จากผืนดินแห้งแล้งกว่า20ไร่ ถูกพลิกฟื้นให้เป็นอุทยานไม้ดอกขนาดใหญ่เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้และแหล่งท่องเพื่อคนอีสาน ยกระดับชีวิตเกษตรกร
ผืนดินที่เคยแห้งแล้ง ดินสมองไหลไร้คุณภาพ มีเพียงต้น "มะขามเฒ่า" ยืนแล้งเพียง 3 ต้น แต่วันนี้ถูก "เนรมิต" ให้กลายเป็นอุทยานไม้ดอกที่มีดอกไม้บานตลอดทั้งปี รวมทั้งดอกทิวลิปหลากสายพันธุ์ที่บานสะพรั่งอวดโฉมกันเมื่อหนาวที่ผ่านมา
“พรทิพย์ อัษฎาธร” กรรมการผู้จัดการ เพ ลา เพลิน บูติครีสอร์ท แอนด์ แอดเวนเจอร์ แคมป์ เล่าถึงที่มาของการสร้างอุทยานดอกไม้กลางอำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ว่า เริ่มต้นต้องการทำเพื่อสนับสนุนธุรกิจการศึกษาในเครือ THE BRIGHT GROUP ซึ่งเป็นกิจการส่วนตัวที่ร่วมกับ Mc Grow HILL ในการจัดทำหลักสูตรการศึกษาภาษาอังกฤษให้กับสถาบันต่างๆ ประมาณ 60 แห่ง
"พี่ต้องการทำแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนด้านภาษาให้กับนักเรียน และเป็นศูนย์เทรนนิ่งให้กับครูต่างชาติ เราต้องการทำในพื้นที่ภาคอีสาน เพราะหลักสูตรที่เข้าไปร่วมกับโรงเรียนต่างๆ กว่า 40 แห่ง อยู่ในภาคอีสาน"
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึงเป็นโจทย์แรกที่เธอมองหาจนมาสรุปที่อำเภอคูเมือง บ้านเกิดของเธอ
แต่ผืนดินแห้งแล้ง เป็นโจทย์หินที่พรทิพย์ต้องฝ่าฟัน โดยปรึกษา อาจารย์ขนิษฐา - อาจารย์สืบศักดิ์ เสนาวงค์ นักวิชาการไม้ดอกโครงการหลวง ผู้เชี่ยวชาญในการปรับปรุงพันธุ์ไม้ดอกเมืองหนาวและการจัดการดิน ช่วยพลิกผืนดินให้กลายเป็นอุทยานไม้ดอกตลอดทั้งปี
"เป็นไปไม่ได้เลย" อาจารย์ขนิษฐาเอ่ยปาก
เพราะดินสมองไหล (ดินไร้คุณภาพ) ที่มีเพียงต้นมะขามเฒ่า 3 ต้น บนผืนดินแล้ง สภาพดินที่แทบไม่มีความเป็นไปได้จนเกือบทำให้อาจารย์ทั้งสองถอดใจ แต่เมื่อได้ยินสองตาหลานนั่งถกกันว่าดอกทิวลิปที่ตั้งโชว์ในพื้นที่เป็นของจริงของปลอม ทำให้ทั้งสองรับปากที่จะช่วยให้เนรมิตสวนดอกไม้แห่งนี้ขึ้นมาให้ได้
หลังจากเปิดโซนแรกกับกิจกรรมแอดเวนเจอร์ และการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตไทย ตลอดจนเรื่องของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน พรทิพย์และอาจารย์ทั้งสองเร่งมือเพื่อ "เนรมิตร" อุทยานไม้ดอกนานาชาติขึ้น ระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี อุทยาไม้ดอกเพ ลา เพลิน ก็เปิดให้เยาวชน และคนอีสานได้ชม กับการเปิดตัวของดอกทิวลิปนานาพันธุ์
"เราตั้งใจจะทำให้ที่นี่เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตร เป็นจุดเริ่มต้นให้เด็กๆ นึกถึงที่มารากเหง้าของบรรพบุรุษ จึงเป็นที่มาของ 6 โรงเรือน (ไม้เมืองหนาว เฟิร์น กล้วยไม้ ตะบองเพชร-พืชอิ่มน้ำ สับปะรดสีและไม้กินแมลง และพืชพื้นถิ่นอีสาน) และเป็นแหล่งรวมรวมสายพันธุ์พืชให้มากที่สุด” อาจารย์ขนิษฐา กล่าว
เธอ เล่าต่อว่า เนื่องจากอุณหภูมิที่นี่สูงเฉลี่ย 30 องศาเซลเซียส การปลูกพืชเมืองหนาวจึงต้องนำระบบ EVAP(Evaporative Air Cooling System) ระบบทำความเย็นที่ใช้พลังงานธรรมชาติ ใช้การระเหยของน้ำช่วยในการทำความเย็น เพื่อให้ทิวลิปสามารถเติบโตได้
หลังจากอาจารย์ทั้งสองรับปากพลิกฟื้นผืนดินแห่งนี้ ใช้เวลาเพียง 6 เดือน ในการออกแบบ ออกแบบโครงการ ก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค และสืบค้นหาพันธุ์พืช รวมทั้งปรับปรุงดินให้สามารถปลูกพืชจนสามารถ “เนรมิตร” อุทยานไม้ดอกสำเร็จ
ที่นี่มีพันธุ์ไม้หลากหลายและเชื่อว่ามีมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ เพราะเพียงแค่เฟิร์นมีถึง 60 สายพันธุ์ขณะที่ มีกล้วยไม้ 14 สกุล สัปปะรดสีอีก 12 สกุล ซึ่งอาจารย์ทั้งสองตั้งเป้าว่าจะต้องมีให้ถึง 100 สายพันธุ์
นับเป็นความสำเร็จที่ไม่ธรรมดา เพราะหากมีแค่เงิน สมอง หรือกำลังใจ เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่สามารถก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปได้
พรทิพย์ ตั้งใจว่าจะให้ เพ ลา เพลิน เป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ให้ทั้งความสวยงาม เพลิดเพลิน เป็นการเรียนรู้ผ่านศิลปะ และสิ่งใกล้ตัว เพื่อกระตุ้นความสนใจให้กับเยาวชน
นอกจากการชมสวน เธอได้เพิ่มกิจกรรมในส่วนการทำเวิร์คช้อป จัดสวนถาด ห้องแลป เพื่อให้เด็กๆ ได้ศึกษาโครงสร้างของพืชโดยให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วม เพื่อกระตุ้นความสนใจ และความคิดให้กับเยาวชน ซึ่งหลังจากพัฒนากิจกรรมด้านต่างๆ เหล่านี้แล้ว เพ ลา เพลิน อยู่ระหว่างการสร้างห้องสมุด เพื่อให้เด็กๆ ที่สนใจสามารถค้นคว้าเกี่ยวกับพันธุ์พืชอีกด้วย
ระยะเวลาปีกว่าที่ เพ ลา เพลิน เปิดให้บริการ ทำให้พรทิพย์เรียนรู้ว่า แหล่งเรียนรู้ยังเป็นที่ต้องการสำหรับคนอีสาน และไม่เพียงแค่เยาวชนเท่านั้น แม้แต่เกษตรกร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนบุรีรัมย์ เพราะเกษตรกรอีสานยังคงทำเกษตรด้วยวิถีดั้งเดิม ขาดการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ ดินที่นี่ส่วนใหญ่จึงไร้คุณภาพ พืชผลงการเกษตรไม่ดีพอที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้นได้
“เราพยายามผลักดันให้โครงการเราเป็นต้นแบบในการพัฒนาด้านการเกษตรต้นทุนต่ำ เราพยายามปลูกพืชแปลกๆ พืชที่ที่นี่ไม่เคยเห็น อย่างสตอเบอรี่ ซึ่งปลูกแล้วด้านหลังโครงการ เพื่อให้เป็นต้นแบบแก่ อบต. อบจ. ได้เข้ามาศึกษาดูงาน" พรทิพย์ กล่าว
กระเจียวคืนถิ่น เป็นโครงการต่อไปที่พรทิพย์ และผู้เชี่ยวชาญทั้งสองอยู่ระหว่างการริเริ่ม เนื่องจากเห็นว่ากระเจียวเป็นพืชพื้นถิ่นของอีสานใต้ และอาจารย์ขนิษฐามีความเชี่ยวชาญพิเศษ ทั้งด้านการเพาะพันธุ์ และช่องทางการตลาด แต่ที่สำคัญทั้งสามต้องการที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้รู้ทั้งการพลิกฟื้นดินแห้งเสียให้กลับมามีคุณภาพเหมือนเช่นดินที่เพ ลา เพลิน และส่งเสริมให้เกษตรกรบุรีรัมย์ปลูกกระเจียว ซึ่งเพ ลา เพลิน พร้อมที่จะรับซื้อผลผลิต หรือแม้แต่จะทำตลาดเองก็ได้
"เราเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนที่นี่ไม่ได้ แต่ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้"
อาจารย์สืบศักดิ์ ย้ำและกล่าวต่อว่า โครงการกระเจียวคืนถิ่นเป็นการสร้างโอกาสให้คนแถบนี้ไม่ต้องเดินทางไกล มีความสุข ลดความเครียด และมีกำลังใจในการดำรงชีวิตต่อไปได้ ซึ่งพนักงานของที่นี่จะเป็นกลุ่มเป้าหมายแรกที่เราจะต่อยอดความรู้ ช่วยพัฒนาคุณภาพพืชที่เค้าปลูก เพื่อเพิ่มรายได้ให้ครอบครัว เป็นการพัฒนาวิถีชีวิตที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้น
นอกจากกระเจียวคืนถิ่น อาจารย์สืบศักดิ์วางแผนจะพัฒนาพื้นที่ที่เหลือทำเป็นแปลงนาสาธิต วิถีความเป็นอยู่ชนบทดั้งเดิม และการเกษตรพอเพียง โดยน้อมนำปรัชญาขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปรับใช้ โดยเน้นเกษตรเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาทั้งดิน ผลผลิต รวมทั้งคุณภาพชีวิตของเกษตรกรที่นี่ไปพร้อมๆ กัน
"เราตั้งใจจะทำแปลงนา ปลูกบ้านมีใต้ถุน ที่ลานใต้ถุนจะทำเป็นลานกิจกรรม องค์ความรู้ที่เราจะมอบให้เพื่อให้เค้าไปต่อยอดความรู้ของเขา ช่วยเพิ่มรายได้ พัฒนาพืชที่เค้าปลูก พัฒนาวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ จะมีพื้นที่ตัวอย่างให้เขาดูว่าเราทำได้จริงๆ"
เพ ลา เพลิน จึงไม่ใช่แค่สวนดอกไม้ แต่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่พร้อมจะพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรบุรีรัมย์ให้ดีขึ้นไปพร้อมๆ กับการเติบโตของอุทยานแห่งนี้





