background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

การลงทุน คือ ดอกเบี้ยทบต้น

การลงทุน คือ ดอกเบี้ยทบต้น

"สุพงศ์วร เมี้ยนโภคา" ผจก.แอสเซท พลัส แนะเคล็ดลับดีๆ 4 ข้อ ที่จะลงทุนให้สำเร็จ

"การลงทุนส่วนตัวต้องมีความชัดเจน" นั่นคือ มุมมองของ "สุพงศ์วร เมี้ยนโภคา" ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บลจ.แอสเซท พลัส หนึ่งในทีมงานคุณภาพที่มีประสบการณ์และความสามารถมากขององค์กรแห่งนี้มอง และนั่นนำมาสู่สไตล์การลงทุนที่มีความชัดเจนของเขาเองด้วยเช่นกัน

สุพงศ์วร บอกว่า ถ้าเป็น "เงินลงทุนส่วนตัว"จะลงทุนในหุ้นค่อนข้างมากประมาณ 80% นี่ไม่รวมบ้านและคอนโดมิเนียม อีก 20% เป็นเงินฝากหลักๆ ที่ใช้เป็นสภาพคล่องเท่านั้นไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องไปใช้ด้านอื่นอาจจะมีลงทุนในทองคำบ้างเล็กน้อย เพราะจะเน้นในเรื่องของการเติบโต เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายอิสรภาพทางการเงินและเอ็นจอยไลฟ์ในช่วงที่เราเกษียณไม่ต้องคิดมากเรื่องเงินทองสามารถมีความสุขกับชีวิตไปได้ ส่วนตัว ตั้งเป้าจะเกษียณเร็วกว่ากำหนดที่ 55 ปี พยายามทำให้เร็ว ถ้าเราสะสมความมั่งคั่งไว้พอ แล้วก็สามารถลงทุนด้วยตัวเองได้ ก็จะเพิ่มอิสรภาพทางการเงินให้ตัวเองได้อีกมาก

แต่ถ้าเป็น "เงินลงทุนของครอบครัว" จะเน้นในเรื่องของรายได้ที่มาระหว่างปีด้วยก็จะมีหุ้นน้อยประมาณ 20% อีก 80% เป็นหุ้นกู้ กองทุนตราสารหนี้ เงินฝากประจำ เงินฝากที่ครบกำหนด รูปแบบการลงทุนจะชัดเจน คือ เงินตัวเองเสี่ยงได้มากกว่าแต่ของครอบครัวไม่ได้เอาไปเสี่ยงมากเน้นในเรื่องของการสร้างรายได้เป็นสำคัญ

ถ้ามองมาที่เงินลงทุนส่วนตัวในส่วนของหุ้นนั้น ส่วนใหญ่จะลงผ่าน "กองทุนรวม" เพราะด้วยหน้าที่การงานที่ทำอยู่ก็ไม่เหมาะที่จะมาลงทุนในหุ้นด้วยตัวเองแต่ประการใด ในช่วงก่อนมีสัดส่วนการลงทุนหุ้นในประเทศค่อนข้างมากแต่มาในปีที่หุ้นในประเทศเริ่มมีความจำกัดในเรื่องของราคา จึงขยับไปลงทุนในกองหุ้นต่างประเทศเพิ่มขึ้น ปัจจุบันก็มีสัดส่วนของหุ้นในประเทศกับต่างประเทศอย่างละครึ่ง โดยต่างประเทศที่ไปก็จะเป็นตลาดพัฒนาแล้วโดยเฉพาะญี่ปุ่นและยุโรป

"กองทุนที่เลือกส่วนใหญ่จะเป็นการบริหารเชิงรุก (Active Fund) เพราะว่ายังเห็นความสามารถของผู้จัดการกองทุนและรู้ว่าสไตล์ใครเป็นยังไง เราจะพอรู้ว่าปีนี้ถ้ามองตลาดแบบนี้น่าจะไปฝากให้ใครดูแลมากกว่า ส่วนตัวจะรอจังหวะเข้าลงทุนแบบทยอยซื้อเหมือนกัน เวลาตลาดลงมีเงินสดก็ทยอยเข้าไม่ได้ซื้อทีเดียว แต่ไม่ซื้อช่วงหุ้นขึ้น จะซื้อตอนหุ้นลงในลักษณะทยอยซื้อเหมือนกัน ในช่วงที่ตลาดไม่ดี ราคาหุ้นมันถูกก็ไปซื้อ พอหุ้นขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ขายเหมือนกันแต่ไม่ใช่ 5% หรือ 10% แต่จะรอให้จบวัฏจักรรอบใหญ่ๆ มากกว่าจะไม่เล่นรอบเล็ก"

สุพงศ์วร ยังบอกอีกว่า ในส่วนของหุ้นก็จะมีที่ลงทุนผ่าน "กองทุนประหยัดภาษี" และ "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ" ด้วยเช่นกัน ในส่วนของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เป็นหุ้นอยู่แล้ว ในส่วนของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ก็จะเน้นลงทุนในหุ้นเป็นส่วนใหญ่เพราะจากปัจจุบันจนถึงเกษียณยังมีระยะเวลาอีกยาว ดังนั้นผลตอบแทนที่ได้ยังไงหุ้นก็ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเริ่มต้นลงทุนในกองทุน RMF มาตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มทำงานและลงทุนเต็มจำนวนมาตลอดเรื่อยๆ เพราะเชื่อมั่นการลงทุนระยะยาวในหุ้น

ตัวอย่าง สมมติเริ่มทำงานอายุ 25 ปี พอถึงอายุ 55 ปี เกษียณ ระยะเวลาการลงทุน 30 ปี ถ้าเราซื้อกองทุน RMF ปีละ 1 แสนบาท เป็นระยะเวลาไป 30 ปี ถ้าหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 20% ต่อปี ในระยะยาวมีปีที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง เชื่อใจกองทุนที่เขาบริหาร ลงทุนแค่ปีละแสนทุกปีในตอนจบเงินจะกลายเป็น 140 ล้านบาท ก็พอสำหรับการเกษียณ

แต่ถ้าเราลงทุนปีละ 1 แสนบาท แล้วไปลงในตราสารหนี้ ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี ผ่านไป 30 ปี ได้ประมาณ 6.64 ล้านบาท มันต่างกันเยอะมาก

"นอกจากนี้ 'จุดเด่น' ของกองทุน RMF ที่สำคัญ คือ "ความคล่องตัวมากกว่า" ในบางจังหวะที่หุ้นแพงและเราอยากได้ประโยชน์ทางภาษีก็ไปซื้อกอง RMF ที่เป็นตราสารหนี้ไว้ก่อน ถึงเวลาหุ้นลงค่อยไปสวิตช์เข้ากอง RMF ที่เป็นหุ้นได้ ถือว่ามีความยืดหยุ่นพอสมควร และส่วนตัวจะลงทุนประมาณ 3-4 บลจ. รวมถึง บลจ.แอสเซท พลัส ด้วย แล้วก็ลงทุนไปเรื่อยๆ จะไม่ไปไล่จับว่าปีนี้ บลจ. นี้ดี ปีหน้า บลจ.นี้ดี แล้วไปซื้อมันเหมือนไล่จับไปเรื่อยๆ สุดท้ายอาจจะไม่ดีก็ได้"

เวลาลงทุนเอา 2 อย่าง คือ 1) ความมั่งคั่ง (Wealth) คือ ให้ราคามันขึ้นไปเรื่อยๆ ลงทุนแล้วจะไม่ขายเพื่อเอาเงินมาใช้แต่ละเดือนๆ แต่จะปล่อยให้ราคาขึ้นไปเรื่อยๆ และ 2) ลงทุนเพื่อรายได้ประจำ จะเป็นพวกตราสารหนี้ คอนโด หรือ อสังหาริมทรัพย์ที่มีค่าเช่าประจำ ส่วนตัวมีการลงทุนตรงในคอนโด ด้วยเช่นกันแต่ไม่มากจะซื้อช่วงที่ราคาดีหรือได้โปรเจคที่ดี เช่น ปี 2009 ที่ราคาลงมาจากผลกระทบวิกฤติสหรัฐก็ซื้อเหมือนกัน แต่ตอนนี้ไม่ได้ซื้อเลย เพราะรู้สึกว่าราคามันขึ้นมาเยอะมากแล้ว ไม่รู้ว่าจะมีอัพไซด์อีกแค่ไหนจึงพักเรื่องคอนโดไว้ก่อน

ส่วนใหญ่จะซื้อมาปล่อยเช่า เพราะสังคมเมืองเปลี่ยน เริ่มเห็นคนเช่ามากขึ้น เปลี่ยนที่ทำงานแล้วเปลี่ยนที่เช่า แนวโน้มของสังคมเมืองจะหมุนไปเรื่อยๆ แล้วคนยุคใหม่จะไม่ยึดติดเรื่องของการมีที่อยู่ คือ สามารถย้ายไปได้ง่ายกว่า ไม่เหมือนยุคพ่อแม่เราที่ซื้อแล้วอยู่ยาวเป็น 10-20 ปี เดี๋ยวนี้อยู่ปีหนึ่งเปลี่ยนที่ทำงานก็เปลี่ยนที่เช่า มันก็มีพวกนี้มากขึ้นแล้วขนาดครอบครัวมันเล็กลง

"การลงทุน คือ ดอกเบี้ยทบต้น ยิ่งทบเร็ว ทบมากเท่าไร โอกาสก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ต่อให้คุณมาลงทุนได้ผลตอบแทน 50-60% แต่ว่าระยะสั้นๆ กับผมทำ 20% มา 10 ปี 20 ปี ในระยะยาว ความมั่งคั่งในระยะยาว มันจะมากกว่าถ้าทำได้สม่ำเสมอ ปัจจุบันพยายามไม่สร้างหนี้แล้ว ตั้งแต่นี้ไปถ้าจะซื้ออะไรจะไม่กู้ ถ้าต้องกู้จะไม่ซื้อ ด้วยเหตุผลนี้คอนโดที่ซื้อก็พอจะซื้อได้ไม่ใหญ่มากอะไรเช่นกัน จะดูในเรื่องของทำเลที่ตั้งเป็นสำคัญ"

ก่อนจาก สุพงศ์วร ฝากไว้ว่า จะลงทุนให้สำเร็จต้องรู้จัก 1) การวางแผนการลงทุน 2) ต้องเข้าใจเรื่องของการลงทุนว่าแต่ละช่วงของภาวะเศรษฐกิจ ควรจะลงทุนอะไร อย่างเช่น 3) ทำอย่างไรให้บรรลุเป้าหมาย จัดสรรเงินให้ได้ตามแผน และ 4) เวลาลงทุนต้องคิดให้รอบคอบ ไม่ใช่ไปลงทุนตามคนอื่น หรือตามคนหมู่มาก เพราะว่าทุกครั้งที่ลงทุนตามคนหมู่มาก มักไม่ได้ผลประโยชน์ตามที่คิดแต่ประการใด