วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

12บจ.จ่อปันผลเดือนนี้รวม3.7หมื่นล้าน

12บจ.จ่อปันผลเดือนนี้รวม3.7หมื่นล้าน

หุ้นพุ่งรับกปปส.ยุบรวมเวที 12 บจ.จ่อปันผลเดือนนี้รวม 3.7 หมื่นล้าน โบรกฯ ระบุแนวโน้มตลาดหุ้นช่วงสั้น-กลางขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมือง

ตลาดหุ้นคึกคักปรับขึ้น 13.88 จุด หลังกลุ่ม กปปส.ยุบเวทีและคาดรัฐฯยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินก่อนครบกำหนด โบรกเกอร์ระบุแนวโน้มขึ้นอยู่กับการเมือง ขณะที่ 12 บจ.จ่อแขวนป้ายจ่ายปันผลสัปดาห์นี้ รวม 3.7 หมื่นล้านบาท เผยผลตอบแทนเงินปันผลเทียบกับราคาหุ้นปัจจุบัน พบหุ้นขนาดกลาง-เล็กให้ผลตอบแทนเกิน 5% แนะเกาะติดแนะซื้อเก็งกำไร

ภาพรวมตลาดหุ้นไทย เมื่อวันที 3 มี.ค.2557 ดัชนีปรับตัวสูงขึ้นตลอดวัน เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองมีสัญญาณที่ดีขึ้น โดยเฉพาะประเด็นอาจยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินก่อนครบกำหนดหลังกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ยุบเวทีคืนพื้นที่การชุมนุม ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองมีความผ่อนคลายขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้น โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม ขนส่ง กลุ่มพลังงาน ธนาคารและท่องเที่ยว ปรับตัวขึ้นอย่างคึกคัก ส่งผลให้ดัชนีปิดการซื้อขายที่ 1,339.21 จุด เพิ่มขึ้น 13.88 จุดคิดเป็น 1.05% จุด มูลค่าการซื้อขายรวม 4 หมื่น ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างประเทศมียอดซื้อสุทธิ 1,147 ล้านบาท

นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ดัชนีปรับตัวขึ้นได้ค่อนข้างดี เป็นผลมาจากปัจจัยทางการเมืองที่มีความคลี่คลายมีขึ้น จากการคืนพื้นที่การชุมนุม ของกปปส. ทำให้ในระยะสั้น นักลงทุนเริ่มคลายกังวล และกลับเข้ามาซื้อหุ้นอีกครั้ง

“หุ้นในกลุ่มที่นักลงทุนเข้ามาซื้อในรอบนี้นั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นหุ้นที่โดนปัจจัยการเมืองกดดันมาก่อนหน้านี้ ทั้งหุ้นกลุ่มธนาคาร กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มพลังงานขนาดใหญ่ และกลุ่มขนส่ง ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างแรงและปรับตัวได้โดดเด่นกว่ากลุ่มอื่นแต่ในระยะสั้นมองว่าตลาดมีความเสี่ยงที่จะถูกขายทำกำไรในระยะสั้น”

ทั้งนี้ แนวโน้มภาพรวมตลาดในระยะต่อไป มองว่าในระยะกลางและระยะยาว ยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยการเมือง หากมีความคลี่คลายในทางที่ดีต่อเนื่องจะส่งผลต่อบรรยากาศการซื้อขายของตลาด ส่งผลให้ดัชนีอาจปรับตัวขึ้นสลับแรงขายทำกำไร โดยแนวต้านที่สำคัญนั้นจะอยู่ที่ 1,345 จุด ทั้งนี้กลยุทธ์ในการลงทุน แนะนำให้นักลงทุนหันมาเพิ่มน้ำหนักกับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในประเทศเพิ่มขึ้น

นายปริญทร์ กิจจาทรพิทักษ์ ผู้บริหารสายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์และกลยุทธ์การลงทุน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้น สวนทางตลาดทั่วโลก โดยตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่ก็อยู่ในแดนลบ เช่นเดียวกับตลาดในยุโรปอยู่ในแดนลบ เนื่องจากนอกประเทศเวลานี้มีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในยูเครน และก็ยังกังวลเรื่องที่เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธด้วย ส่วนตลาดจีนได้ปรับตัวขึ้นภายหลังจากที่ตัวเลข PMI ออกมาดี

"ตลาดบ้านเราได้รับแรงหนุนจากปัจจัยการเมือง หลังจากที่กลุ่ม กปปส.ได้ยุบรวมเวที 4 แห่งมาอยู่ที่เดียวที่เวทีสวนลุมพินี ทำให้สะท้อนโอกาสในการเกิดความขัดแย้งแล้วไปสู่ความรุนแรงมีน้อยลง แต่ในที่สุดก็คงจะต้องมีการเจรจาต่อไปเพื่อหาทางออกร่วมกัน อีกทั้งลดความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจด้วย"

ส่วนการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐวานนี้ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นภาคบ่ายสวนทิศทางสกุลเงินภูมิภาคโดยได้แรงหนุนจากสถานการณ์การเมืองในประเทศที่ผ่อนคลายลงเมื่อมีการยุบรวมเวทีกันและยังมีความหวังเรื่องการเจรจา มาอยู่ที่ 32.55-32.58 บาทต่อดอลลาร์จากช่วงเช้าที่ 32.58-32.60 บาท

ขณะเดียวกันจากการสำรวจข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ พบว่าในรอบสัปดาห์นี้ บริษัทจดทะเบียน 12 แห่งจะประกาศขึ้นเครื่องหมายไม่ได้รับสิทธิ์การจ่ายเงินปันผล(XD) และดำเนินการจ่ายเงินปันผลให้คืนกับผู้ถือหุ้นภายในเดือนเม.ย.นี้ ซึ่งเมื่อนำอัตราเงินปันผลแต่ละบริษัทมาคำนวณกับจำนวนหุ้นทั้งหมด พบว่าจะมีมูลค่าการจ่ายเงิน รวม 3.79 หมื่นล้านบาท นำโดย บริษัท ปตท. (PTT) ขึ้นเครื่องหมายในวันที่ 6 มี.ค.2557 ปันผลหุ้นละ 8 บาทคิดเป็นมูลค่ารวม 2.28 หมื่นล้านบาท หุ้นพีทีทีจีซี ปันผลอัตราหุ้นละ 1.78 บาท มูลค่ารวม 8.02 พันล้านบาท

บริษัทห้างสรรพสินค้าโรบินสันปันผล 0.9 บาทต่อหุ้น มูลค่ารวม 9.99 พันล้านบาท บริษัทไทยยูเนี่ยน (TUF) ปันผลอัตราหุ้นละ 0.89 บาท มูลค่ารวม 1,021.31 ล้านบาท บริษัทบางจาก อัตราเงินปันผล 0.75 บาทมูลค่ารวม 1,032.69 ล้านบาท

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์บล.กรุงศรี กล่าวว่า12 หุ้นที่จะขึ้นเครื่องหมายสัปดาห์นี้ ส่วนใหญ่จะให้อัตราผลตอบแทนในระดับที่สูง โดยเฉพาะหุ้นขนาดกลางถึงเล็กที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 5% ได้แก่ หุ้นเคทีซีให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 6.4% และหุ้นค้าเหล็กไทย(TMT)ให้ผลตอบแทน 7.4% หุ้นสมบูรณ์แอดวานซ์ (SAT) ให้ผลตอบแทน 3.1% ขณะที่หุ้นใหญ่ให้ผลตอบแทนไม่สูงมากนัก เช่นหุ้นบางจากให้ผลตอบแทน 2.6% หุ้นพีทีทีจีซี ให้ผลตอบแทน 2.4% หุ้นปตท.ให้ผลตอบแทน 2.8% หุ้นไทยยูเนี่ยนให้ผลตอบแทน 1.3% หุ้นแม็คโคร (MAKRO) ให้ผลตอบแทนประมาณ 1% รพ.บำรุงราษฎร์ (BH) ให้ผลตอบแทนเพียง 1.3%

"หุ้นที่ประกาศจ่ายปันผลที่ดีนั้น คาดหวังจะคงอยู่ภายใต้ความสนใจแรงซื้อผู้ลงทุน แนวโน้มตลาดระยะสั้น เหมาะที่จะเลือกซื้อหุ้นเก็งกำไร หรือเหมาะที่จะซื้อหุ้นพื้นฐานเพื่อลงทุนระยะยาว"

เขากล่าวว่าหากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเคทีซีแล้ว ในปีนี้คาดว่าการเติบโต มีแนวโน้มชะลอตัว การขยายตัวของสินเชื่อถูกกดดันจากเศรษฐกิจ ขณะที่สำรองหนี้ฯ อาจสูงขึ้นจากคุณภาพสินเชื่อที่มีอ่อนแอลง แต่แนะนำให้ถือลงทุนเพื่อรับเงินปันผล และปรับราคาเป้าหมายลง สะท้อนความสามารถการทำกำไรลดลง และความเสี่ยงเศรษฐกิจสูงขึ้น โดยประมาณการกำไรสุทธิปี 2557 อยู่ที่ 931 ล้านบาท ลดลง 27.4%จากงวดเดียวกันปีก่อน เนื่องจากสำรองหนี้ เพิ่มขึ้นตามความเสี่ยงหนี้เสียที่สูงขึ้น บนสมมติฐานสำรองหนี้ฯ ต่อสินเชื่อที่ 10.5% จาก 10.3% ในปี 2556 และรายได้อื่นๆ ลดลง โดยคาดว่าจะไม่มีกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนเหมือนเช่นในปี 56 หากไม่รวมรายการพิเศษ คาดกำไรจากการดำเนินงาน (กำไรก่อนสำรองหนี้ฯ และไม่รวมรายการพิเศษ) เพิ่มขึ้น 4.6%จากงวดเดียวกันปีก่อน ที่ 5.1 พันล้านบาท