วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองไร้ทางออก แนะซื้อหุ้นปันผลสูง

โบรกฯมองวิกฤติการเมืองยืดเยื้อ-ไร้ทางออก กลยุทธ์การลงทุน ระยะสั้น แนะเลือกหุ้นผลประกอบการเด่น-ปันผลดี

นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในช่วงที่ตลาดหุ้นยังผันผวนจากสถานการณ์การเมืองร้อนแรงและยังกดดันอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และม็อบชาวนา

ส่วนในวันที่ 27 ก.พ. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็จะเรียก นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ไปรับทราบข้อกล่าวหากรณีทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว รวมถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้คู่ความส่งคำแถลงปิดคดีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างการคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท (ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน) ด้วย

ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศซึ่งยังต้องติดตาม คือ ข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่จะประกาศตัวเลขดัชนีราคาบ้านเดือน ธ.ค.และดัชนีเศรษฐกิจไตรมาส 4/56 ตลอดจนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.พ.

ทั้งหมดนี้ คาดว่าจะส่งผลต่อดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า แต่ความเสี่ยงน่าจะลดลง การรีบาวด์ของดัชนีในแต่ละวันยังคงมีอยู่ อาจจะอยู่ในกรอบที่จำกัด โดยหากดัชนีสามารถทรงตัวอยู่บริเวณ 1,300 จุดได้ ก็มีโอกาสที่ดัชนีจะปรับขึ้นไปได้อีก โดยมีแนวต้านถัดไปที่ 1,330-1,350 จุด ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1,260 จุด

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน หากลงทุนระยะสั้น แนะนำเลือกหุ้นที่มีผลประกอบการเด่น และมีการปันผลดี ได้แก่หุ้น BCP และ TVO เพราะเป็นหุ้นที่มีผลประกอบการเด่นและเงินปันผลดีตามสูตร

ด้าน บทวิเคราะห์ของ บล.เคจีไอ ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยอาจเข้าสู่การปรับฐานระยะสั้น ดังที่เคยวิเคราะห์ไว้แล้วในรายงานเมื่อวันที่ 11 ก.พ. ว่า SET (ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย) ที่ปรับขึ้นแรงน่าจะเริ่มชะลอตัว เนื่องจากดัชนีปรับขึ้นใกล้ค่า PE 12 เท่า และน่าจะรับรู้สถานการณ์การเมืองที่ชะลอความร้อนแรงไปแล้ว และจากรูปการณ์ดังกล่าวพบว่า SET ยังไม่น่าจะขึ้นผ่านระดับ PE 12 เท่าได้ในช่วงนั้น เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจและกำไร บจ. ยังไม่ดีนัก และสถานการณ์การเมืองไทยยังไม่เห็นทางออกที่ชัดเจน

ทั้งนี้ ในแง่ของสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่มีทางออก ต้องติดตามปัจจัยในเดือน มี.ค. ฝ่ายวิจัยมองว่าสถานการณ์การเมืองยังคงไม่มีทางออก และน่าจะกดดันจิตวิทยาการซื้อขายใน SET โดยปัญหาการเลือกตั้งยังคงค้างคา หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 ก.พ.ยังไม่สามารถนำไปสู่การเปิดสภาและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้

อีกทั้งในช่วงปลายเดือน ก.พ. ยังต้องติดตามปัจจัยสำคัญ เช่น การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 24 ก.พ. เพื่อให้ตีความอำนาจจัดการเลือกตั้ง และในวันที่ 27 ก.พ. นายกฯจะเข้ารับทราบข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช.กรณีจำนำข้าว ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะมีพัฒนาการของคดีความในช่วงปลายเดือน มี.ค.

บทวิเคราะห์ของ บล.เคจีไอ ระบุว่า ระยะสั้นให้เน้นหุ้นปันผลสูง ส่วนระยะยาวการปรับลงยังมองเป็นจังหวะสะสมหุ้นในกลุ่มที่แนวโน้มกำไรเติบโตดี เนื่องจาก SET มีแนวโน้มปรับฐานในระยะสั้น จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้นขนาดใหญ่ และเน้นลงทุนในหุ้นที่มีเงินปันผลในระดับสูง และธุรกิจไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมืองมากนัก เช่น BJCHI, ASK และ DELTA*

ส่วนในระยะยาว มองว่าการปรับลงยังเป็นจังหวะสะสมหุ้นในกลุ่มที่แนวโน้มกำไรเติบโตดี เน้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำไรน่าจะเติบโตสูงกว่าตลาดรวม โดยกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว ก็เช่น อาหาร ขนส่ง สื่อสาร และท่องเที่ยว หุ้นที่น่าสนใจเพื่อการลงทุนในระยะกลาง-ยาว มีเช่น CPF, AOT, DTAC

ขณะที่ผลประกอบการ บจ. ไตรมาส 4/2556 ไม่สดใสนัก แต่ส่วนใหญ่ก็รับรู้ในราคาหุ้นแล้ว ณ ปัจจุบัน ประมาณ 40 บริษัทขนาดกลางและใหญ่ ภายใต้การวิเคราะห์ของ บล.เคจีไอ ได้รายงานผลประกอบการแล้ว ทั้งนี้ ตัวเลขของบริษัทที่รายงานตัวเลขแล้วนั้น มีกำไรเติบโต 9.1% YoY แต่ลดลง 17.1% QoQ

ส่วนในแง่ของสูง/ต่ำกว่าคาดนั้น พบว่า 31% ของบริษัทที่วิเคราะห์ กำไรสูงกว่าคาด 18% เป็นไปตามคาด และ 51% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ สำหรับแนวโน้มปี 2557 นั้น คาดว่ากำไรสุทธิตลาดจะเติบโต 9.3% MINT

ด้านบทวิเคราะห์ของ บล.เคเคเทรด ระบุว่า กลยุทธ์การลงทุน การลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) กรณีที่ SET ปิดไม่ต่ำกว่า 1,300 จุด แนะนำ "อ่อนตัวซื้อ-ดีดขึ้นขาย" เพื่อ Lock in Profits ในกรอบ 1,300-1,330 จุด เน้นหุ้น JAS, INTUCH, DTAC, MINT, BH, GLOBAL และ TTCL ร่วมกับหุ้น PTTEP และ CPALL ที่มีสถิติดีมากในช่วงที่มีการปิดสนามปิดปี 2551 โดยมี 1,300 จุดเป็นจุด Cut Loss

ขณะที่การลงทุนระยะกลาง (3-6 เดือน) แนะนำ "ถือหุ้น 50% ของพอร์ต" ในหุ้นกลุ่ม Value Investing คือ AP, SIRI, HEMRAJ, AAV, MAJOR, ESSO และ SAMART