วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โบรกฯแนะลงทุนระยะยาว สะสมหุ้นปันผล

โบรกฯแนะลงทุนระยะยาว สะสมหุ้นถูก-ปันผลงามแน่! คาดกรอบดัชนีเดือนก.พ. 1,220 - 1,320 จุด

นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทยของเดือนนี้ มองว่าทิศทางดัชนีจะยังคงแกว่งตัวผันผวนในกรอบแคบๆ ระหว่าง 1,220 - 1,320 จุด หากปัจจัยทางการเมืองไม่มีเหตุการณ์ใหม่ที่น่าแปลกใจเกิดขึ้น

ส่วนปัจจัยที่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ปัจจัยสนับสนุน อาทิเช่น ระดับ Forward PE ของ SET Index ปรับสู่ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว ในขณะที่ Earning yield gap ของ SET Index เมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond yield) อายุ 10 ปีของสหรัฐ ยังคงอยู่เหนือกว่าระดับค่าเฉลี่ยระยะยาว

อย่างไรก็ดี ดัชนีตลาดหุ้นยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากภาวะ Risk off ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการเมือง อาทิ มติการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อรักษาการนายกรัฐมนตรี (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) เกี่ยวกับคดีทุจริตจำนำข้าว และปัญหาการเมืองที่ยังคงไม่มีบทสรุป จะเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในระยะยาวต่อไป

ทั้งนี้ จากการที่ดัชนีมีการปรับฐานในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลทำให้มีหุ้นบางบริษัทมีระดับ Valuation ที่น่าสนใจ โดยหุ้นที่แนะนำสำหรับเดือน ก.พ. ได้แก่ หุ้นกลุ่มบลูชิพที่มีระดับ Price to book เท่ากับหรือต่ำกว่า 1 เท่า ได้แก่ BBL ราคาเป้าหมายตามพื้นฐาน 230 บาท, BANPU ราคาเป้าหมายตามพื้นฐาน 29.20 บาท

นอกจากนี้ แนะนำลงทุนในหุ้นกลุ่มส่งออกและกลุ่มวัฏจักรที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ได้แก่ CPF ราคาเป้าหมายตามพื้นฐาน 37 บาท, HANA ราคาเป้าหมายทางเทคนิค 26.25 บาท, SVI ราคาเป้าหมายทางเทคนิค 4.50 บาท, PTTGC ราคาเป้าหมายตามพื้นฐาน 89 บาท, หุ้นกลุ่มพลังงานทางเลือกที่มีผลประกอบการเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วง 1-2 ปีนี้ ได้แก่ EA ราคาเป้าหมายตามพื้นฐาน 11.10 บาท, IFEC ราคาเป้าหมายตามพื้นฐาน 8.10 บาท, หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มักจะปรับตัวได้ดีหลังการเลือกตั้ง ได้แก่ SPALI ราคาเป้าหมายทางเทคนิค 17.30 บาท และหุ้นกลุ่มสื่อสารที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ได้แก่ JAS ราคาเป้าหมายแบบ Consensus ที่ 9.80 บาท

ด้าน นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้จัดการฝ่ายการลงทุน บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า ในช่วงนี้บริษัทจดทะเบียนจะทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ในปี 2556 ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายวิจัยคาดว่าฐานกำไรสุทธิของ บจ.งวดปี 2556 น่าจะอยู่ที่ 7.97 แสนล้านบาท เติบโต 10.8% ส่วนงวดไตรมาส 4/2556 น่าจะอยู่ที่ระดับ 1.82 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.47% โดยประเด็นที่น่าสนใจหลังจากนี้คือ การจ่ายปันผล ซึ่งตัวเลือกที่ให้ Yield สูงกว่า 5% ยังมีอยู่ค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ตาม จากสถิติการสร้างผลตอบแทนจากหุ้นปันผลที่ศึกษาข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี พบว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการซื้อหุ้นปันผล คือ การซื้อก่อนที่จะขึ้นเครื่องหมาย XD ประมาณ 2 เดือน แล้วขายหลังจากขึ้นเครื่องหมาย XD 1-2 เดือน ซึ่งจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7.5-8.3% สำหรับหุ้นขนาดใหญ่ โดยหุ้นที่น่าสนใจได้แก่ INTUCH, DELTA, TTW และ BEC ส่วนหุ้นขนาดเล็กหากเข้าซื้อขายในช่วงเวลาเดียวกันจะได้ผลตอบแทนประมาณ 10.2-11.7% ได้แก่ AP, TICON และ BECL

"ถ้าลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ตามช่วงเวลาที่เราแนะนำ INTUCH, DELTA, TTW และ BEC ซึ่งจะได้ผลตอบแทนประมาณ 7.5-8.3% แต่ถ้าเป็นหุ้นขนาดเล็ก ซื้อขายในช่วงเวลาเดียวกัน จะได้ผลตอบแทนประมาณ 10.2-11.7% เราแนะนำ AP, TICON และ BECL"

ส่วนการลงทุนในสัปดาห์หน้า นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัย บล.ทิสโก้ ประเมินว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในวันจันทร์หน้ามีโอกาสที่ดัชนีจะเคลื่อนไหวในลักษณะผันผวน โดยเป็นมาจากการที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) จะมีการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศในไตรมาสที่ 4/56 ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะออกมาในทิศทางที่ต่ำกว่าในช่วงเดียวกันของปีก่อน และต่ำกว่าในไตรมาสที่ผ่านมา จึงอาจจะส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงได้

"คาดว่าในวันจันทร์ตลาดหุ้นไทยอาจจะมีลักษณะที่ผันผวน หลังจากที่จะได้รับข่าวการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของสภาพัฒน์ในไตรมาสที่ 4/56 ซึ่งประเมินว่าจะต่ำกว่าในช่วงเดียวกันของปีก่อน และต่ำกว่าในไตรมาสที่ผ่านมาจึงทำให้อาจจะเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอย" นายอภิชาติ ระบุ และว่าแนะนำให้นักลงทุนขายเมื่อดัชนีฯปรับตัวเพิ่มขึ้น และรอซื้อเมื่อดัชนีฯปรับตัวลดลง โดยเลือกเล่นหุ้นรายตัว เช่น HMPRO และ MAJOR โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 1,300 จุด แนวต้าน 1,320 จุด