ถอดสลักภาวะผู้นำเบอร์หนึ่ง 'ประพันธ์ ศิริวิริยะกุล'

การลงไปทำงานอย่างใกล้ชิดกับลูกน้อง สิ่งที่ได้รับก็คือ น้ำใจ รวมถึงได้รู้ถึงขีดความสามารถของพวกเขา
มีคำกล่าวว่า ธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัย "เก่งบวกเฮง"
อย่างไรก็ดี เมื่อได้มีโอกาสสัมภาษณ์ "ประพันธ์ ศิริวิริยะกุล" กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม KTIS กลับรู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่มากกว่าในเรื่องของความเก่ง ความอดทนมุ่งมั่น ตลอดจนความเอาใจใส่พนักงาน และชาวไร่อ้อย
แม้ว่าจะได้ยินเขาพูดคำว่า "โชคดี" ออกมาเป็นระยะๆ ก็ตาม
ประพันธ์ นั้นเป็นเรี่ยวแรงสำคัญของพ่อแม่ (คุณจรูญ และคุณหทัย ศิริวิริยะกุล) ตั้งแต่เมื่อครั้งก่อตั้งกลุ่มน้ำตาลไทยเอกลักษณ์ จวบถึงวันนี้ซึ่งกิจการเป็นที่รู้จักกันในนาม KTIS ก็เป็นระยะเวลาร่วม 50 ปีแล้ว
แล้วความยากง่าย และความท้าทายในการบริหารจัดการระหว่างอดีตและปัจจุบันเป็นอย่างไร?
"เมื่อก่อนธุรกิจมีวอลุ่มเล็ก เรามีโรงงานน้ำตาลแค่หนึ่งหรือสองโรงเท่านั้น เลยถือว่าง่ายต่อการดูแล แต่เมื่อมีการขยายธุรกิจมากขึ้นๆ เราจำเป็นต้องอาศัยกำลังเสริมโดยทีมงานมืออาชีพ เรายอมจ้างที่ปรึกษาที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมาช่วย Audit ให้ เราต้องอย่าคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว"
ในอดีตยังมีเรื่องของความ "ใกล้ชิด" อีกด้วย
เพราะในสมัยบุกเบิกประพันธ์นั้นลงไปทำงานแบบ "เคียงบ่าเคียงไหล่" กับพนักงานในโรงงาน เขาเป็นเถ้าแก่ที่ไม่หวั่นที่จะเหน็ดเหนื่อยหรือเนื้อตัวจะมอมแมม เรียกว่าเขามอบกาย ใจ และจิตวิญญานไว้ที่โรงงานก็คงไม่ผิดนัก
"ตัวผมเองจะไปอยู่หน้างานกับพนักงานเลย บางทีผมไปอยู่ที่โรงงานถึง 4 เดือนโดยไม่ได้กลับบ้าน พอ กลับบ้านอีกทีก็..อ้าวลูกของเราโตแล้ว"
ตรงกันข้ามกับในเวลานี้ที่ธุรกิจมีความเติบใหญ่ และขับเคลื่อนไปได้อย่างราบรื่น ภารกิจของซีอีโออย่างประพันธ์ก็คือ การถอยกลับมาปล่อยให้พนักงานซึ่งเป็นนักกีฬาตัวจริงเป็นผู้ลงเล่นในสนาม และปล่อยให้ Chief Operating Officer หรือ ซีโอโอ ทำหน้าที่เป็นโค้ชคอยควบคุมดูแล
"ตอนนี้ผมทำหน้าที่เดินไปเดินมาๆ (หัวเราะ) เราโชคดีที่ทีมงานดี ซีโอโอที่ดูแลทั้ง 9 โรงงาน ก็ทำงานได้ค่อนข้างดี ตัวผมเองจะคอยมอนิเตอร์ว่าทุกอย่างเป็นไปได้ตามเป้าหมาย ตามแผน ที่ตั้งไว้หรือไม่ หรือพวกเขามีการวางแผนล่วงหน้าอย่างไร ซึ่งผมจะมีการประชุมกับซีโอโอเดือนละ 2 ครั้งๆ ละ 2 วัน เพื่อให้รายงานถึงความคืบหน้าแผนงานต่างๆ รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้น"
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว อาจไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสียทีเดียว ประพันธ์ยอมรับว่าตัวเขาไม่ได้รอข้อมูลจากการประชุม เพราะโลกออนไลน์ช่วยสร้างการรับรู้ถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ในทุกเวลาที่ต้องการ รวมถึงเขายังคงเดินทางไปยังโรงงานต่างๆ อยู่เสมอเนื่องจากในการสัมภาษณ์ซีอีโอท่านนี้บอกกล่าวว่าปกติแล้วไม่ค่อยใส่สูท ปกติถนัดใส่แต่ชุดของโรงงาน
แสดงให้เห็นว่า ความสำเร็จและการรักษาไว้ คงไม่อาจเกิดจากการนั่งเก็กท่าวางมาดซีอีโอ แต่หมายถึง การลงลึกในรายละเอียด และความรอบคอบที่ต้องตระหนักถึงอยู่เสมอ
"โรงงานเกษตรไทยของเรา ปัจจุบันเป็นโรงงานน้ำตาลที่มีกำลังการผลิตใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และใหญ่ที่สุดในโลก เราหีบอ้อยได้วันละ 5หมื่น5พันตัน หรือเป็นปริมาณรถสิบล้อที่ขนอ้อยจำนวน 3 พันคัน" ประพันธ์กล่าวอย่างภาคภูมิใจ
นอกจากมีทีมงานที่ดีแล้ว ความสำเร็จของ KTIS เกิดจากหลายปัจจัย รวมถึงความโดดเด่นในเรื่องของความสามารถในการลงทุนที่มีราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งรายอื่นเป็นสิบเป็นร้อยเท่า เนื่องจากสามารถผลิตเครื่องจักรใช้ได้เอง ไม่ว่าจะเป็นหม้อไอน้ำ ลูกหีบ ฯลฯ
ผ่านมันสมองและประสบการณ์ของทีมช่างของ KTIS ซึ่งพวกเขาไม่ได้มีคำนำหน้าว่าด็อกเตอร์แต่จบในระดับปวช. และปวส. หรือสูงสุดก็คือปริญญาตรีเท่านั้น ไม่ใช่เป็นเพราะโชคช่วยแต่อาศัยความหมั่นเพียรเรียนรู้ และหมั่นพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง
"ความรู้จากห้องเรียนคนเราเอามาใช้ได้อย่างมากแค่ 60 เปอร์เซนต์เท่านั้นเอง"
ประพันธ์ กล่าวว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวเกิดจากการลงไปทำงานอย่างใกล้ชิดกับพนักงานของเขาเมื่อครั้งในอดีต
"สิ่งที่ได้ก็คือ เราได้น้ำใจของลูกน้อง และได้เห็นการทำงานของทีม ทำให้เราได้รู้ถึงขีดความสามารถพนักงานของเรา เป็นที่มาว่าทำไมเราจึงสามารถสร้างเครื่องจักรได้เอง"
วิธีกระตุ้นให้คนมีความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ประพันธ์กล่าวว่าสมัยก่อนอาศัยผู้บริหารอย่างเขาลงไปคลุกคลี เป็นผู้คอยชี้แนะ แต่สมัยนี้กุศโลบายต่างไป กลุ่มKTIS มีการนำระบบ "ไคเซ็น" ซึ่งว่าด้วยการปรับปรุงเข้ามาเป็นตัวช่วย โดยให้พนักงานทุกคนร่วมกันนำเสนอหัวข้อที่ควรต้องปรับปรุง พัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้น แล้วส่งเข้าประกวดเพื่อชิงรางวัลสุดยอดด้านความคิด
และก็มีความคิดดีๆ จำนวนไม่น้อยของพนักงาน KTIS ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร รวมถึงถูกนำไปสร้างให้เป็นความจริง
ถามว่า มีความผิดพลาดเกิดขึ้นบ้างหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องจักรที่เกิดจากการดีไซน์และสร้างขึ้นเอง คำตอบคือ มีสิทธิเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีละเอียดรอบคอบ การออกแบบ การดีไซน์ต้องอย่าคิดแบบง่ายๆ แต่คิดเผื่อไปถึงเรื่องที่อาจคาดไม่ถึง ประการสำคัญในการดำเนินงานทุกขั้นตอนต้องเป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล
"ไม่ว่างานอะไรย่อมเกิดความผิดพลาดได้อย่างแน่นอน แต่คนที่ผิดอันดับแรกก็คือ ตัวของคุณประพันธ์เองไม่ใช่พนักงาน ผมจะบอกพนักงานเสมอว่า ผมคือผู้ที่จะรับผิดชอบเป็นอันดับหนึ่ง เพราะว่าเราเป็นหัวหน้าเขา เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้พนักงานเขากล้าคิด กล้าทำ"
และปัจจัยความสำเร็จอีกหนึ่งเรื่องที่ขาดเสียไม่ได้สำหรับกลุ่ม KTIS ก็คือ ต้องตระหนักถึงความสำคัญของชาวไร่อ้อย
"กลุ่มของเรามีชื่อเสียงดูแลชาวไร่อ้อยได้ดีที่สุดในประเทศไทย เรากล้าพูดอย่างเต็มปากเต็มคำ ลองไปจับมือถามกับชาวไร่อ้อยของเราดูก็ได้"
สะท้อนด้วยสโลแกนของบริษัทซึ่งในอดีตก็คือ "เอกลักษณ์มั่งคง ชาวไร่อ้อยมั่งคั่ง" แต่ปัจจุบันถูกปรับเป็น "ชาวไร่อ้อยมั่งคั่ง KTIS มั่นคง"
"คุณพ่อบอกอยู่เสมอว่าเราต้องให้ความสำคัญกับชาวไร่อ้อย เพราะถ้าเขาปลูกอ้อยแล้วขาดทุน เขาก็จะหันไปปลูกพืชอย่างอื่นได้ เช่นปลูกถั่ว ปลูกมัน ข้าวโพด ขณะที่โรงงานของเราไปหีบพืชพวกนั้นไม่ได้ เราต้องทำให้เขาร่ำรวย เราต้องเข้าไปช่วยเหลือเขาอย่างใกล้ชิด"
เมื่อให้เขามองไปข้างหน้า มุมมองของซีอีโอท่านนี้ก็คือ แม้ว่าราคาน้ำตาลในตลาดโลกจะหวือหวาบ้างหรือตกฮวบฮาบเหมือนในเวลานี้ที่เหลืออยู่แค่ 15 เซ็นต์ ทว่าอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยจะยังอยู่ได้เรื่อยๆ แต่ในอนาคตเขาว่าจะเป็นยุคของผลิตภัณฑ์พลอยได้ (by product) ที่เกิดกระบวนการผลิตน้ำตาลจากอ้อย ยกตัวอย่างเช่น เยื่อกระดาษจากชานอ้อย ,เอทานอลจากกากน้ำตาล (โมลาส) โรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งใช้ชานอ้อยที่ได้จากกระบวนการผลิตน้ำตาลเป็นวัตถุดิบ เป็นต้น
"ตอนนี้สัดส่วนได้รายของเรามาจากธุรกิจอ้อยและน้ำตาล อยู่ที่ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ by product มีสัดส่วนประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราคิดว่าจะเพิ่มสัดส่วน by product ขึ้นเป็น 30-40 เปอร์เซ็นต์"
พร้อมบอกว่าในปีนี้ เขาคิดการณ์ใหญ่ด้วยมีแผนจะนำกิจการในกลุ่ม KTIS หรือ บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีอยู่ 9 โรงงาน ประกอบด้วย โรงงานน้ำตาล 3 แห่ง โรงไฟฟ้า 3 แห่ง โรงเยื่อจากชานอ้อย 1 แห่ง โรงผลิตเอทานอล 1 แห่ง และโรงงานผลิตปุ๋ย 1 แห่ง
ไม่เพียงเพื่อ KTIS เท่านั้น แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ประพันธ์ต้องการสร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวนครสวรรค์ทุกคน




