ทิ้งฝัน'แพทย์'สู่'ผู้ค้าข้าว'ฐานะสะใภ้เจียเม้ง ยักษ์ใหญ่ส่งออกข้าวไทย'โสพรรณ มานะธัญญา'ภารกิจรักษาดีเอ็นเอคุณภาพ'ข้าวหงษ์ทอง'พ้นวิกฤติจำนำ
จับพลัดจับผลูมาสู่วงการ "ค้าข้าว" เป็นเวลาถึง 35 ปี ในฐานะ "สะใภ้" แห่งตระกูล "มานะธัญญา" ใต้ร่มเงากลุ่มบริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง ผู้ส่งออกข้าวระดับโลกกว่า 70 ปี สำหรับนักธุรกิจคนเก่ง "โสพรรณ มานะธัญญา" กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจียเม้ง มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
ซึ่งบทบาทการทำงานนี้ ดูจะสวนทางกับไฟฝันวันวานที่เธอบอกว่า ต้องการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในวิชาชีพ "แพทย์" พยายามสอบเข้าเรียนแพทยศาสตร์ ทันตแพทย์ เภสัชศาสตร์ แม้จะพลาด...แต่ก็ไม่พลั้ง เพราะยังไขว่คว้า "เทคนิคการแพทย์" มาเรียนได้สมใจ เธอเริ่มต้นบทสนาย้อนเกร็ดชีวิตให้ฟัง
ครั้นเรียนจบ เพื่อนฝูงก็ชักชวนไปจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่เจ้าตัวรู้สึกต่อต้าน ไม่ใช่และไม่ชอบ เพราะพะว้าพะวังว่าหากเจอลูกค้าปฏิเสธ ขายสินค้าไม่ได้จะทำอย่างไร คิดว่าตัวเองคงทำไม่ได้ พอเก็บตัวทำงานในห้องปฏิบัติการ(แล็บ)ทั้งเจาะเลือด ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะฯ ไม่ได้พบปะผู้คน ก็เกิดอาการเบื่อ
กระทั่งชีวิตเดินมาถึงเจอจุดเปลี่ยน เมื่อแต่งงาน บวกความรู้ความสามารถที่โดดเด่นด้านภาษา หลังจบการศึกษาจากต่างประเทศ จึงถูกวงศ์วานว่านเครือสามี "วัลลภ มานะธัญญา" ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง เห็นแวว "รุ่ง" ดึงเข้าช่วยงานในธุรกิจส่งออกข้าวหอมมะลิรายใหญ่ของไทย
“เอ็งก็เอาไปทำแล้วกัน !!!” คำพูดของคุณอา (กมล มานะธัญญา) ที่ดูแลฝ่ายต่างประเทศ ชักชวนเธอมาทำงาน
งานแรกที่ได้รับมอบหมายคือ การแปลและตอบจดหมายทางการค้า การส่งออกข้าวตั้งแต่ปี 2522 และดูเหมือนว่างานนี้จะ "ลงตัว" และถูกใจ “โสพรรณ” เข้าอย่างจัง
“พอมาทำส่งออกก็เริ่มเจอคนเยอะ รู้สึกว่าแต่ละคนจะมาไม้ไหน จะเอาแบบไหนดี เราจะคุยอะไรกับเขา มันต้องทันกับเหตุการณ์ ทันคน และสถานการณ์ทั้งหมด ก็สนุก และเราเป็นคน Active อยากรู้อยากเห็น พอเจอคนนั้นคนนี้มา ก็คิดเอ๊ะ!…เราจะขายข้าวให้เขายังไง ต้องหาจุดที่ลูกค้าต้องการให้เจอ ถือเป็นงานท้าทาย และทำมาตลอด 35 ปี” เธอเล่า
แม้จะไม่ได้มีพื้นธุรกิจนำเข้าส่งออกมากนัก แต่ความ “ใฝ่รู้” เธอจึงมุ่งมั่นศึกษาหาข้อมูลความรู้ด้านการส่งออกและนำเข้า อบรมที่ไหนก็ช่างสงสัยตั้งคำถามมากมาย เพื่อให้ “รู้ลึก รู้แจ้ง” ทำอะไรต้องมีเหตุและผล “การที่เรียนสายวิทย์ฯมา มันต้องมีเหตุและผลของมัน นี่เป็นข้อดีที่ทำให้พี่ค่อนข้างรู้แจ่มแจ้งเห็นจริงนะ ลึกซึ้งในแต่ละเรื่อง ต้องเจาะจนรู้ว่าเพราะอะไร ทำไมต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ เผื่อมีปัญหาจะได้พลิกแพลง และหาทางออกได้หมด
แม้ปัญหาจะถาโถมการทำงานเป็นระลอก แต่ก็ไม่มีครั้งไหนที่จะหนักหนาสาหัสเท่ากับช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผลพวงจากนโยบายประชานิยมในโครงการ “รับจำนำข้าว" ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า
“ปีแรกเนี่ยโดนน็อคเลย !!” เพราะนอกจากต้นทุนราคาสูงลิ่วแล้ว วัตถุดิบข้าวเปลือกก็หายากซ้ำเติมผู้ประกอบการส่งออกข้าวและผู้ผลิตข้าวถุงอย่างมาก เมื่อคำนวณตัวเลขสะระตะรู้ “ต้นทุน” ชัด จึงต้องกว้านหาข้าวคุณภาพไว้ในมือให้มากสุด
เพราะชื่อชั้นข้าว “หงษ์ทอง” คุณภาพต้องมาก่อน
ก้าวย่างสู่ปีที่ 2 ของการเผชิญชะตากรรม “จำนำข้าว” เธอเริ่มปรับตัวได้มากขึ้น
“ปีที่ 2 เริ่มรู้ว่าเราจะหาข้าวดีๆได้จากที่ไหน เราเลยเริ่มเตรียมตัวไว้ก่อน” เธอเล่าเคล้าเสียงหัวเราะ
“ช่วงที่เหนื่อยสุดคือปีนี้ เทียบกับต้มยำกุ้ง(ปี 2540)ก็เหนื่อย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนต้มยำกุ้งไม่ใช่ข้อบังคับจากหน่วยงานรัฐ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้คุณต้องคิดหาทางขายสินค้าในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี ผู้บริโภคไม่มีสตางค์ คุณต้องไปคิดของคุณเอง แต่เรื่องรับจำนำมีเงื่อนไขบังคับที่คุณไปแก้ไขไม่ได้ ราคามันต้องอย่างนี้นะ ข้าวต้องไปเอาของรัฐบาล ซื้อเองขายเอง สีเองไม่ได้นะ ต่างจากสมัยก่อนเราซื้อเอง ขายเอง สีเอง เราจะคัดข้าวแบบสวยแบบนั้นแบบนี้ได้ แต่ตอนนี้ยากมาก มันเป็นวิกฤติรุนแรงมาก”
ส่วนการที่ฝ่าวิกฤติต้มยำกุ้งมาได้ ก็เพราะองค์กรปรับตัวให้ “ไร้ไขมัน” ขายสินค้าที่แมชชิ่งกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ราคาต่ำลง กำไรน้อยหน่อย
“วิกฤติต้มยำกุ้งต้องทำตัวเองให้ลีบ ต้นทุนต้องบีบ เราจัดในส่วนที่ทำเองได้” เธอไขเคล็ดลับ
ปัจจุบันโครงการรับจำนำข้าวยังอยู่ในช่วงรอยต่อ “อวสาน” โครงการว่าจะเป็นไปในทิศทางใด แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอกังวลกับการดำเนินธุรกิจในปีนี้มากนัก
ทว่าโจทย์ใหญ่และใหม่กลับเป็นเรื่องของ “เศรษฐกิจ” และ “กำลังซื้อ” ที่ยังเดาทางลำบาก อีกทั้งคู่แข่งในตลาดข้าวถุงที่แห่แหนเข้ามาแบ่งเค้ก เพราะเป็นตลาดเสรีที่ฟาดฟันกันอย่างหนักหน่วง
การรักษาตัวเองให้รอด จึงไม่ใช่เรื่องง่าย
โสภาพรรณ บอกว่า สิ่งที่ “ข้าวหงษ์ทอง” มองว่าจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ “รักษา” บัลลังก์ผู้นำข้าวหอมมะลิ และท็อปไฟว์ในตลาดข้าวถุง 3.5 หมื่นล้านบาท คือการยึดมั่นใน “ดีเอ็นเอ” ขององค์กรที่ว่า
"คุณภาพนำหน้า ราคายุติธรรม บริการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต"
“พี่ว่าคุณภาพนำหน้า เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคคำนึงถึง โดยราคาก็ต้องสอดคล้องกับต้นทุน การขายถูกทำไม่ได้ ถ้าดูแลดีคัดสรรพิเศษก็ต้องแพงตามต้นทุน การบริการเราต้องซื่อสัตย์กับลูกค้า ผู้บริโภค จะขายต่อยี่ปั๊วซาปั๊ว ห้างค้าปลีกก็ต้องตรงไปตรงมา ยึดคำมั่นสัญญา นี่เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่สอนมานาน”
โดยหญิงแกร่งระบุว่า หากต้องขายขาดทุน ก็ต้องยอมขาดทุน ถ้าเป็นความผิดพลาดในการบริหารงานของบริษัท
“หากคุณขาดทุน ก็ต้องขาดทุน เพราะคุณผิดของคุณเอง ต้องยึดมั่นในลูกค้า อย่างลูกค้าฮ่องกงก็ค้าขายกันมานาน 50-60 ปี ซื้อขายกันมาตั้งแต่เปิดร้านก็ยังอยู่นะ ก็มีหายไปบ้าง แต่ 80-90% ยังอยู่"
ธุรกิจค้าข้าว เป็นการทำมาหากินกับชาวนา “กระดูกสันหลังของชาติ” นอกจากจะดูแลคู่ค้า ลูกค้าแล้ว เธอบอกว่า จะไม่ทิ้ง “เกษตรกร” เพราะคนต้นน้ำ ถือว่าสำคัญมาก ที่จะต้องช่วยเหลือเกื้อกูลเกษตรกรให้สามารถปลูกข้าวพันธุ์ดี มีผลผลิตต่อไร่(Yield)ดีขึ้น นำไปสู่การเพิ่มรายได้ท้ายที่สุด
กลายเป็นที่มาของการจัดตั้ง R.I.C.E : Rice Intelligence Center of Education หรือศูนย์ความรู้และการพัฒนาข้าวเพื่อการศึกษาทุกระดับทั้งเกษตรกร โรงสี และผู้บริโภค ตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ริเริ่มให้ความรู้พันธุ์ข้าวไทย การสีข้าวให้ได้ Yield ดี เป็นต้น
“ถ้าต้นน้ำไม่ดี ข้าวเปลือกก็ทำไม่ได้ สิ่งสำคัญอยู่ที่เมล็ดพันธุ์ และดิน คุณภาพต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยสิ่งที่เราอยากทำมี 3 แนวทาง คือ ส่งเสริมเกษตรกรให้มีความรู้เรื่องพันธุ์ข้าวที่ดี ส่วนโรงสีเมื่อนำข้าวเปลือกมาสีแปรจะทำยังไง สียังไงให้ได้ยีลด์สำคัญที่สุด ถ้าไม่ได้ยีลด์ไม่คุ้ม และการสีข้าวไม่มีโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยสอน แต่สอนจากประสบการณ์รุ่นสู่รุ่น
และสุดท้ายอยากให้ความรู้แก่ผู้บริโภค คุณกินข้าวมากี่ปี แล้วรู้ไหมว่าข้าวไทย พันธุ์อะไรเป็นยังไง ไม่มีใครรู้(หัวเราะ)ถามเด็ก ไม่มีใครรู้ ทั้งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับกระดูกสันหลังของชาติ ทุกคนคิดแค่ว่าข้าวไทยอยู่คู่กับประเทศไทยมาเป็นร้อยปี ซึ่งสายพันธุ์ข้าวมีเป็นหมื่น เยอะมาก แต่พันธุ์ที่นำมาใช้เพาะปลูกได้มีแค่ 10-20 พันธุ์เท่านั้น ทั้งที่ไทยมีพันธุ์ข้าวที่ดีเยอะมาก”
ถามว่านี่เป็นการต่อยอดให้คนไทยจงรักภักดี(Loyalty)ต่อแบรนด์ “หงษ์ทอง” และเจียเม้งให้แข็งแกร่งหรือไม่ เธอบอกว่านั่นเป็นเพียงผลพลอยได้
“เพราะความตั้งใจคือเรามีความรู้เรื่องข้าวมาเป็นเวลานาน 70-80 ปี จึงควรเผยแพร่ให้คนอื่นได้รู้บ้าง ไม่ใช่เก็บไว้กับตัวเอง จุดประสงค์หลักคือการเผยแพร่ความรู้จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือ เสิร์ฟข้าวคู่ความรู้จากฟาร์มถึงโต๊ะ from farm to table” โสพรรณ ทิ้งท้าย





