ผู้เชี่ยวชาญการคลังระบุร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน ขัดรธน. ชี้ปล่อยก.ม.ผ่าน สร้างความเสียหายวินัยการคลัง-เครดิตประเทศ ศาลนัดปิดคดี 27 ก.พ.
คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ เพื่อไต่พยานเพิ่มเติมอีก 5 คน ในคดีคำร้องที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ ได้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 154 วรรคหนึ่งว่า ร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่วานนี้ (12 ก.พ.)
โดยศาลรัฐธรรมนูญได้นัดพยานผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน ประกอบด้วย นายภัทรชัย ชูช่วย ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะผู้แทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ,นายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีต รมช.คลัง อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.),นายทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง , นายธีรชัย ภูวนารถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง และ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง มาให้ถ้อยคำเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ศาลฯได้ให้ นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ในฐานะผู้เสนอความเห็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ร้อง และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ถูกร้องยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดี ภายในวันที่ 27 ก.พ.2557 หากไม่ยื่นถือว่าไม่ติดใจ โดยศาลยังไม่ได้มีคำสั่งว่าจะวินิจฉัยคำร้องนี้เมื่อใด
ชี้กฎหมายเงินกู้ขัดรัฐธรรมนูญ
นายพิสิฐ กล่าวว่ากรณีการพิจารณาออกกฎหมายเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท โดยไม่ผ่านระบบงบประมาณ ถือว่ามีความสำคัญต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย เพราะหากรัฐบาลใดออกกฎหมายกู้เงิน เพื่อใช้จ่ายโดยไม่มีข้อจำกัดและไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา จะทำให้เศรษฐกิจมีปัญหา ถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญปี 2550 หมวด 8 อย่างชัดเจน
รัฐธรรมนูญปี 2550 ได้กำหนดกรอบการใช้จ่ายประมาณที่ไม่ต้องการให้รัฐบาลใช้จ่ายเกินตัว และการใช้จ่ายงบประมาณต้องออกเป็น พ.ร.บ.รายจ่ายเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ผ่านคณะกรรมาธิการและรัฐสภา รวมถึงเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจ แต่กฎหมายกู้เงินดังกล่าวมีหลายจุดที่ขัดแย้ง โดยเฉพาะการลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง ที่ใช้งบเกินครึ่งของวงเงินกู้ แต่เขียนให้อำนาจ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้พิจารณา และระยะเวลากู้เงิน 7 ปี ถือเป็นการก้าวล่วงการใช้จ่ายรัฐบาลต่อไป
"ด้านดีของกฎหมายฉบับนี้ คือ มีเจตนาที่ดีในการสร้างระบบคมนาคมของประเทศ แต่ไม่เห็นด้วยกับระบบการทำงานที่ไม่โปร่งใสขัดรัฐธรรมนูญ" นายพิสิฐ กล่าว
ยันเงินกู้ถือเป็นเงินแผ่นดิน
นายพิสิฐ กล่าวเพิ่มเติมว่าเหตุที่ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะมีการคำนึงว่า เศรษฐกิจโลกจะมีปัญหาการคลัง ซึ่งก็ได้เคยเกิดขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากรัฐบาลได้ใช้นโยบายประชานิยม โดยไม่ยอมหารายได้ และผลักภาระไปในอนาคตต่อผู้เสียภาษี ส่วนเงินกู้นี้ ถือเป็นเงินแผ่นดินหรือไม่ เมื่อรัฐบาลกู้เงินตามกฎหมายกู้เงินดังกล่าว จะถือทันทีว่าเงินดังกล่าวเป็นรายรับของรัฐบาล ซึ่งก็คือเงินของแผ่นดิน เพราะเงินกู้นั้นจะต้องใช้ภาษีของประชาชนมาชำระคืน
นายภัทรชัย กล่าวว่าคำว่า "เงินของแผ่นดิน" นั้น ไม่ว่าจะมีการนำส่งคลังหรือไม่ก็ตาม จะถือว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินของแผ่นดิน ไม่ว่าเงินจะเข้ามาในรูปแบบใด หากผ่านการใช้จ่ายของกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ แล้ว จะถือได้ว่า เงินนั้น เป็นเงินของแผ่นดิน และนอกเหนือจากการตรวจเงินแผ่นดินที่ สตง.มีอำนาจแม้คณะรัฐมนตรีจะระบุว่า ไม่สามารถตรวจสอบได้ สตง.ยังมีอำนาจตามมาตรา 15 ในการออกมาตรการต่างๆ เพื่อเป็นการป้องปรามการใช้งบประมาณได้
หวั่นสร้างกรณีพิเศษกู้เงิน
นายทนง กล่าวว่าการตราร่าง พ.ร.บ.นี้ มีวัตถุประสงค์ให้ไม่เป็นเงินของแผ่นดิน ซึ่งจะทำให้ "ไม่มีสิทธิเข้าไปตรวจสอบ" แต่เห็นว่าแม้จะเป็นเงินนอกงบประมาณ แต่ถือเป็นเงินของแผ่นดิน เช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบเหมือนเช่นงบประมาณปกติ ซึ่งไม่เห็นว่าจำเป็นต้องตีความว่า เงินกู้นี้ ไม่เป็นเงินของแผ่นดิน และการที่รัฐบาลออกกฎหมายกู้เงินนี้ ถือเป็นการสร้างกรณีพิเศษในการกู้ยืมเงิน
แม้รัฐบาลระบุว่าการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทนี้ จะใช้เวลาในการชำระหนี้ 50 ปี และหนี้ต่อจีดีพีจะไม่เกิน 50% เป็นคำอธิบายที่อยู่บนสมมติฐานว่า จีดีพีของประเทศจะโตในระดับ 6% ต่อปีตลอดระยะเวลาการชำระหนี้ ซึ่งการตั้งสมมติฐานแบบนั้น จะแน่ใจได้อย่างไรว่า จะเป็นจริงในทางปฏิบัติ โดยทีดีอาร์ไอประเมินว่า หากจีดีพีของไทยเติบโตในระดับต่ำกว่า 5% หนี้สาธารณะจะสูงเกิน 60%ต่อจีดีพี
ขณะที่กระทรวงคมนาคมบอกว่า วงเงินที่จะใช้ลงทุนจริงมีถึง 4 ล้านล้านบาท ซึ่งหมายความว่า การก่อหนี้จะเพิ่มขึ้นอีก และไม่มีใครบอกได้ว่า ถ้าหนี้สาธารณะเกิน 50% จะมีการหยุดโครงการหรือไม่ ซึ่งเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะลงทุนรถไฟความเร็วสูงในขณะนี้
ชี้กู้นอกงบกระทบเครดิตประเทศ
นายธีระชัย กล่าวว่าเงินกู้นี้ ถือเป็นเงินแผ่นดิน ที่สมควรส่งเงินคืนคลังก่อน ไม่เช่นนั้นจะขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และหากเดินหน้าจะกระทบต่อการบริหารจัดการงบประมาณ และส่งผลเสียต่อวินัยการเงินการคลัง สร้างปัญหาต่อเครดิตประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องระมัดระวัง เพราะทุกประเทศทั่วโลก จำเป็นต้องกู้เงินด้วยการออกพันธบัตรรัฐบาล หากเครดิตไม่ดี ก็จะไม่มีใครให้กู้ ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ในการรักษาเครดิตประเทศ








