วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การลงทุนตลาดยุโรปยังน่าสนใจ

การฟื้นตัวของกลุ่มยูโรโซน ยังเป็นปัจจัยหนุนให้การลงทุนในตลาดยุโรปเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

ในช่วงที่ผ่านมา นักวิเคราะห์และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหลายรายให้คำแนะนำว่า ควรเพิ่มน้ำหนักหรือกระจายการลงทุนไปในตลาดหุ้นของกลุ่ม "ประเทศที่พัฒนาแล้ว" ซึ่งได้แก่ สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ฯลฯ เนื่องจากประเทศเหล่านี้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง ในขณะที่ตลาดหุ้นของกลุ่ม "ประเทศตลาดเกิดใหม่" รวมถึงตลาดหุ้นไทย ปรับตัวขึ้นมามากในช่วง 2 - 3 ปี ที่ผ่านมาโดยได้แรงหนุนจากเงินไหลเข้าอันเนื่องมาจากการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว และเมื่อสหรัฐเริ่มลดมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน กอปรกับประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่บางประเทศเริ่มมีปัญหาทางเศรษฐกิจ ก็มีความเสี่ยงที่เงินทุนจะไหลออกจากตลาดเกิดใหม่กลับไปยังประเทศที่พัฒนาแล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2011 นักวิเคราะห์หลายรายให้ความเห็นว่า การรวมเศรษฐกิจของกลุ่ม "ยูโรโซน" น่าจะสิ้นสุดลง เนื่องจากความแตกต่างของพื้นฐานทางเศรษฐกิจส่งผลให้ประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งต้องคอยแบกรับภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่อ่อนแอ และมีนักวิเคราะห์จำนวนมากที่มองว่า "กรีซ" จะต้องออกจากการเป็นสมาชิกของยูโรโซน

ณ ตอนนี้ เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่ไม่คิดว่ายูโรโซนจะล่มสลาย เพราะปัญหาในยูโรโซนได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง เมื่อมองในแง่ปัจจัยพื้นฐาน เศรษฐกิจของยุโรปยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการฟื้นตัว โดยรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา คาดว่าเศรษฐกิจของยูโรโซนจะขยายตัว 1.0% ในปีนี้ และโต 1.4 % ในปีหน้า ซึ่งยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่อยู่ที่ราว 3% เนื่องจากกลุ่มประเทศที่มีปัญหาเศรษฐกิจยังคงขยายตัวในระดับต่ำ ในขณะที่ อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางยุโรปสามารถคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป

ส่วนความเสี่ยงของเศรษฐกิจยูโรโซน ได้แก่ อัตราการว่างงานในภาพรวมที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยอัตราการว่างงานของยูโรโซนอยู่ที่ 12% ในเดือนธันวาคม แต่หากมองแยกเป็นรายประเทศจะเห็นความแตกต่างอย่างมาก โดยอัตราการว่างงานของกรีซและสเปนอยู่ที่ 27.8% และ 25.8% ตามลำดับ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่อัตราการว่างงานของเยอรมนีอยู่ที่ 5.1% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจที่แตกต่างกันมาก ดังนั้นการมองในภาพรวมเพียงอย่างเดียวอาจส่งผลให้การวิเคราะห์ผิดพลาดได้ สำหรับอีกหนึ่งความเสี่ยงที่ตลาดกังวลได้แก่ ความเสี่ยงของการเกิดภาวะเงินฝืด แต่จากความเห็นล่าสุดของธนาคารกลางยุโรประบุว่ายูโรโซนไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืดแต่อย่างใด ส่วนความเสี่ยงในระยะสั้น ได้แก่ ตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงนี้อาจออกมาไม่ดีเนื่องจากผลกระทบจากพายุหิมะ

เมื่อดูที่พื้นฐานของตลาดหุ้นยุโรป ค่าสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (p/e) ของ EURO STOXX 50 ซึ่งเป็นดัชนีของหุ้น Blue Chip 50 ตัวแรกของยุโรป อยู่ที่ 16.84 เท่า และอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (dividend yield) อยู่ที่ 3.44% ดูๆ แล้วก็ใกล้เคียงกับ SET Index ซึ่ง p/e อยู่ที่ 14.64 เท่า และ dividend yield อยู่ที่ 3.27% (ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 17 ก.พ.2557) อย่างไรก็ดี ตลาดยุโรปน่าจะได้ประโยชน์จากกระแสเงินลงทุนไหลกลับจากตลาดประเทศเกิดใหม่ หลังจากที่ตลาดยุโรปได้รับการจัดสรรน้ำหนักการลงทุนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงที่เศรษฐกิจมีปัญหา

นอกจากนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศสมาชิกยูโรโซน สหรัฐ และจีน ก็น่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในยุโรป ดังนั้น การกระจายการลงทุนไปยังยุโรปก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจครับ