไปร่วมทำงานกับกลุ่มสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอย่างใกล้ชิด ให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ลงไปช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในทุกๆด้าน
นอกจากนี้ที่สำคัญจะปกป้องไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงส.อ.ท.โดยเด็ดขาด และกล้าที่จะชนการเมือง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของสมาชิกเป็นหลัก
“ขอยืนยันว่าตนเองไม่ได้เป็นนอมินีของใคร แม้แต่นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานคนปัจจุบัน ผมเป็นกลางมาโดยตลอด จะเห็นว่าที่ผ่านมาแม้จะมีความขัดแย้งกัน จนทำให้เกิดเป็น 2 สภาฯ ผมก็ถูกแต่งตั้งให้อยู่ทั้ง 2 สภาฯ ดังนั้นผมจึงไม่ใช่คู่ขัดแย้งของนายวิศิษฎ์ แต่เป็นเพียงคู่แข่ง และเมื่อแพ้ ผมเองก็จะอยู่ทำงานต่อ ไม่ลาออกเช่นอดีตที่ทำกันและจะไม่ฟ้องร้องอะไร เพราะผมไม่ใช่นักการเมือง ไม่ได้มาหาผลประโยชน์อะไรจาก ส.อ.ท.” นายสุพันธุ์ กล่าว
นโยบายหลักอีกประการ ก็คือการคัดค้านที่ไม่ให้นักการเมืองนำนโยบายปรับขึ้นค่าแรงมาหาเสียงโดยเด็ดขาด โดยต้องการให้เป็นกลไกตลาดเนื่องจากที่ผ่านมาการขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวัน ได้ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างมาก รวมทั้งจะผลักดันให้รัฐบาลใหม่มีนโยบายการพัฒนาระบบขนส่งหรือลอจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งให้ภาคอุตสาหกรรมไทย เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) ที่จะทำให้ไทยก้าวสู่ศูนย์กลางภูมิภาคนี้
นอกจากนี้ต้องการให้ดูแลเรื่องระบบการสื่อสารของไทย ที่ให้เกิดการแข่งขันการบริการที่มากขึ้น เพื่อลดต้นทุนการบริการ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันค่ายมือถือหลักๆ ก็มีเพียง 2-3 ค่ายเท่านั้น ทำให้ขาดการแข่งขันที่เป็นธรรม ในส่วนของการพัฒนาการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศ จะพัฒนาสภาธุรกิจต่างชาติที่ ส.อ.ท. เป็นผู้ดูแล ได้แก่ สภาธุรกิจไทย-อินโดนีเซีย ,ไทย-รัสเซีย ,ไทย-ฟิลิปปินส์ ,ไทย-มาเลเซีย และไทย-พม่า ให้เข้มแข็ง โดยจะพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ให้มีความพร้อมในการประสานงาน และดึงดูดให้บริษัทไทยที่เข้าไปลงทุนในประเทศเหล่านี้เข้ามาช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีออกไปขยายตลาดและลงทุนในต่างประเทศ
นายทวี ปิยะพัฒนา รองประธานอาวุโส ส.อ.ท. หนึ่งในทีมงานนายสุพันธุ์ กล่าวว่า วันที่ 17 มี.ค.ที่จะมีการเลือกคณะกรรมการจากการเลือกตั้ง 232 คน เชื่อว่าก็จะรู้ผลว่านายสุพันธ์ชนะแน่ เบื้องต้นประเมินว่าคะแนนของนายสุพันธ์จะทิ้งห่างอีกฝ่าย 500 คะแนน โดยคะแนนจากกรรมการแต่งตั้ง 116 คน เชื่อว่า 70% เลือกนายสุพันธ์ และคณะกรรมการประเภทเลือกตั้งจำนวน 232 คน คาดว่าจะเทคะแนนมาให้ ซึ่งจากการประเมินฐานเสียงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลาง และใต้ ส่วนใหญ่ก็จะเลือกฝ่ายนายสุพันธุ์ ส่วนภาคเหนือคะแนนของฝ่ายนายวิศิษฎ์ โดยการเลือกตั้งครั้งนี้คาดว่าจะมีสมาชิก ส.อ.ท.ทั่วประเทศมาลงทะเบียนเลือกตั้งประมาณ 3,000 คนจากปกติจะมาเพียง 2,300 คนจากสมาชิก 7,000 คน
ด้าน นายธนิต โสรัตน์ รองประธานส.อ.ท. กล่าวว่า ตนสนับสนุนนายวิศิษฎ์ ซึ่งมั่นใจว่าคะแนนเสียงซึ่งส่วนใหญ่ มาจากเอสเอ็มอีซึ่งมีมากถึง 70%ของสมาชิกทั้งหมด โดยสิ่งที่วิตกกังวลคือความโปร่งใสในการเลือกตั้งเท่านั้น ดังนั้นวันที่ 17 มี.ค.นี้ คงจะต้องติดตามสถานการณ์การเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด






