"โค้ก"เตือนอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่อ่อนค่าลงในหลายสกุล อาจทำให้กำไรจากการดำเนินงานของบริษัทในปี 2557 ลดลง 7%
โคคา-โคลา โค (โค้ก) บริษัทเครื่องดื่มรายใหญ่สุดของโลก ที่มีฐานการดำเนินงานอยู่ในเมืองแอตแลนตา สหรัฐ แถลงว่า ธุรกิจน้ำอัดลมของบริษัทตกอยู่ในภาวะชะงักงันในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว ส่งผลให้บริษัทพลาดเป้าการเติบโตที่ตั้งไว้สำหรับปี 2556
ในไตรมาสดังกล่าว โค้กมีรายได้ร่วงลง 3.6% มาอยู่ที่ 11,040 ล้านดอลลาร์ และรายได้สุทธิดิ่งลงถึง 8.4% ที่ 1,710 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ ขณะที่รายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 6% แต่เตือนว่า กำไรจากการดำเนินงานในปี 2557 อาจลดลง 7% เพราะสกุลเงินหลายประเทศอ่อนค่าลง
โค้กมียอดขายเครื่องดื่มในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นเพียง 1% และตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้นเพียง 2% ซึ่งยังอยู่ห่างจากเป้าหมายการเติบโตต่อปีในระยะยาวของบริษัทที่ตั้งไว้ราว 3-4% โดยยอดขายน้ำอัดลมร่วงลงมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดสหรัฐ ที่มียอดขายลดลงเป็นปีที่ 9 ติดต่อกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ยอดขายในตลาดที่เป็นหัวใจหลักสำหรับการเติบโตของบริษัทอย่างจีน และบราซิล ก็ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง จากการที่ผู้บริโภคหันไปหาเครื่องดื่มประเภทอื่น ๆ แทนการบริโภคน้ำอัดลมมากขึ้น ซึ่งแม้โค้กจะมีเครื่องดื่มหลากหลายประเภท ไล่ตั้งแต่เครื่องดื่มสำหรับนักกีฬา ไปจนถึงน้ำมะพร้าว แต่น้ำอัดลมยังเป็นสินค้าหลักของบริษัท ด้วยยอดขายคิดเป็นสัดส่วน 75% ของยอดขายสินค้าโดยรวมทั่วโลก
ด้านซีอีโอ "นายมูห์ตาห์ เคนท์" ชี้ว่า ผลประกอบการที่ย่ำแย่ดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจมหภาคที่ยากลำบากทั่วโลก รวมถึงสภาพอากาศที่หนาวเย็น และฝนตกในหลายประเทศทั่วโลก แต่ยืนยันที่จะคงเป้าหมายการเพิ่มรายได้ให้ได้ถึง 2 เท่าภายในทศวรรษนี้ไว้เหมือนเดิม
ตัวเลขรายได้ข้างต้นยังส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (18 ก.พ.) ร่วงลงไป 3.8% มาอยู่ที่หุ้นละ 37.46 ดอลลาร์ ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่า นักลงทุนกำลังกังวลถึงผลการดำเนินงานของบริษัท และเริ่มเกรงว่า การขยายตัวเพียง 1-2% อาจจะกลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ของยอดขายจากบริษัทรายใหญ่แห่งนี้ไปแล้ว

