ซีไอเอ็มบีชี้แนวโน้มเอ็นพีแอลปีนี้เพิ่มขึ้นได้จากเอสเอ็มอีและรายย่อยรวมทั้งธุรกิจโยงชาวนา ตั้งเป้าคุมเอ็นพีแอลต่ำกว่า 3.5%
นายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในปีนี้เริ่มเห็นสัญญาณแล้วว่ามีโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นได้อีก โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีที่หลายธุรกิจเริ่มได้รับความลำบากมากขึ้น ทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์ โรงแรมที่อยู่ในกรุงเทพ รวมถึงลูกหนี้รายย่อยที่มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือน ที่ภาพรวมอุตสาหกรรมนี้เริ่มมีปัญหาสภาพคล่องและมีอัตราการชำระล่าช้าเพิ่มขึ้น 0.2% เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา มีการก่อหนี้มากขึ้น เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวความสามารถในการชำระหนี้จึงลดลง
อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมา ธนาคารได้ตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไป 2,700 ล้านบาท เพียงพอรองรับความผันผวนในอนาคต ทำให้ในปีนี้ นโยบายการตั้งสำรองของธนาคารจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติหรือเป็นไปตามการขยายตัวของสินเชื่อ ขณะที่สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมในปีนี้ ธนาคารมีนโยบายควบคุมระดับเอ็นพีแอลให้ต่ำกว่า 3.5% จากปี 2556 ที่มีเพียง 2.5%
"ที่กังวลคือ พอการเมืองเป็นแบบนี้ หนี้รายย่อยจะเพิ่มขึ้น ชาวนาไม่ได้รับเงิน ก็กระทบเป็นวงกว้างไปยังค้าปลีก หรือภาคบริการในต่างจังหวัดที่ฐานลูกค้าเกี่ยวโยงชาวนา หรือโรงแรมในกรุงเทพที่ได้รับผลกระทบก็จะส่งต่อไปยังกลุ่มพนักงานโรงแรมได้ ในกลุ่มนี้ก็เริ่มมีชำระล่าช้าเพิ่มจาก 1.6%เป็น 1.8% ซึ่ง ธนาคารจะเน้นลูกค้าในกลุ่มมนุษย์เงินเดือนมากขึ้น และเข้าไปติดตามลูกหนี้เพื่อช่วยแก้ไขก่อนเป็นเอ็นพีแอล"
สำหรับเป้าหมายสินเชื่อในปีนี้ ที่ธนาคารตั้งไว้ที่ระดับ 15-25% นั้นธนาคารจะหันมามุ่งเน้นการสร้างรายได้จากพอร์ตสินเชื่อ โดยเฉพาะลูกค้ารายใหญ่ที่เคยได้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในระดับต่ำนั้น ธนาคารจะพิจารณาว่า จะให้อัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำต่อไปหรือเพิ่มธุรกรรมทางการเงินอื่นๆ เพื่อเสริมรายได้ให้ธนาคารหรือไม่ รวมถึงต้องเพิ่มสัดส่วนลูกค้ารายย่อยและเอสเอ็มอีที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าด้วย โดยในปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถึง 30-40% สูงกว่าปีก่อนที่ 25.3% แม้การเติบโตของสินเชื่อจะชะลอตัวลงก็ตาม
นอกจากนี้ธนาคารยังเน้นบริการด้านวาณิชธนกิจระหว่างภูมิภาคการพาลูกค้าออกไปลงทุนในอาเซียน รวมถึงจีนเกาหลีไต้หวันออสเตรเลียและศรีลังกาที่ธนาคารมีเครือข่ายอยู่ด้วย ทั้งการซื้อและควบรวมกิจการ การให้สินเชื่อหรือบริการทางการเงินอื่น ๆ ทั้งธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจขนส่ง และบริการที่เริ่มมาหารือกับธนาคาร
ด้านนายณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์และการเงิน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า พอร์ตสินเชื่อของธนาคารในขณะนี้มีสัดส่วนจากธุรกิจขนาดใหญ่ เอสเอ็มอีและรายย่อยในระดับใกล้เคียงกัน แต่ในปีนี้ธนาคารจะเน้นพอร์ตรายย่อยมากขึ้นและมีโอกาสที่จะทำให้สัดส่วนสินเชื่อรายย่อยและเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น ส่วนรายใหญ่อาจลดเหลือ 25-30%
ขณะเดียวกัน ธนาคารอยู่ระหว่างพิจารณาโครงสร้างการทำงานของบริษัทลิสซิ่งในเครือทั้งบริษัทเซ็นเตอร์ ออโต้ ลีส ที่ให้บริการเช่าซื้อรถยนต์ และบริษัทเวิลด์ลีส ที่ให้บริการเช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น และเป็นไปได้ที่จะเห็นการควบรวมกิจการเพื่อช่วยให้ต้นทุนลดลงและมีกระบวนการทำงานเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยปัจจุบันทั้ง 2 บริษัทมีพอร์ตสินเชื่อรวมกันอยู่ 1.1 หมื่นล้านบาท ส่วนการขยายพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อคงจะต้องรอให้กระบวนการต่าง ๆ แล้วเสร็จก่อน หรือโตน้อยกว่าเป้าหมายของธนาคารที่ 15-25%นอกจากนี้อยู่ระหว่างการมองหาโอกาสในการเข้าซื้อพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อเพิ่มเติมอีกด้วย
กสิกรไทยออกฝาก 24 เดือนชู 3.50%
ด้านนางนพวรรณ เจิมหรรษา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารได้ออกผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำซูเปอร์ทวีทรัพย์ 24 เดือน อีกครั้งนับจากที่ออกครั้งแรกเมื่อปลายปี 2556 และมีกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั่วประเทศ ในครั้งนี้ยังคงเจาะกลุ่มลูกค้าประชาชนทั่วไป ทั้งผู้ที่มีรายได้ประจำหรือมีอาชีพอิสระ ที่มีความประสงค์จะออมเงินเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกเดือน ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานและพฤติกรรมเบื้องต้นของลูกค้าที่เริ่มเก็บเงิน รวมทั้งเป็นไปตามแนวทางที่ธนาคารกสิกรไทยสนับสนุนการออมและวางแผนการเงินเพื่ออนาคต
โดยเงินฝากซูเปอร์ทวีทรัพย์ เป็นเงินฝากประจำประเภทฝากเท่ากันทุกเดือน ติดต่อกัน 24 เดือน โดยหากฝาก 1,000-9,999 บาทต่อเดือน จะได้รับดอกเบี้ย 3.20% ต่อปี และฝาก 10,000-25,000 บาทต่อเดือน ได้รับดอกเบี้ย 3.50% ต่อปี ถือเป็นอัตราที่สูงสุดในตลาดเวลานี้ ซึ่งผู้ฝากจะได้รับผลตอบแทนเต็มๆ ไม่เสียภาษี






