ตลาดต่างประเทศ พระเอก ในอีก 5 ปี อดิเรก ศรีประทักษ์แม่ทัพใหญ่แห่งเจริญโภคภัณฑ์อาหาร ฟันธง!! กลยุทธ์ครบวงจรตัวนำพาไปสู่การเติบโตยั่งยืน
ตลอดปี 2556 เหล่าคณะกรรมการ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ CPF เดินหน้าซื้อขายหุ้น CPF ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น “ชิงชัย โลหะวัฒนะกุล” และ “มิน เธียรวร” ในฐานะรองประธานกรรมการ “พงษ์เทพ เจียรวนนท์-พงษ์ วิเศษไพฑูรย์- วีรวัฒน์ กาญจนดุล-สุนทร อรุณานนท์ชัย” ในฐานะกรรมการบริษัท ผู้สอยต้นทุนต่ำสุด 22.90 บาท คือ “พงษ์เทพ เจียรวนนท์”
“เรายังคงเป้าหมายมุ่งหน้าสู่ครัวของโลก เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนเหมือนเดิม” นี่คือ คำยืนยันของ “อดิเรก ศรีประทักษ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ CPF
เขา ขยายความว่า แม้ผลประกอบปี 2556 จะออกมาพลาดเป้าหมายไปเยอะ โดยมี “กำไรสุทธิ” เพียง 7,000 ล้านบาท ลดลง 50 เปอร์เซ็นต์ ถือว่ามี “กำไรต่ำสุด” ในรอบกว่า 10 ปี แต่เราเชื่อมั่นว่า ในปี 2557 มีสัญญาณจะฟื้นตัวขึ้น หลังราคาเนื้อสัตว์ปรับตัวสูงขึ้น เพราะโรคตายด่วนในกุ้ง หรือ EMS เริ่มคลี่คลาย ขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์ถูกลง
“ในปี 2557 โอกาสทำ “กำไรสุทธิ” ระดับ 10,000 ล้านบาท เหมือนในอดีตไม่ใช่เรื่องยาก ด้านยอดขายอาจอยู่ระดับไม่น้อยกว่า 450,000 ล้านบาท หรือขยายตัวประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์” ในช่วง 3 ปีก่อน (2553-2555) บริษัทมีกำไรสุทธิ 13,562.55 ล้านบาท 15,837.01 ล้านบาท 18,789.93 ล้านบาท ตามลำดับ
“อดิเรก” บอกว่า วันนี้ “เจริญโภคภัณฑ์อาหาร” ถือเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจครอบคลุมทั้งฟาร์มเลี้ยงสัตว์ (Farm) ธุรกิจอาหารสัตว์ (Feed) และธุรกิจอาหาร (Food) ที่มีการลงทุนอยู่ใน 12 ประเทศ ครอบคลุมประชากรถึง 3,000 ล้านคน ส่งออกไปกว่า 44ประเทศทั่วโลก อาทิ สหภาพยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และแคนนาดา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฐานรายได้ของ “ซีพีเอฟ” มีมูลค่าตลาดในปัจจุบันอยู่ที่ 3 แสนล้านบาท
“ปัจจุบันเรามียอดขายเกือบ 400,000 ล้านบาท เป็นรายได้ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศสัดส่วน 60 เปอร์เซ็นต์ และรายได้ในประเทศ 34 เปอร์เซ็นต์”
เขา เล่าถึงเรื่องการเป็น “ครัวของโลก” ว่า พวกเขาต้องการเป็นผู้ผลิตอาหารคุณภาพดี ป้อนประชากรโลก โดยอาศัยจุดแข็งของประเทศไทยที่มีพื้นฐานทางด้านการเกษตรและอาหาร มาต่อยอด ไปสู่สินค้าอาหารพร้อมรับประทาน ภายใต้แบรนด์ของตัวเอง ระหว่างปูทางสู่ครัวของโลก ธุรกิจของซีพีเอฟ จะค่อยๆ งอกงามอยู่ในหลายประเทศ
“จากนี้ไปอยากเห็นรายได้เติบโตปีละกว่า 10 เปอร์เซ็นต์”
“ผู้บริหารมือเก๋า” ขยายความว่า เป้าหมายการเติบโตในช่วง 5 ปีข้างหน้า (2557-2561) คงเติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ยอดขาย 700,000-800,000 ล้านบาท และสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ 75 เปอร์เซ็นต์ และในเมืองไทย 25 เปอร์เซ็นต์ คือ เป้าหมายของเรา
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ฐานรายได้จากต่างประเทศจะเติบโตเร็วมาก และฐานจากต่างประเทศจะเป็นตัวที่ทำให้ธุรกิจของเราไปถึงเป้าหมายที่วางไว้เร็วขึ้น เมื่อเดินทางถึงปีที่ 5 อัตราการเติบโตจากฐานรายได้ที่อยู่ในต่างประเทศจะขยายตัวเร็วกว่าฐานในประเทศ
สำหรับงบลงทุนใน 5 ข้างหน้า คงอยู่ระดับ 50,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยลงทุนปีละ 10,000 ล้านบาท ยังไม่รวมเรื่องการลงทุนซื้อกิจการ (M&A) ที่อาจต้องใช้เงินลงทุนกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ โดยจะเน้นลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก ภายใต้กลยุทธ์ “การสร้างการเติบโตธุรกิจแบบครบวงจรและยั่งยืน”
“เจริญโภคภัณฑ์อาหาร” มี “จุดเด่น” หลายหลายข้อ อาทิเช่น เรามีธุรกิจทั้ง “ต้น-กลาง-ปลายน้ำ” เรียกว่า เข้าถึงตัวผู้บริโภคตรงๆ ขณะเดียวกันแผนการเข้าซื้อกิจการในธุรกิจที่มีผลต่อเนื่องจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เรามากขึ้น นอกจากนั้นเรายังเน้นสร้างความเป็นเลิศในธุรกิจอาหาร “ความปลอดภัย และอาหารสุขภาพ” เรื่องนี้สำคัญมาก
“อดิเรก” บอกว่า ปัจจุบันราคาหุ้น เจริญโภคภัณฑ์อาหาร ถือว่าสะท้อนพื้นฐานของบริษัทแล้ว เห็นได้จากเวลาบริษัทมีกำไรดี ราคาหุ้นมักปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่เมื่อใดที่บริษัทมีกำไรไม่ดี ราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงทันที ในอดีตราคาหุ้นเคยขึ้นไปสูงถึง 42 บาท ขณะเดียวกันยังเคยปรับตัวลดลงต่ำถึง 21 บาท ปัจจุบันราคาหุ้นปรับขึ้นมาอยู่เฉลี่ย 27 บาท
เขาย้อนกลับไปดูเรื่องการซื้อกิจการว่า อาจเห็นเราซื้อการในต่างประเทศอีกหลายโครงการ คาดว่าจะได้ข้อสรุปบางโครงการภายในปี 2557 เมื่อปี 2556 บริษัทได้ซื้อกิจการไปแล้ว 4 รายการ ไล่มาตั้งแต่เข้าถือหุ้น “ซีพี-เมจิ” 60 เปอร์เซ็นต์ ถือหุ้นธุรกิจสุกรประเทศรัสเซีย (RPBI) 69.7 เปอร์เซ็นต์ และถือหุ้นโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ที่ทันสมัยในเบลเยียม (Top Foods) 80 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวเมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมาบริษัทได้เข้าถือหุ้น 29 เปอร์เซ็นต์ ในธุรกิจการค้าในประเทศสวีเดน (BHJ)
ปัจจุบันเราได้นำรูปแบบการบริหารงานและการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและทันสมัยของTops Foods มาใช้ในแถบเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน เวียดนาม และไทย รวมทั้งมีการนำเมนูอาหารไทยให้ Tops Foods ผลิตในเบลเยียม เพื่อจำหน่ายในยุโรปด้วย
กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร ทิ้งท้ายว่า ปัญหาการเมืองยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของเมืองไทย แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ “ซีพีเอฟ” เพราะประชาชนยังต้องบริโภคอาหาร ขณะที่รายได้จากเมืองไทยคิดเป็นสัดส่วนเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวม รายได้หลักของเรายังมาจากต่างประเทศ ส่วนปัญหาไข้หวัดนกในเมืองจีนยังไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัท เนื่องจากเราไม่มีธุรกิจฟาร์มเลี้ยงไก่และแปรรูปอาหาร โดยบริษัทมีธุรกิจอาหารสัตว์เท่านั้น
"ซื้อ" คำตอบสุดท้าย
บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า แนะ "ซื้อ" หุ้น เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ CPF ราคาเป้าหมาย 37 บาท หลังผลประกอบการในปี 2557 มีแนวโน้มฟื้นตัว จากปัจจัยหนุนต่างๆ เช่น ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของปีก่อน ซึ่งส่งผลดีต่อ CPF ที่มีรายรับจากทั้งธุรกิจในต่างประเทศและธุรกิจส่งออกรวมกว่า 60 เปอร์เซ็นต์
อีกทั้งแนวโน้มต้นทุนอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพดในช่วงเดือน ม.ค. ยังอ่อนตัวต่อเนื่อง และเนื้อสัตว์ในประเทศ ทั้งหมูและไก่ในเดือน ม.ค. เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยไตรมาสก่อนประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ และ 12 เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 72 บาทต่อกก. และ 44 บาทต่อกก. ตามลำดับ เชื่อว่าเมื่อผ่านพ้นช่วงฤดูหนาวไปได้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นในปีนี้สูงขึ้นจากปีก่อน ในเบื้องต้นคาดอยู่ที่ประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์
บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า มีความเชื่อมั่นค่อนข้างมากว่า ทิศทางผลการดำเนินงานหลักของบริษัทกำลังพัฒนาการไปในทางบวก กำไรสุทธิของ CPF ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในปี 2556 ซึ่งกำลังตามมาด้วยกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2557 ดังนั้นเรายังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานของ CPF เท่ากับ 33.80 บาท (อ้างอิง PE 20 เท่าในปี 2557)
โดยเริ่มเห็นได้จากราคาไก่และหมูที่ปรับตัวขึ้นจากช่วงไตรมา 4/56 แล้วตั้งแต่ต้นปี 57 ถึงขณะนี้ โดยราคาไก่ปรับขึ้นจากค่าเฉลี่ย 38.5 บาท/กิโลกรัม มาที่ระดับ 44 บาท/กิโลกรัมในขณะนี้ ส่วนหมูปรับขึ้นจากค่าเฉลี่ย 67.8 บาท/กิโลกรัม มาที่ระดับ 74 บาท/กิโลกรัมล่าสุด นอกจากนี้ ราคาวัตถุดิบไม่มีแรงกดดันทางลบในขณะนี้ โดยทั้งข้าวโพดและกากถั่วเหลืองยังอยู่ในระดับทรงตัวจากปลายปีก่อน






