เปลี่ยนการศึกษาด้วย "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง" เปลี่ยนการศึกษาด้วย "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง"

เปลี่ยนการศึกษาด้วย "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง"

เปลี่ยนการศึกษาด้วย "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง"

"ทำไมจึงมีแต่บริษัทดังๆ มาแย่งคนเก่ง แต่ทำไมไม่มีบริษัทภาค Social Sector มาดึงคนเก่งๆ ไปแก้ปัญหาของประเทศบ้าง?"

คำถามที่เกิดจากนักศึกษาปี 4 มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา จนเป็นที่มาของการก่อตั้ง Teach for America ในปี 1990 ก่อนจะขยายผลสู่ 32 ประเทศทั่งโลก อาทิ อินเดีย จีน บังคลาเทศ และล่าสุดประเทศไทย
วิชิตพล ผลโภค Founder, Teach For Thailand (Secretary to the Board) เปิดเผยถึงรูปแบบการทำงานของ Teach for America กับการทำงานในแบบ Non-profit Organization มีรูปแบบคล้ายๆ กับ Management trainee program ด้วยการดึงคนเก่ง ศักยภาพสูงในแต่ละสาขามาทำหน้าที่เป็นครูสอนหนังสือในโรงเรียนที่ขาดแคลนและด้อยโอกาส
ต่อมาในปี 2001 ผู้นำอังกฤษนยุคนั้นได้ให้โจทย์กับภาคเอกชน ว่าจะมีส่วนร่วมพัฒนาด้านการศึกษาในกรุงลอนดอนได้อย่างไร เนื่องจากยังมีความเหลื่อมล้ำของโรงเรียนที่อยู่ในเขตเมืองกับโรงเรียนรอบนอก ซึ่งจากการทำวิจัยก็พบว่าการศึกษาแก้ไขได้ต้องเริ่มต้นที่ครู เอาคนศักยภาพสูงมาเป็นครู เพื่อยกระดับการศึกษาให้กับเด็ก ด้วยการจัดตั้ง Teach First กระตุ้นให้คนรุ่นใหม่มาทำงานที่นี่ก่อนเป็นเวลา 2 ปี ก่อนจะตัดสินใจทำในงานด้านอื่นๆ
พร้อมกันนี้ ก็หวังว่า ผลักดันให้ Alumni กลุ่มนี้ก้าวไปเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในทุกภาคส่วนของสังคมต่อไป
จนกระทั่ง Teach First (ในอังกฤษ) และ Teach for America สององค์กรได้ร่วมกันจับมือเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม โดยตั้งองค์กรที่ชื่อ Teach for all ขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันดำเนินการอยู่ใน 32 ประเทศทั่วโลก
"Teach First กลายเป็นหน่วยงานลูกของ Teach for all เป้าหมายคือ การเป็น Network Sharing ที่จะทำเกี่ยวกับ Best practice ซึ่ง ไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น นอกจากนี้ยังมีมาเลเซีย ญี่ปุ่น จีน อินเดีย บัลคลาเทศ ฟิลิปปินส์ เนปาล ปากีสถาน"
จากประสบการณ์ในหลายประเทศพบว่ามีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐ อาทิ ฮาร์วาร์ด (Harvard University) จอห์น ฮอปกินส์ (John Hopkins University) และพรินซ์ตัน (Princeton University) ของสิทธิ์เพื่อเข้าเป็นส่วนหนึ่งในโครงการนี้
ล่าสุดมียอดผู้สมัครสูงถึง 6 หมื่นคน แต่รับได้เพียง 10% ของจำนวนผู้สมัคร โดยในไทย เริ่มดำเนินการคัดเลือกในช่วงที่ผ่านมา
วิธีการหลักๆ ก็คือ Recruiting most promising individuals to teach : สร้างพลังขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ให้เกิดขึ้นโดยคนรุ่นใหม่หรือนิสิตนักศึกษาวุฒิปริญญาตรี เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะได้ “ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง” และศักยภาพความเป็นผู้นำ ที่พร้อมไปสร้างแรงจูงใจให้กับเด็กในห้องเรียน
Transforming classrooms and communities : ผู้ที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ จะได้รับการอบรมเพื่อเพิ่มทักษะและเตรียมความพร้อม ก่อนจะออกไปปฏิบัติการตามแนวทางของโครงการใน โรงเรียนที่ขาดแคลนครูเป็นเวลา 2ปี
Empowering next generation of leaders : จากประสบการณ์ตรงในห้องเรียน ก่อให้เกิดความเข้าใจปัญหาการศึกษาไทยอย่างลึกซึ้ง และจะเป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาด้านการศึกษาต่อไป
Measure impact and constantly innovate : ระบบการวัดผล และ ติดตามผลการทำงานของผู้เข้าร่วมโครงการทั้งในห้องเรียน และนอกห้องเรียน
ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องเข้ารับการเทรนนิ่ง เป็นเวลา 6 สัปดาห์ จากผู้ที่อยู่ที่มีประสบการณ์ความรู้ด้านครุศาสตร์ ซึ่งประสานความร่วมมือกับอาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาเป็นผู้สอนให้กับเยาวชน ส่วนทักษะด้านอื่นๆ อาทิ Leadership และอื่นๆ ทีมงานของ Teach for Thailand จะรับผิดชอบในส่วนนี้
"การเทรนนิ่ง จะเป็น hands on ปฏิบัติจริง เพื่อดูฟีดแบ็ค การโค้ชชิ่ง อย่างต่อเนื่อง เพราะกรณีศึกษาจากทั่วโลก พบว่าครูที่ประสบความสำเร็จทั่วโลกจะสร้างการเปลี่ยนแปลงในห้องเรียนได้มากถึง 50-100 คน โดยใช้เวลา 6 อาทิตย์ในการให้ความรู้ และเปลี่ยน Mind set จากนั้นจะใส่คนเข้าไปในโรงเรียนเป็นเวลา 2 ปี คล้ายๆ กับ On the job training โดยส่งไปสอนที่โรงเรียนระดับมัธยมต้นของโรงเรียนกรุงเทพมหานคร ในวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ซึ่งตลอดการทำงาน 2 ปีเยาวชนกลุ่มนี้จะได้รับค่าตอบแทนจากโรงเรียนที่เราได้ประสานความร่วมมือเอาไว้"
วิชิตพล บอก โครงการนี้ไม่ได้ดูแค่คนเรียนเก่ง หรือ เด็กโอลิมปิค แต่ต้องการคนที่ความเป็นผู้นำสูง มีทักษะสื่อสารกับคนได้ดี อ่อนน้อมถ่อมตนเพราะเราทำงานกับระบบโดยเฉพาะในระบบ (การศึกษา) ในไทย ต้องอดทน อดกลั้น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค เพราะเชื่อว่างานนนี้มีอุปสรรคอีกเยอะที่รออยู่
"เราไม่ต้องการคนที่ไม่มีงานทำแล้วมาเป็นครู แต่ต้องการผู้นำที่จะมาสร้างการเปลี่ยนแปลง สถิติทั่วโลก พบว่า คนที่มาสอน 50-60% สอนต่อในปีที่ 3 คือ ไม่ใช่ 2 ปี แล้วหายไป แต่ก็มีการสอนต่อ บางคนไปทำงานภาคส่วนอื่นที่สามารถพัฒนาการศึกษาได้ โดยเรามองเรื่องคน มากกว่าระบบ เพราะคนสร้างระบบ ระบบผิดเพี้ยนอย่างไร ถ้าคนถูก ระบบก็แก้ไขได้"
สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ในปี พ.ศ. 2555
ในช่วงการเรียน สรวิศ ได้รับเลือกเป็นหัวหน้านิสิต ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ รวมถึงได้เข้าร่วมการแข่งขันเขียนโปรแกรมทั้งระดับชาติ และระดับนานาชาติหลายครั้ง รวมถึงการแข่งขัน IEEEXtreme โดยได้อันดับที่ 16 จากทั่วโลก
หลังจบการศึกษาก็ได้ทำงานเป็นนักเขียนโปรแกรมที่บริษัท AIS และเป็น Research Assistant ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ทำวิจัยในเรื่องการติดตามการกระจายตัวของโรคติดต่อผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่ง สรวิศ เป็นเจ้าของบริษัทร่วมกับเพื่อนชื่อ Runnables Co., Ltd เพื่อรับพัฒนาซอฟต์แวร์และฮาร์ตแวร์
"ทุกวันนี้มีหลายคนที่เห็นปัญหาของการศึกษาในประเทศไทย แต่ก็ได้เพียงแต่รอว่าควรจะปฏิรูปการศึกษาของประเทศ (เช่นเดียวกับการเมือง) ซึ่งครั้งแรกที่ได้เห็นโครงการนี้ จากเฟซบุ๊คกรุ๊ปของโรงเรียนตอน ม.ปลาย คือ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ รุ่นพี่ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ดำเนินโครงการ Teach For Thailand มาโพสต์ ลิงค์ของเว็บไซต์เอาไว้ให้คนที่สนใจเข้าไปดูข้อมูล หลังจากที่ผมเข้าไปดูโครงการก็ได้เห็นศักยภาพของโครงการนี้ที่ต่างจากการรับครูอาสาทั่วไป"
หนึ่งในความต่างที่ สรวิศ มองก็คือ ความจริงจังในการพัฒนาการศึกษาของประเทศโดยมีแนวคิดที่ว่า การแก้ปัญหาที่สำคัญของประเทศ ควรจะนำคนที่มีคุณภาพที่สุดของประเทศมาแก้ไขปัญหา และไม่ใช่เพียงแค่เป็นงานอาสาธรรมดา คนที่ถูกคัดเลือกเข้าโครงการยังได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่องตลอดการสอน 2 ปี
โดยผลที่ได้รับกลับ นอกจากค่าตอบแทนเป็นเรื่องของแรงบันดาลใจ เพราะนอกจากจะทำให้เกิดแรงบันดาลใจในตัวเด็กที่เข้าไปสอนแล้ว ยังเป็นการผลิตผู้นำในการช่วยกันแก้ปัญหา และเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นอีกจำนวนมากต่อปี
"ผมเองเป็นคนที่ชอบความท้าทายและชอบแก้ปัญหาสังคมอยู่แล้ว จึงเห็นถึงความท้าทายและความน่าสนใจในโครงการนี้ จึงตัดสินใจสมัคร และเข้าร่วมกับโครงการนี้ ซึ่งตอนนี้ก็ได้รับเลือกเข้าโครงการ และกำลังจะเข้าร่วมอบรม Summer Institute ในปลายเดือนมีนาคมนี้ และจะเริ่มทำงานสอนวิชาคณิตศาสตร์ในปีการศึกษาหน้า ในช่วงเดือนพฤษภาคม"
สิ่งที่ สรวิศ คาดว่าจะได้รับหลังจากการเข้าร่วมโครงการนี้หลักๆ คือ ทักษะความเป็นผู้นำ ความกล้าที่จะทำอะไรเพื่อคนอื่น และเห็นผลได้จริง จากการที่ได้ไปคลุกคลีกับเด็กที่ขาดแคลนโอกาสจำนวนมาก เชื่อว่าตัวเองและเพื่อนๆ จะได้เห็นถึงความสำคัญของการได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมกัน และกลับมาพัฒนาการศึกษาให้กับเด็กเหล่านี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งในอนาคต
ช่วงแรกของการทำงาน (ก่อนอายุ 30 ปี) เป็นช่วงที่ควรพัฒนาศักยภาพในมากที่สุด และหาประสบการณ์จากการทำงานให้มากที่สุด เทียบกับการนั่งทำงานที่ได้รับเงินเดือนสูงขึ้นมาหน่อย แต่วันๆ ไม่ค่อยได้ทำอะไรที่เป็นการพัฒนาศักยภาพของตัวเอง เมื่ออายุ 30 ปี จะทำอะไรไม่เป็น ผมจึงให้ความสำคัญกับการสร้างทักษะต่างๆ จากการทำงานให้มากที่สุดในช่วงนี้ และก็อยากให้น้องๆ หันมาให้ความสำคัญในจุดนี้
ด้านธนาคารกสิกรไทย หนึ่งในองค์กรเอกชนที่ให้การสนับสนุนโครงการ Teach for Thailand โดยความเชื่อที่ว่า ระบบการศึกษาที่ดีจะเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศไทย
ดร.อดิศวร์ หลายชูไทย รองกรรมการผู้จัดการและเลขานุการบริษัท ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการพัฒนาระบบการศึกษาของกสิกรไทยที่ดำเนินการในหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นเป็นโครงการ Teach for Thailand ที่มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาสังคมและระบบการการศึกษาด้วยการสร้างเครือข่ายครูจิตอาสา พร้อมสร้างทักษะความเป็นผู้นำให้กับครูเพื่อนำการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในถิ่นที่มีความขาดแคลนบุคคลากรครูในประเทศไทย
ในเบื้องต้น ธนาคารกสิกรไทยเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักในช่วงเวลา 3 ปี และพร้อมให้การสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลงนี้ในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้โครงการประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ เพื่อให้ประเทศไทยมีกลุ่มเครือข่ายครูจิตอาสาที่มีภาวะผู้นำสูง มีทักษะและองค์ความรู้ในการถ่ายทอดให้กับเยาวชน รวมถึงการพัฒนาระบบความคิดของเยาวชนให้แตกต่างจากเดิมด้วยใจที่มีคุณธรรมและที่เห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก พร้อมจะเสียสละเพื่อการสร้างและการพัฒนาที่ต่อเนื่อง
โดย เชื่อว่าผลผลิตที่ได้จากการพัฒนาด้วยกลุ่มคนที่มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู จะสร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งระบบความคิดและพฤติกรรมของเยาวชนรุ่นใหม่
"ด้วยความมุ่งมั่นและแน่วแน่ของทีมงาน Teach for Thailand ที่มีแนวความคิดที่เป็นแบบแผนชัดเจน ทำให้เชื่อมั่นว่า โครงการนี้ จะประสบความสำเร็จในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ระบบการศึกษาของประเทศไทยตามความตั้งใจ จึงยินดีที่จะให้การสนับสนุนโครงการนี้" ดร.อดิศวร์ กล่าว