วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กบข.ยันไม่ซื้อพันธบัตรจำนำข้าวช่วยชาวนา

เลขาธิการกบข.ยันคลังไม่คิดให้กบข.ซื้อพันธบัตรรับจำนำข้าว

จากกรณีที่มีกระแสข่าวในหนังสือพิมพ์ของวันนี้ระบุว่าแหล่งข่าวกล่าวว่าขณะนี้กระทรวงการคลัง เตรียมออกพันธบัตรกู้เงินจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) ในวงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อนำมาจ่ายหนี้ค่าข้าวให้กับชาวนา และแหล่งข่าวยังระบุว่ามีการเรียกให้นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง และประธานกรรมการกบข.เข้าหารือเรื่องดังกล่าวและจัดประชุมคณะกรรมการกบข.เป็นการด่วน เพื่อขออนุมัติเรื่องดังกล่าวนั้น

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวยืนยันว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง ตนเองได้สอบถามไปยังนายรังสรรค์ ในฐานะประธานกรรมการ กบข. ในเช้าวันนี้ ซึ่งก็ยังคงได้รับการยืนยันเช่นเดิมว่ากระทรวงการคลัง ไม่เคยมีแนวคิดที่จะให้กบข. เข้ามาซื้อพันธบัตรเพื่อนำไปใช้จ่ายในโครงการรับจำนำข้าว นอกจากนี้ยังปฏิเสธต่อไปอีกว่า กบข. ไม่มีการเรียกประชุมคณะกรรมการเป็นการเร่งด่วนเพื่อพิจารณาประเด็นนี้เป็นกรณีพิเศษ ทั้งนี้กบข.จะมีการประชุมบอร์ดกบข. อีกครั้งในปลายเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นวาระการประชุมตามปกติ

"เมื่อเช้าของวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา ผมได้สอบถามไปยังปลัดกระทรวงการคลังถึงกระแสข่าวลือดังกล่าว ก็ได้รับยืนยันว่า กระทรวงการคลังไม่เคยมีแนวคิดตามที่เป็นข่าว รวมทั้งข่าวลือที่ว่า กบข.จะปล่อยกู้ให้โครงการรับจำนำข้าวนั้น ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะ กบข.ไม่สามารถปล่อยกู้เหมือนธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เงินของสมาชิกที่เข้ามาในแต่ละเดือนต้องนำไปลงทุนในสินทรัพย์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่ง กบข. ก็ได้นำไปลงทุนผูกพันระยะยาวเต็มพอร์ตตามที่ชี้แจงก่อนหน้านี้ ซึ่งในการลงทุนแต่ละครั้ง กบข. จะมีเกณฑ์การตัดสินใจลงทุนโดยพิจารณาความเสี่ยงทุกด้าน รวมทั้งด้านกฎหมายด้วย และเป้าหมายรวมของพอร์ตลงทุนนั้นต้องให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินเฟ้ออีกอย่างน้อย 2-3% กล่าวคืออยากได้ผลตอบแทนรวมต่อปี 5-7% ขึ้นไปเพื่อความเพียงพอของเงินออมหลังเกษียณของสมาชิก"นายสมบัติ กล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบัน กบข. มีการลงทุนผูกพันในสินทรัพย์ เพื่อสร้างผลตอบแทนต่อเนื่องในระยะยาวเต็มพอร์ตแล้ว และในแต่ละเดือน กบข.มีเงินของสมาชิกเข้าออกสุทธิประมาณ 1,000 ล้านบาท และได้จัดสรรการลงทุนเพื่อเป็นไปตามนโยบาย คือ ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงไม่น้อยกว่า 60% ที่เหลือเป็นการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ อาทิ หุ้น การลงทุนทางเลือก ประมาณ 40%